|
ปมของฮานนาใน The Reader คือความขัดแย้งระหว่างสำนึกผิดในอาชญากรรมขนาดใหญ่ๆ กับความละอายในบาปขนาดเล็กๆ ระหว่างเสียงครวญครางของเชลยนับร้อยกับเสียงมโนธรรมส่วนตัว ดูเหมือนว่าฮานนาจะให้น้ำหนักแก่ทั้งสองสิ่งเท่าๆ กัน หรือจะพูดว่าเธอยอมรับโทษทัณฑ์เพราะกลัวเสียหน้ามากกว่าสำนึกผิดก็ได้
ผู้อ่านและดูยอมรับตัวละครแบบนี้ได้เพราะมี "การไม่รู้หนังสือ" เป็นอุปลักษณ์ (metaphor) สำคัญของเรื่อง "นาซีที่อ่านหนังสือไม่ออก" เป็นตัวแทนของอาการบอดใบ้ทางศีลธรรม (moral Illiteracy) หรือความเฉยเมยต่อกรณีฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง และของชาวเยอรมันที่ต้องก้มหน้ารับกรรมนี้ ในขณะเดียวกัน ก็ทำให้หนังและหนังสือสามารถตั้งคำถามอื่นๆ ได้ด้วย เช่น การลงโทษเช่นนั้นอาจจะเกินทัณฑ์ที่เป็นจริง? หรือความทุกข์ทรมานด้วยการคุมขังได้ช่วยทำให้เกิดการปรองดองกับอดีตหรือไม่?
ในปัจจุบัน ท่ามกลางกระแสการเชิดชูหนังสือและรณรงค์ขจัดการไม่รู้หนังสือ การอ่านนั้น แม้จะยกย่องกันซ้ำๆ สักพันครั้งก็ยังฟังดูดี หนังและหนังสือที่ทำให้การอ่าน เป็นสิ่งที่ "ฟื้นฟูจิตใจ" หรือให้ "พลังทางศีลธรรมและปัญญา" จึงดูสูงส่งและมีวัฒนธรรม (ถ้าเยอรมันนีมีลิสต์ "หนังสือร้อยเล่มที่คนเยอรมันควรอ่าน" ไม่ยากเลยที่ The Reader จะเป็นถูกบรรจุไว้เป็นหนึ่งในนั้น) เพราะนอกจากกระตุ้นต่อมศีลธรรม หรือทำให้อาชญากรรมของฮานนาน่าให้อภัยแล้ว ยังสามารถกระตุ้นต่อมวัฒนธรรมของผู้ดูในบริบทอื่นๆ ได้ด้วย
ต้องนับว่านาซีที่อ่านหนังสือไม่ออกมีความแปลกใหม่ มองในแง่ศิลปะการสร้างบุคลิกตัวละคร อุปลักษณ์นี้ส่งผลให้ฮานนาเป็นตัวละครที่ตรงข้ามกับสูตรสำเร็จเก่าๆ (stereotype) กลายเป็นที่รวมของภาพลักษณ์เยอรมันในอดีตสองภาพ นั่นคือเยอรมันที่มีระบบการศึกษาดีและมีจริยธรรมสูง กับนาซีที่เผาหนังสือ ซึ่งมีความขัดแย้งอย่างสุดขั้วเข้าด้วยกัน
นอกจากนั้น มองในแง่การเลือกผู้แสดง (casting) ในหนัง อันได้แก่ การให้ เรล์ฟ ไฟน์ส์ รับบท ไมเคิล เบิร์ก หลังจากที่เคยเล่นเป็นนาซีจอมอำมะหิตใน Shindler"s List มาแล้ว ก็ทำงานคล้ายกัน นั่นคือเลือกผู้แสดงที่สวนทางกับภาพลักษณ์หรือสูตรสำเร็จดั้งเดิม
ทั้งนี้ ไม่ต้องพูดถึงประเด็นที่ว่าเรื่องนี้ขัดแย้งกับความจริงอย่างสุดขีด เช่น ขัดกับข้อเท็จจริงที่ว่า ทั้งในปัจจุบัน เยอรมันนีเป็นชาติที่มีอัตราผู้รู้หนังสือสูง (และชอบแสดงจุดยืนทางศีลธรรมบ่อยๆ) และสำหรับยุคนั้น ข้อเท็จจริงง่ายๆ ก็คือ คนที่ไม่รู้หนังสือไม่มีสิทธิได้เป็นเจ้าหน้าที่ เอส. เอส. อย่างเด็ดขาด ซึ่งในประเด็นนี้ ซินเธีย โอซิค นักเขียนชาวยิวผู้โด่งดังถึงกับออกมาวิจารณ์หนังสือ The Reader เป็นการเฉพาะว่า บิดเบือนประวัติศาสตร์มากเกินไป

