วันศุกร์ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2552
คริสต์มาส วันแห่งเสียงเพลง และแสงไฟ สีสันสดใสเหมือนเช่นปีก่อน
และปีก่อนก่อน ส่วนลดสารพัดและรอยยิ้ม ตามแหล่งช้อป ยังคึกคักเหมือนเดิม
เป็นวันดีอีกวันที่ทำให้ตื่นเต้นเสมอ บ่อยครั้งจะเผลอคิดว่าวันนี้จะมีของขวัญจากลุงซานต้าบ้างไหม
ผมมักอยู่กับบ้านในวันนี้และร่วมสนุกกับดอกไม้ไฟในจอ เคยมีปีหนึ่งไปดูสด ประทับใจกว่าเยอะมาก
แต่หลังจากนั้น ก็จะเจอรถติด ติดซะภาพดอกไม้ไฟในความทรงจำกลายเป็นภาพไฟท้ายแดงๆ เหลืองๆ
อืม..อยู่หน้าจอทีวีดีกว่า แล้ววันนี้ก็เป็นวันเริ่มโครงการ 3 วันไม่ซื้อ
อยู่บ้านเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยที่สุดแน่นอน
ด้วยสถานะที่แน่นอนเหลือเกินกับคำว่าเพื่อน มันชัดเจน เหมือนปีก่อน
และปีก่อนก่อน ก็คงดีแล้วละมัง สำหรับ ฉันและเธอ ความสัมพันธ์ของเราหยุดไว้ที่คำว่าเพื่อนมาตั้งแต่สมัยมหาลัยแล้ว
และมันยังคงเดิมและชัดเจนขี้น เมื่อ เธอแต่งงาน
นั้นมันสำหรับ ความจริง แต่ความรู้สึกผม ยังหยุดอยู่ ณ ตอนนั้น
เหมือนภาพประทับใจตอนดูดอกไม้ไฟ และความจริงหลังจากนั้น คือ
อาการโสดอยู่นาน อยู่บ้านดูทีวี ก็ดีแล้ว ไม่น่าเลย
แล้วปีนี้ซานต้ามาจริง แหะ คริสต์มาสไหนๆ เธอก็ไม่เคยโทรมา
วันนี้ วันดีหรือร้ายกันเนี้ย ดันมาอยากเจอในวันนี้ ในวันที่ เริ่มโครงการพอดี
เหมาะเจาะซะจนคิดว่าลุงซานต้า คงอยากวัดใจเด็กดี
ไม่ซื้อ ไม่จ่าย ห้ามใช้ บัตรใดๆ มันสวนทางสิ้นดี กับสิ่งที่ควรเป็นไป ในโอกาศนี้
จะบอกไม่ว่างกับคนที่อยากเจออยู่แล้วเนี้ยนะ มันขัดแย้งเกินไป
ไม่ได้แน่นอน คิดทางไหน ก็ไม่เห็นจะมีทางออก กับเพื่อนทั่วๆ ไป
ก็ยังพอจะกล้าพูดอธิบาย ว่า นี้ ฉันกำลังร่วมภารกิจหนึ่งอยู่นะจะชวนไปไหนก็เลี้ยงหน่อย
แล้วเพื่อนทีดี ก็คงบอกว่า มึงอยู่บ้านเหอะ(T ^T ไม่เลี้ยงกูเหรอวะ)
แต่นี้ ไม่ใช่คนที่เราจะไปทำแบบนั้นได้ โอกาศไม่เคยมีซ้ำสอง
?อยากออกไป อยากออกไป ออกไปไม่ได้นะ ไปไม่ได้?
สงครามวัดสำนึก รู้อยู่แล้วว่าออกไปเมื่อไร ภารกิจล้มทันที อึดอัดน่าดู
ของกินที่เตรียมไว้ก็เต็มตู้เย็น
แต่ช่างเหอะ ในเมื่อ ผ่านคริสมาสแบบคูณ เก้า ไม่เคยโทรมา
ตอนนี้เธอกำลังรอคำตอบอยู่ ผมก็ตัดสินใจแล้ว ยังไงซะ สมองก็วิ่งตามหัวใจไม่ทันหรอก
ผมตอบปากรับคำชวน แทบจะในทันที ที่เหลือจากนี้ไปก็เป็นเรื่องเงินทอง มื้อค่ำนอกบ้าน
ความสุขในวันคริสมาส กับกองขี้เถ้าภารกิจ และของกินค้างตู้เย็น
ลมไม่เย็นเหมือนปีที่ผ่านมา มันทั้งเอื่อยและเรื่อยเปื่อย เหมือนไม่ได้มีอะไรพิเศษ
นอกจากผมจะตื่นเต้นไปเอง บทสรุปวันแรก คือ อย่าไปวางแผนเลย
วันเสาร์ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2552
วันที่สองซะทีหลังจากทำภารกิจล้มแบบยิ้มแป้นไปแล้วในวันแรก
พื้นฐานครอบครัวผมเน้นการสบตากันมากกว่าการพูดคุยออกเสียง
แต่สงสัยวันนี้จะเป็นข้อยกเว้นแหะ
แดดบ่ายทำหน้าที่ไป มันดูสบายน่าพักผ่อน แต่ดันเวรกรรมต้องออกแรงกันอีกจนได้
เมื่อมีอารมณ์โกรธ เรื่องเล็กๆมักกลายเป็นเรื่องใหญ่ประจำ
งานวิจัยและคำโบราณเห็นพ้องกันว่า การหัวเราะดังๆ ให้ลมออกจากท้อง
จะทำให้ร่างกายแข็งแรง เหมือนได้ออกกำลังกาย ผมละอยากให้วิจัยอีกเรื่องจริงๆ ว่า
ถ้าตะโกนเถียงกันจนลมออกท้อง จะได้ผลแบบเดียวกันไหม
