ปุ๊กกี้ กับ 3 วันไม่ซื้อ (รอบสาธิต) อีเมล
เขียนโดย ปุ๊กกี้   

วันที่ 1

เพราะปกติเป็นคนทำอะไรไม่ค่อยวางแผน ปุบปับนึกอยากทำก็ทำเลย เราจึงรับคำชักชวนให้ร่วม 3 วันไม่ซื้อรอบทดลองโดยไม่ได้คิดอะไรมาก คิดเพียงว่าจะซื้อบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปตุนเอาไว้ตามสมควร...แต่เอาเข้าจริง ๆ กลับไม่ได้ทำ รู้ตัวอีกทีเข็มนาฬิกาก็ล่วงเข้าสู่เที่ยงคืนของวันไม่ซื้อแล้ว...หมายความว่า ณ วันนี้ไม่ได้เตรียมการณ์อะไรเลย ฮ่าๆๆ ซวยล่ะสิตู -_-?

สิ่งเดียวที่บ่งบอกถึงการเตรียมตัวคือการมาอาศัยนอนที่สถาบันต้นกล้า วันนี้ตื่นมาตามปกติ และเริ่มใคร่ครวญว่าจะเอายังไงดีกับชีวิต...แต่ก่อนจะคิดอะไรออก ขอเริ่มต้นวันใหม่ด้วยสารเสพติดประจำวันเหมือนคนทั่ว ๆไปก่อนก็แล้วกัน

?ฉันต้องการคาเฟอีนนนน...?

ปกติแล้วแทบทุกเช้าจะต้องเดินออกไปซื้อกาแฟสด แก้วละ 25- 30 บาท...ตัวเองไม่ใช่คนติดกาแฟแน่นอน(แน่ใจนะ หึหึ) แน่ใจ ไม่ติดจริง ๆ? แต่สิ่งแรกที่ทำของเช้าไม่ซื้อวันที่ 1 คือเดินหากาแฟในออฟฟิศดื่ม โอ...โชคดีเหลือเกินที่ต้นกล้ามีเมล็ดกาแฟสด เจ้าของบอกว่ากินเลย ตามสบาย และสอนวิธีทำให้คร่าว ๆ เริ่มตั้งแต่บดเมล็ด ต้มน้ำร้อน และเทใส่แก้วกรองชง...ฟังดูง่ายจัง(ตังค์อยู่ครบ) แค่ชงกาแฟ สบายบรื๋อ...

แต่คุณพระ ! บังเอิญว่าเราใช้เครื่องปั่นไม่เป็น บังเอิญว่าเสียบปลั๊กผิดรู(แล้วยังโวยวายว่าเครื่องเค้าเสีย) บังเอิญว่าไม้ขีดไฟจุดไม่ติด บังเอิญว่าไม่เคยทำกินเอง บังเอิญว่า... ฯลฯ สารพัดจะขลุกขลักอย่างไม่น่าเชื่อ แค่ชงกาแฟร้อนกินเองเนี่ยนะทำไมมันยุ่งยากอย่างนี้พระเดชพระคุณ อยากรู้ว่าสภาพเป็นยังไงดูได้จาก ?คลิปฉาว? ที่ตั้งใจหลุดออกมาให้ดูหน้าเว็บนะจ๊ะ

เฮ้อ...แต่ในที่สุดก็ได้ดื่มกาแฟสมใจ มันช่างหอมและอร่อยที่สุดเท่าที่เคยกินมาเลยจริง ๆนะ(ได้อีก)

เนื่องจากว่าวันนี้พี่ ๆ ที่สถาบันต้นกล้ารู้ว่าเราเป็นอาสาสมัครไม่ซื้อ(และไม่ขอใครกินด้วย?แค่ส่งตาปรอย ๆ อย่างเว้าวอนพองาม)พี่ ๆ ซึ่งซื้ออาหารมากินด้วยกันอยู่แล้วก็ชวนเราร่วมวง บอกตามตรงว่าส้มตำ ข้าวเหนียว ปลาย่าง ผักดอง ฯลฯ ที่หลายคนช่วย ๆ กันซื้อมามันเยอะมาก เยอะจริง ๆ ขนาดว่าเพิ่มเราเข้าไปอีก 1 คนยังกินกันแทบไม่หมด ดังนั้นเราจึงสบายใจนิดหน่อยที่ไม่ได้เป็นภาระแก่ใครมากมายนัก

หรือจะเป็นภาระแต่เขาไม่บอกก็ไม่รู้แฮะ...การอยู่ร่วมเป็นสังคมนี่บางครั้งก็ต้องการความเชื่อมั่นเชื่อใจในกันและกันสูงจริง ๆนะเออ