แต่ด้วยฝีมือและความชาญฉลาดของผู้เขียนและทีมงานสร้างหนัง อุปลักษณ์นี้จึงมีความสดใหม่ขึ้นมา อย่าลืมว่าการให้ตัวเอกเป็นนาซีที่อ่านหนังสือไม่ออก หากทำได้ไม่ดี อาจจะฟังดูเหมือนบุคลิกของตัวละครในการ์ตูนมากกว่าคนจริงๆ เปรียบได้กับฉลามที่ไม่ยอมกินเนื้อและอยากจะเป็นมังสะวิรัติ เช่น ใน Shark"s tale นั่นทีเดียว
อย่างไรก็ตาม นอกเหนือจากความฟังดูดีและแปลกใหม่ อุปลักษณ์นั้นควรจะเป็นกลไกที่จะกลับมาช่วยคลี่คลายปมศีลธรรมด้วย เรื่องจึงจะจบได้อย่างลงตัว หากว่าการไม่รู้หนังสือชี้ไปถึง moral Illiteracy เรื่องก็ควรจบลงด้วยการทำให้ฮานนาค้นพบทางออกทางสำนึกและจิตวิญญาณผ่านการ อ่านหนังสือ
ปัญหาคือหนังสือไมได้กลับมาทำหน้าที่นั้น ตัวอย่างที่เด่นชัดคือหนังสือที่ฮานนาอ่านในหนังกับนิยายมีความแตกต่างกัน ในนิยาย ขณะเมื่อเธอถูกคุมขังอยู่ในคุก ส่วนหนึ่งของหนังสือที่เธออ่านมีเนื้อหาเกี่ยวกับโฮโลคอสต์โดยตรง เช่นของ Primo Levi, Elie Wiesel และ Hannah Arendt หนังสือเหล่านี้ แม้จะปรากฏอย่างผ่านๆ แต่ก็ชวนให้คิดว่าน่าจะทำให้เธอสำนึกผิดขึ้นมาบ้าง แต่ในภาพยนตร์ จะมีแต่หนังสือคลาสสิคของตะวันตก เช่น "The Odyssey", "The Lady with the Dog", "The Adventures of Huckleberry Finn", "War and Peace" (รวมทั้ง "Tin Tin")
บาปของการไม่รู้หนังสือเป็นคติที่ดูดีอย่างเลื่อนลอย โดยเฉพาะในภาพยนตร์ ฮานนาไม่ได้ถูก "ฟื้นฟู" โดยหนังสือเหล่านั้น อุปลักษณ์ "นาซีที่อ่านหนังสือไม่ออก" ไม่ได้ทำหน้าที่จนตลอดรอดฝั่งหรือไม่ได้ชี้ไปถึง moral Illiteracy
มีรายงานข่าวว่าการตัดรายชื่อหนังสือโฮโลคอสต์ออกไปถูกคัดค้านอย่างเต็มที่ โดยผู้เขียนนวนิยาย แต่เป็นความจงใจของผู้เขียนบทและผู้กำกับภาพยนตร์ สตีเฟน ดัลดรี ผู้กำกับฯ หนัง ยอมรับในเรื่องนี้เพราะเห็นว่าการชี้ว่านางเอกถูกฟื้นฟูอย่างตรงไปตรงมานั้น เป็นการจบเรื่องอย่าง "ยัดเยียด" เกินไป
แน่นอน การที่หนังกำจัดหนังสือเกี่ยวกับโฮโลคอสต์ออกไป อาจจะทำให้หนังไม่ฟูมฟายและยัดเยียด แต่การหันไปทำให้ฮานนาเพียงแค่หลงใหลได้ปลื้มกับหนังสืออย่าง "The Lady With A dog" ของ อันตัน เชคอฟ นอกจากจะทำให้ผู้ดูรู้สึกว่าเธอไม่ได้เปลี่ยนไปแล้ว ยัง
ทำให้อุปลักษณ์อันเป็นหัวใจของเรื่องจางหายไปในตอนท้าย สำหรับภาพยนตร์ การอ่านมีความหมายเพียงแค่ "การหลบหนี" จากความจริง
จะให้ความเห็นอกเห็นใจแก่นาซีหรือไม่ก็ตาม แต่ที่แน่ๆ The Reader ไม่ยอมแสดงจุดยืนในการพูดถึงเหยื่อและการสังหารหมู่ และมีผลทำให้ทำให้การอ่านของฮานนาเป็นเพียงการ "ปิดประตู" กับอดีตเพื่อป้องกันไม่ให้มารบกวนชีวิตปัจจุบัน