ถ้าได้ละก็วันนี้จะเป็นวันที่เราพี่น้องได้ออกกำลังกาย กันพอดู
ผมชอบออกกำลังกายในแบบธรรมดาทั่วไป ตีแบต เล่นบาส หรือปั่นจักรยานนิดหน่อย
ให้เหงื่อมันออกเพราะการขยับตัว แต่การขยับปากกับหน้าอย่างเดียว มันทำให้เหงื่อออกไม่ได้แหะ
อันนี้เรื่องจริง วิธีเดียวที่จะทำให้น้ำออกจากตัวได้คือ พ่นน้ำลายไม่ก็ไปเยี่ยว
อีกอย่างออกกำลังแบบนี้มันก็ไม่ได้รู้สึกสดชื่นเลย
ส่วนภารกิจวันไม่ซื้อ จบสวยกันไป ไม่ต้องออกแรง ไม่ต้องวางแผน
เรื่องปากท้องดูผ่านไปง่ายเหลือเกินเมื่ออยู่บ้าน
และยิ่งอยู่ในอาการเหนื่อยๆ แบบนี้ อะไรก็เอาเหอะ
ของที่ซื้อไว้ล่วงหน้ากับของเหลือในตู้เย็น ไม่ลำบากเลย สำหรับอาหารสักหมู่
แต่ผมก็ไม่ได้ลงมือเข้าครัวอยู่ดี เพราะแม่เห็นแล้วว่ามันกำลังเหวี่ยง
ทำเองดีกว่า บ้านที่มีแม่บ้าน บ้านนั้นสบาย
เสียงแหลมแต่เน่อ เรียกผมไปกินข้าว หลังออกกำลังจนเหนื่อย(ใจ)
วันนี้ทั้งวันวุ่นอยู่แต่กับเสียงพูด คนเราเอาพลังงานมาจากไหนมากมายถึงพูดได้ทั้งวันแบบนี้
วันอาทิตย์ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2552
ผ่านไป 2 สัปดาห์ พอมานั่งอ่านตัวหนังสือที่บันทึกไว้ในสามวันที่ทำโครงการ ใจหายอยู่
โดยเฉพาะบันทึกในวันอาทิตย์นี้ เหตุการณ์วันนั้นมันรุนแรงแบบนั้นเชียวเหรอ
ตอนนี้ไม่รู้สึกแบบนั้นเลย อีกอย่างก็คือว่ามันไม่ได้มีเรื่องภารกิจเหลืออยู่ในหัวเลย
ยิ่งเป็นบันทึกที่เขียนในวันอาทิตย์ มีแต่อารมณ์กับคำถามเอาแต่ได้
ผมว่าตอนเขียนบันทึกวันอาทิตย์นั้นในหัวคงเหลือแต่คำสั่งว่า ต้องเขียนบันทึก นะ
ข้อความที่บันทึกในวันอาทิตย์ ไม่ขอลงเพราะดูจะไม่เหมาะ
ที่รู้สึกตอนนี้ ก็คือ ขอบคุณ ที่ช่วยทำให้ผมได้จดบันทึกความคิดและความรู้สึกที่เกิดขี้นในวันนั้น
ถึงมันจะเป็นเหมือนการเขียนระบายที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับโครงการเลย
แต่มันทำให้ ผมได้เจอตัวผมในสามวัน ที่แตกต่างกันไป
โดนเฉพาะในวันอาทิตย์ ภาพของเด็กนั่งจ๋อยอยู่มุมห้อง เมื่อมันไม่เป็นอย่างที่หวัง
แค่สามวัน กลับมีเรื่องคาดไม่ถึงมากมาย เราเล่น เราสนุก เราเจ็บ เราร้องไห้ เราไม่รู้ เรายืนเฉย
อย่าไปเสียเวลากับสิ่งที่ผ่านไป เมื่อเราเข้าใจมันแล้ว ประโยคนี้ผุดขึ้นมาในจอคอม
Happy New year (^ ^) ctrl+s
| we can change the world everyday |
วันไม่ซื้อของเอฟ
กฎการใช้บอร์ด
เรื่องเล่าดีๆ สามารถสร้างแรงบันดาลใจ ให้กับเพื่อนๆได้ ทั้งยังสามารถช่วยให้เรา ได้ใคร่ครวญชีวิตเราอย่างลึกซึ้งยิ่งนัก เชิญมาร่วมแบ่งปันประสบการณ์แห่งการไม่ซื้อกันเถอะ
2 โพสต์
• หน้า 1 จากทั้งหมด 1
Re: วันไม่ซื้อของเอฟขอบคุณที่เขียนมา อ่านแล้วทำให้เรารอยยิ้มและเสียงขำขันเล็กน้อย
เป็นรอยยิ้ม และอารมณ์ขันเล็กๆน้อยๆ ที่มาขั้นช่วงอารมณ์โดดเดี่ยวที่มาหาเยือนเราเป็นประจำในตอนเย็นๆ เอฟเขียนได้พลิ้วมากเลย ได้อารมณ์เปิดเผย แต่ก็ลึกลับในที ต้องตีความบางตอน สวัสดีปีใหม่นะ ขอให้รักษาสุขภาพกายและใจ ปล.ขนมเค้กอร่อยมาก พวกเราเอามาแจกกันที่วงตลาดแบ่งปันของเหลือจาก 3 วันไม่ซื้อ ขอบคุณมากเลย
2 โพสต์
• หน้า 1 จากทั้งหมด 1
ย้อนกลับไปยัง เรื่องเล่าวันไม่ซื้อ ผู้ใช้งานขณะนี้่กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิกใหม่ และ บุคคลทั่วไป 1 ท่าน |