วันที่ 2

เช้านี้...ตื่นมารู้ว่าตัวเองต้องหิวมื้อเช้าแน่ ๆ และยังไม่มีใครตื่น จะไปทำตาปรอยใส่ใครก็ไม่ได้ แล้วก็นึกขึ้นได้ว่าในกระเป๋าเดินทางของตัวเองมีของกินอยู่ เป็นของที่พกติดตัวไว้มานานแล้วเผื่อว่าหิววันไหนกลางดึกก็จะกิน(ยังไม่หมดอายุนะจ๊ะ) ดีใจมาก เป็นขนมแครกเกอร์กับทูน่ากระป๋อง และนมกล่อง 2 กล่องแน่ะ เช้านี้รอดแล้วเรา

เนื่องจากเมื่อวานกระบวนการทำกาแฟ(สำหรับเรา)ง่ายดายประหนึ่งไปเก็บเมล็ดจากไร่ เช้านี้ความอยากกาแฟก็เลยลดลงกว่าครึ่ง(อันที่จริงก็อยากเท่าเดิม แต่ความขี้เกียจมากขึ้นจนรู้สึกว่า ยังไม่ดื่มก็ได้นะ ไม่ง่วง แหะๆ) รอจนสาย? ๆคนในออฟฟิศทยอยตื่นและต้มกาแฟกินกันเป็นกิจวัตร เราก็เลยทำแค่ต้มน้ำร้อนเท่านั้นเพราะเมล็ดกาแฟมีคนบดเอาไว้ให้แล้ว ใจดีจัง และดูเหมือนว่าปกติจะไม่มีใครหิวจนกว่าจะเที่ยง แต่เราไม่ห่วงเพราะมีเสบียงแล้ว

ปัญหาของวันนี้กลับอยู่ที่เวลาบ่าย เพราะความเคยชินของเราก็คือต้องกินกาแฟเย็นหลังมื้ออาหาร มันยุ่งเกินกว่าจะทำกินเองที่นี่ตอนนี้ ก็เลยต้องอดและคิดว่าคงไม่เป็นไร แต่ปรากฏว่ากลายเป็นคน ?สามหาว? (หาวเดียวก็ง่วงแล้ว) กว่าจะรู้สึกตัวก็ฟุบหลับแถว ๆนั้นแหละเพราะหนังตาไม่ยอมสู้แรงดึงดูดจริง ๆ

เวลาประมาณบ่าย 3 โมง..จู่ ๆ นางฟ้าก็ปรากฏ เพื่อนชื่อตุ๊กแวะมาเที่ยวที่สถาบันต้นกล้าพร้อมแก้วโกโก้เย็นที่น้ำแข็งยังเต็มเปี่ยม ฉันตื่นพอดีและตัดสินใจขอน้ำแข็งที่มันกินเหลือ ก่อนจะแกะนมกล่องของตัวเองเทใส่ลงไป...อา...ชื่นใจจัง นี่ไม่แน่ใจว่าเสพติดกาแฟหรือน้ำแข็งกันแน่

ที่สนุกที่สุดของวันนี้คือจู่ ๆ เพื่อนก็ชวนไปห้างค้าส่งที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย เราซึ่งอยากออกไปเปิดหูเปิดตาอยู่แล้วตกปากรับคำทันทีโดยมีข้อแม้ว่าเพื่อนจะออกค่ารถเมล์ให้ ระหว่างเดินในห้างสนุกมาก สิ้นปีเป็นช่วงที่มีความสุขที่สุดแล้วกับการ window-shopping (เดินดูโดยไม่ซื้อ) เพราะห้างร้านและบริษัทแทบทุกที่จะสรรหากลยุทธ์ต่างๆ เรียกเงินออกจากกระเป๋าเราให้ได้มากที่สุด ป้ายโฆษณาทำนองว่า ?เพื่อคนที่คุณรักมาก? ?เพื่อคนพิเศษแบบสุดสุด? ?เพื่อคนที่โคตรรักเอ็งเลย? ฯลฯ ติดเรียงรายบนชั้นสินค้า ของโปรดอย่างช็อกโกแลตและขนมในกล่องสวยต่างๆละลานตา...