เมื่อพูดถึง บทบาทของฮานนาและการไม่รู้หนังสือ ต้องยอมรับว่า ทั้งในเชิง "ดราม่า" และ "หน้าหนัง" ฉากรักระหว่างหนุ่มสาวต่างวัยและรสนิยมทางเพศที่ล่อแหลมกับศีลธรรม ("อ่านก่อน เซ็กซ์ทีหลัง") เป็นหัวใจของทั้งหนังและหนังสือ
สำหรับภาพยนตร์นั้น ยิ่งชัดเจนกว่า เพราะจุดขายนี้บวกเอาร่างเปลือยและการร่วมเพศของดาราดังเข้ามาด้วย พูดอีกอย่างหนึ่ง เมื่อการอ่านไปพ้องพานกับเซ็กซ์ นอกจากความสัมพันธ์ระหว่างหนุ่มสาวจะลึกซึ้งและเข้มข้นขึ้น การอ่านยังถูกทำให้เป็นกิจกรรม ที่แสนเซ็กซี่ และในทางก
ลับกัน เมื่อเซ็กซ์บวกกับหนังสือ ก็จะกลายเป็นกิจกรรมที่ kinky มากขึ้น (ในตะวันตก เหล่าผู้เกลียดชัง the Reader เรียกมันว่า Nazi porn)
อย่างไรก็ตาม การนอนกับนาซีที่อ่านหนังสือไม่ออก ไม่ได้มีบทบาทเพียงแค่หน้าหนัง แต่มีสาระอันสำคัญ ด้วยพฤติกรรมที่ฮานนาบังคับให้ไมเคิลอ่านหนังสือให้เธอฟังก่อนจะร่วมเพศนั้น หนังได้ทำให้เซ็กส์ระหว่างคนทั้งสอง ส่อถึงความสัมพันธ์ในแบบอื่นๆ ด้วย เช่น แม่กับลูก เพราะฉากดังกล่าวไม่เพียงอบอวลไปด้วยกามารมณ์ แต่ชี้ไปถึงบรรยากาศการอ่านนิทานก่อนนอนให้แก่กันระหว่างแม่กับลูก The Reader ใช้ภาพแบบนี้เพื่อเน้นว่าการอ่านเป็นการฟื้นฟูจิตใจ แต่สลับสับเปลี่ยนบทผู้อ่านหนังสือให้กลายเป็นลูก และผู้ฟังให้กลายเป็นแม่
มองลึกลงไป ฮานนาคือผู้ที่ให้ชีวิตแก่ไมเคิล ในฉากแรกๆ เช่นฉากที่เธอช่วยรักษาอาการไข้ของไมเคิลและพาเขากลับบ้าน การตักน้ำมาล้างหน้าล้างตารวมทั้งการอาบน้ำอาบท่าร่วมกัน มีบรรยากาศการประคบประหงมอย่าง อ่อนโยน (ในฉากจบของภาพยนตร์ ประโยคสุดท้ายของไมเคิลคือ "I was fifteen. I was coming home from school. I was feeling ill. And a woman helped me.") และในความสัมพันธ์ระหว่างกัน ฮานนาจะเรียกเด็กหนุ่มว่า "ไอ้หนู" ตลอดเวลา
ตลอดสิบกว่าปีนับแต่ที่ฮานนาทิ้งเข้าไป ทุกข์ของไมเคิลมีผลถึงขั้นเปลี่ยนแปลงเด็กหนุ่มให้เป็นผู้ใหญ่เย็นชา (หรือ เรล์ฟ ไฟน์ส์ ที่มีสีหน้าอมทุกข์เสมอ) ฮานนาคือ "แม่" ที่ไมเคิลไม่เคยมี และเป็นที่โหยหาอยู่ตลอดเวลา และนี่ทำให้นักวิจารณ์บางท่านชี้ว่า ปัญหาของไมเคิลน่าจะเป็นเรื่องของปมติดแม่ด้วย
ยิ่งไปกว่านั้น ในฐานะตัวแทนของเยอรมันรุ่นหลังสงครามโลกซึ่งต้องการหาทางปรองดองกับคนรุ่น ก่อน ความเป็นแม่ของฮานนาในสายตาไมเคิล ซึ่งเป็นผู้เล่าเรื่องทั้งหมด ย่อมหมายถึง "แม่ชาวเยอรมัน" หรือ "มาตุภูมิเยอรมัน" ที่น่าสงสารและเห็นอกเห็นใจ