บอกตามตรงว่าถ้าไม่ใช่ช่วง 3 วันไม่ซื้อ คงได้ควักเงินจ่ายสำหรับกล่องใดกล่องหนึ่งเป็นพิเศษแน่ ๆ เหตุผลน่ะหรือ ก็เพราะหีบห่อของมันเย้ายวนตายังไงล่ะ...เฮ้อ งั้นก็โชคดีแล้วที่สุดท้ายไม่ได้ผิดสัญญากับตัวเองที่จะไม่ซื้อ เพราะเอาเข้าจริงเราก็ไม่ได้อยากกินขนมในกล่องเลยสักนิด...โชคดีไม่เปลือง


วันที่ 3

เช้าวันที่ 3 ของการไม่ซื้อแล้ว รู้สึกว่าสองวันที่ผ่านมาตัวเองกินจุบจิบน้อยลงจริง ๆ หรือพูดให้ถูกคือไม่ได้กินเลย กินก็แต่อาหารมื้อหลักเท่านั้น ซึ่งเป็นการดีต่อสุขภาพมากมาย

วันนี้ พี่กึ๋ย ณ ต้นกล้า จะเดินทางไปสวนเงินมีมา(ซ.เจริญนคร 20) ด้วยรถตุ๊ก ๆ พี่กึ๋ยรู้ว่าเราชอบไปนั่งทำงานที่นั่นบ่อย ๆก็เลยชวนให้นั่งรถไปด้วยกันเพราะถึงอย่างไรพี่เขาก็ต้องนั่งรถไปอยู่แล้ว เราจึงรีบอาบน้ำอาบท่าและเดินทางไปสวนเงินพร้อมกับพี่กึ๋ย แต่ถ้าวันนี้ไม่มีใครชวนนั่งรถไปด้วยกัน ก็จะเดินไปเหมือนปกติทุกวัน เพราะรู้สึกว่าระยะทางมันสั้นจนเสียดายค่ารถเมล์และที่สำคัญ ชีวิตของเราไม่มีเงื่อนไขบีบรัดเรื่องเวลาทำให้ค่อย ๆเดินไปก็ได้ ปัญหาอย่างเดียวคือเรื่องสุขภาพเท่านั้นหากเป้หลังหนักมากเกินไป

วันนี้หิวข้าวมากเพราะตั้งแต่เช้ายังไม่ได้กินอะไร เสบียงหมดแล้วตั้งแต่เมื่อวาน หลังจากทนอยู่นานจนหมดแรงก็ตัดสินใจบอกเพื่อนที่อยู่แถวนั้นว่าหิวข้าวมากและไม่มีตังค์ เดชะบุญที่เพื่อนคนหนึ่งเพิ่งกินข้าวเสร็จแต่ยำปลากระป๋องกับผัดผักบุ้งยังเหลืออยู่นิดหน่อยในตู้กับข้าว ข้าวสวยก็เหลือในหม้อ โอ...ปกติเราไม่พิสมัยปลากระป๋องนักเพราะไม่ชอบซอสมะเขือเทศแต่มื้อนั้นกลับพบว่ายำปลากระป๋องเป็นอาหารที่ดีและอร่อยที่สุดในโลก ณ ขณะที่เขียนบันทึกอยู่ตอนนี้ยังรู้สึกผ่าวร้อนที่ขอบตาอยู่เลย จริง ๆนะ ไม่มีอาหารชนิดใดที่จะอร่อยเท่าอาหารที่กินตอนหิวอีกแล้ว และซึ้งพระคุณเพื่อนเหลือเกินที่เลี้ยงอาหารมื้อนี้

แต่แล้วความง่วงก็จู่โจมตั้งแต่ข้าวยังไม่เรียงเม็ด อาจเป็นเพราะตั้งแต่เช้ายังไม่ได้ดื่มกาแฟเลย แต่เราก็เลือกที่จะอยู่เฉย ๆ ไม่ดิ้นรน ปรากฏว่าง่วงจัดจนต้องคลานไปงีบหลับ ณ ซอกมุมหนึ่งของ ?ร้านของเรา? ร้านหนังสือและกาแฟเล็ก ๆในสวนเงินมีมา เป็นการหลับที่มีความสุขมาก แต่เมื่อตื่นก็คิดว่าตัวเองต้องการดื่มกาแฟจริง ๆจึงเดินขึ้นไปบนออฟฟิศชั้นสองที่มีกาแฟและน้ำร้อนแล้วก็เลยชงดื่มไป 1 แก้ว

ถ้าเป็นไปได้ เราควรพิจารณาอย่างจริงจังเสียทีว่าจะปล่อยให้ตัวเองติดกาแฟต่อไป หรือเลิกให้ได้จะได้ไม่เปลืองและไม่ง่วงหลับเวลาไม่ได้ดื่มอย่างนี้