อุปลักษณ์ "มาตุภูมิเยอรมัน" นี้ มีจุดเด่นเช่นเดียวกับการสลับบทบาทระหว่างเหยื่อกับผู้ล่าในหนังโฮโลคอสต์ คือแทนที่จะใช้ภาพของความเป็นเยอรมัน ในอดีต ซึ่งมักจะเป็นชาย หรือ "เพศพ่อ" ที่ดุร้าย วางอำนาจและศักดิ์สิทธิ์ ก็ทำให้กลายเป็นหญิงหรือ "เพศแม่" ที่เปราะบาง เจียมเนื้อเจียมตัว และเป็นมนุษย์มนามากขึ้น เมื่อบวกกับความต่ำต้อยแบบกรรมกร ความจริงใจไร้เดียงสาแบบชาวชนบท และการอ่านหนังสือไม่ออกแบบชนชั้นล่าง (รวมทั้งรูปร่างหน้าตาของ เคต วินสเลต) ก็ยิ่งทำให้แม่ชาวเยอรมันคนนี้น่าจะปรองดองด้วย
มองในมุมนี้ ความรักของไมเคิลและการแสวงหาตลอดสิบกว่าปีของเขาจึงจะแลดูสมเหตุสมผลขึ้นมา ส่วนความหมกมุ่นของฮานนา ที่ทำให้การที่เธอละอายในบาปเล็กๆ มากกว่าอาชญากรรมขนาดใหญ่ จึงจะเป็นที่ยอมรับได้มากขึ้น
จะให้ความเห็นอกเห็นใจแก่นาซีหรือไม่ก็ตาม แต่ที่แน่ๆ The Reader ให้ทางออกแก่การปรองดองกับอดีตของเยอรมัน จากจุดจบของเรื่องนี้ ปมบาปของไมเคิล ซึ่งเคยตัดสินใจไม่ช่วยฮานนา ทั้งๆ ที่สามารถช่วยได้ รวมทั้งความละอายใจที่ได้มีความสัมพันธ์กับผู้หญิงคนนี้ จึงจะเริ่มคลี่คลาย
หลังจากสำนึกผิดและยอมรับโทษทัณฑ์แล้ว เยอรมันนีก็ยังอยู่บนเส้นทางแสวงหาการ "ปรองดองกับอดีต" ที่แท้จริงและลึกซึ้งกว่าการลงโทษ มองจากประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ มีทั้งยุคที่ปฏิเสธอย่างแข็งขัน ยุคที่ยอมรับกันอย่างฟูมฟาย และยุคที่พากันตีความอดีตให้เป็นที่ยอมรับได้
แต่สำหรับเมืองไทยการ "ปรองดองกับอดีต" ยังไม่ได้มีความหมายเช่นในหนัง ยกตัวอย่างเช่น หลังการตายของคนจำนวนมากในการสลายการชุมนุมประท้วงในเดือนเมษายน-พฤษภาคน 2553 เสียงเรียกร้องการปรองดองที่ดังขึ้น ไม่ได้มีเนื้อหาการสำนึกผิด แต่เป็นเพียงการเบ่งบารมีในแบบคนที่เหนือกว่าและการกดดัน้ฝ่ายชุมนุมประท้วง ให้สยบยอมต่อไป
สังคมไทยยังอยู่ในขั้นปฏิเสธความจริง (denial) อย่างแข็งขัน อย่าว่าแต่สำนึกเลย แม้แต่จะยอมรับว่ามีการสังหารหมู่เกิดขึ้นจริง ก็ยังทำไม่ได้ แม้แต่การตายของคนจำนวนมาก ก็ยังมีคนหลายฝ่ายบอกว่าเป็นฝีมือของคนเสื้อแดงด้วยกันเอง รวมทั้งบุรุษชุดดำ (หรือกองกำลังไม่ทราบฝ่าย)
พูดง่ายๆ ถ้าจะเปรียบกับสังคมเยอรมันนีในหนังเรื่องนี้ คงต้องบอกว่า สังคมไทยยังเชื่อว่า การสังหารหมู่ชาวยิวหกล้านคนไม่ได้เกิดขึ้น หรือถ้าเกิดขึ้นก็คงเพราะคนยิวฆ่ากันเอง
เมื่อไม่ยอมอ่านคำว่าอาชญากรรมว่าอาชญากรรม แถมยังกดดันและข่มขู่ผู้ที่ตั้งคำถามกับอาชญากรรมนั้น เป้าหมายที่จะสร้างสำนึกและปรองดองย่อมอยู่ห่างไกล
ที่มา : ดีไซน์ คัลเลอร์ | มติชนสุดสัปดาห์ 9 ก.ค. 53
|