เย็นวันนั้นมีเพื่อนหอบอาหารมาจากต่างจังหวัดมาเลี้ยงคนที่ออฟฟิศ จึงได้ฝากท้องมื้อเย็น และเมื่อพระอาทิตย์ตกดินก็เดินกลับต้นกล้า เพื่อนอาสาขับรถมอเตอร์ไซค์มาส่งแต่เราอยากเดินมากกว่า...ตลาดท่าน้ำคลองสานที่ละลานไปด้วยอาหารการกินวันนี้ไม่ได้เงินเราสักบาท แต่คิดว่าเขาไม่เดือดร้อนหรอกเพราะเท่าที่ดูแล้วแทบทุกคนล้วนอดใจไม่ไหวซื้อของกินติดมือกันคนละหลายถุง เราเองถ้าไม่ใช่วันไม่ซื้อก็คงซื้ออะไรกินเหมือนกันแม้จะ ?อิ่ม? แล้วก็ตามที

การไม่ซื้อ...มันก็ทำให้ได้ใคร่ครวญการซื้อที่ผ่านมาของตัวเองว่าสิ่งไหนเป็นความต้องการ (want) และสิ่งใดเป็นความจำเป็น (need) น่าตลกที่พบว่าทุก ๆวันเราซื้อของที่ ?อยาก? พอ ๆ กันหรือมากกว่าที่ ?จำเป็น? ด้วยซ้ำไปนะชะเอิงเอย

pukky_bn3dเฮ้อ ในที่สุด 3 วั้นก็ผ่านไปไวเหมือนโกหก...

ขอบพระคุณทุกความเอื้อเฟื้อเกื้อหนุนตลอด 3 วันนะจ๊ะ...รักนะจุ๊บุจุ๊บุ.


blog comments powered by Disqus
 
แบ่งปันเรื่องนี้ใน facebook
28.gif

Turn off TV Turn on life

พิษภัยจากทีวี

คลื่นที่แผ่ออกมาจากทีวีมีความเกี่ยวพันกับการเปลี่ยนแปลงของเซลล์ภูมิคุ้มกันบนผิวหนัง

 
การดูทีวีมากๆ ทำให้มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นที่จะเป็นโรคอัลไซเมอร์

 
เบาหวานประเภท 2 จากการกินอาหารแคลอรีสูงระหว่างดูทีวี

 
การดูทีวีอาจทำให้กระบวนการเผาผลาญอาหารช้าลงกว่าการไม่ทำอะไรเลย

 
ขาดสมาธิ เนื่องจากการพัฒนาเซลล์สมองที่ควบคุมช่วงความสนใจบกพร่อง

 
โรคออทิสซึม หรือความผิดปกติทางพัฒนาการด้านสังคม ภาษา การสื่อความหมาย พฤติกรรมอารมณ์ และจินตนาการ เกิดจากการขาดการปฏิสัมพันธ์กับบุคคลอื่น

 
มีปัญหาในการนอนหลับเนื่องจากความตื่นเต้นเร้าอารมณ์ของรายการทีวี

 
แสงจากทีวียับยั้งการผลิตฮอร์โมนเมลาโทนิน ภูมิคุ้มกันโรคลดลง การที่เมลาโทนินลดลงอาจทำให้มีโอกาสเพิ่มขึ้นที่จะเกิดการกลายพันธุ์ในเซลล์ดีเอ็นเอ ซึ่งทำให้เกิดมะเร็ง

 
ขณะที่การศึกษาของอิตาลีพบว่า เด็กที่ไม่ค่อยได้ดูทีวี มีระดับฮอร์โมนเมลาโทนิน ที่ช่วยชะลอการเจริญเติบโตทางเพศสูงกว่าเด็กที่ดูทีวีบ่อย นั่นคือลดปัญหาการโตเป็นหนุ่ม/สาวก่อนวัย

 
การศึกษาระยะยาวในนิวซีแลนด์ที่ติดตามผลเด็กตั้งแต่แรกเกิด ได้ข้อสรุปว่า การดูทีวีมากเกินไปขณะเป็นเด็ก เกี่ยวโยงกับโอกาสประสบความสำเร็จทางการศึกษาที่ลดต่ำลงเมื่ออายุ 26 ปี

 

the story of stuff

The story of stuff ตอนที่ 1
ในส่วนแรก เราจะได้พบกับการอธิบายสภาพปัญหาที่เกิดขึ้น
เราจะได้เห็นภาพรวมขอปัญหา
The story of stuff ตอนที่ 2
ปัญหาสิ่งแวดล้อม ปัญหาแรงงาน และการย้อนกลับของปัญหา
The story of stuff ตอนที่ 3
ระบบนี้อกแบบมาอย่างดีเยี่ยม เพื่อทำให้ระบบเศรฐกิจวัตถุอยู่ได้
สิ่งที่ระบบปัจจุบันกระทำอยู่ นั้นก็ตอกย้ำความล้มเหลวของมัน
The story of stuff ตอนที่ั 4
เราเปลี่ยนแปลงมันได้
สิ่งที่เราทำได้ และทางออกต่างๆ