|
บริเวณชั้นสองของตึกเก่า หลังริมสุด บรรยากาศถ่ายเทปลอดโปร่งกว่าที่คิด ด้ายหลากสีหลอดใหญ่ วางเรียงอยู่บนชั้นเหล็ก ตามผนังมีโปสเตอร์สนับสนุนขบวนการแรงงาน ติดอยู่ประปราย? พื้นที่ส่วนมากของชั้นนี้เต็มไปด้วยจักรเย็บผ้า ดวงตาของพวกเขา... ผู้ลงแรง เขม้นมองไปยังปลายเข็มเรียวแหลม ที่กำลังเดินด้ายลงบนเนื้อผ้าสีน้ำเงิน แม่นย่ำ ละเอียดลออ?? สักพักก็มีเสียงเรียกจากอีกฟากห้องว่า... กินข้าวกันเถอะ?? พวกเขาต่างพักมือพักตาเพื่อเติมแรงไว้เริ่มงานช่วงบ่าย
หากเป็นเวลาเดียวกันนี้ ของเมื่อห้าปีก่อน ในโรงงานตัดเย็บย่านสมุทรปราการ แค่ครึ่งวันแรก พวกเขาคงเหนื่อยล้ากันกว่านี้มาก อาจด้วยจำนวนงานที่มากเกินไป หรือจากโอทีที่ทำให้ได้นอนวันละไม่กี่ชั่วโมง? แต่ที่นี่ ?กลุ่มสมานฉันท์?(Solidarity? Group) ผู้ผลิตสินค้ายี่ห้อ ?Dignity Returns? ซึ่งพวกเขาร่วมกันเป็นเจ้าของ?? ทุกคนจะได้พักผ่อนเต็มที่หลังเวลาเลิกงานปกติ คือห้าโมงเย็น
?ความมุ่งหวังของเราอย่างแรกคือทำงานวันละแปดชั่วโมง มีเวลาพักผ่อน มีเวลาให้ครอบครัว? เราอยากกำหนดวันหยุดให้เหมาะกับการทำงานของเราเอง ซึ่งไม่ใช่แค่สิบกว่าวันตามระบบแรงงาน? สองคือต้องได้รับค่าแรงเหมาะสมกับสภาวะเศรษฐกิจ

ปัจจุบัน สามคือปันส่วนของกำไรไปช่วยเหลือเพื่อนคนงาน ที่ตกงานหรือแรงงานต่างด้าว เราต้องการให้ที่นี่เป็นพื้นฐานโรงงานของคนงาน โรงงานที่บริหาร โดยคนงานเพื่อคนงานจริงๆ?
นพ หรือมานพ แก้วผกา และบุษ หรือบุษบา มีชัย สองสมาชิกกลุ่มสมานฉันท์? ช่วยกันเล่าถึงความมุ่งหวัง ของการรวมตัวกัน ตั้งโรงงานเย็บผ้าขนาดเล็ก ที่คนงานทุกคนเป็นเจ้าของพวกเขา จากสิบสี่คนมีเพียงคนเดียว ที่ไม่เคยผ่านการเป็น?ลูกจ้าง? ในโรงงานเบดแอนด์บาธ?? ซึ่งเป็นโรงงานที่รับช่วงผลิตงานให้กับยี่ห้อดังๆ อย่าง ไนกี้ อาดิดาส ลีวายส์ ฮาร์เล่ย์-เดวิดสัน ฯลฯ แต่จู่ๆช่วงปลาย พ.ศ. 2545 ก็ปล่อยลอยแพคนงานเก้าร้อยกว่าคนอย่างกะทันหัน นายจ้างหนีไปโดยไม่เหลือเงินค่าชดเชยทิ้งไว้ให้สักแดงเดียว? คนงานทั้งหมด ตัดสินใจเรียกร้องอยู่ใต้ถุนกระทรวงแรงงานเป็นเวลาสามเดือน เรียกว่าเริ่มกันจากศูนย์ก็คงไม่ผิด เพราะพวกเขาไม่เคยรู้เรื่องสิทธิหรือกฎหมายแรงงาน ไม่เคยมีการจัดตั้งสหภาพในโรงงงานมาก่อน ระหว่างชุมนุมนั่นเองที่ได้เรียนรู้สิ่งที่คนงานอย่างพวกเขาควรได้รู้มานานแล้ว อย่างน้อยก็คือสิทธิที่พึงมีพึงได้ในฐานะลูกจ้าง
หลังการชุมนุมยืดเยื้อ หลายคนทยอยกลับบ้านเกิด บ้างก็ไปทำงานโรงงานใหม่ จนเหลือกันอยู่ราวๆสองร้อยคน พวกเขาได้เริ่มคุยกัน ถึงโรงงานของคนงาน มุ่งหวังถึงอิสระ และคุณภาพชีวิตที่ดี เมื่อได้เป็นเจ้านายตัวเอง? ความฝันนั้นค่อยๆก่อรูปท่ามกลางความไม่มั่นคง
?
?ไปๆ มาๆ เหลืออาสาสมัคร ที่จะมาทำตรงนี้สี่สิบคน มันเหมือนการทดลอง เพราะไม่มีอะไรแน่นอน ค่าแรงก็ไม่มาก ช่วงแรกตั้งเงินเดือนไว้สี่พันห้าเท่ากันหมด?
เงินทุนตั้งต้นมาจากเงินกู้ ธนาคารออมสินโดยมีกระทรวงแรงงานสนับสนุน หยิบยืมจากขบวนการแรงงานด้วยกัน และบางส่วนของจักรเย็บก็ยืมมา จากสหภาพแรงงาน การเริ่มต้นมีต้นทุนที่ต้องจ่ายไม่น้อย ช่วงสองปีแรกของการดำเนินการจึงเป็นไปอย่างจำกัดจำเขี่ย ซึ่งส่งผล ต่อความเป็นอยู่ของสมาชิก อย่างเลี่ยงไม่ได้ หลายคนจำใจลาออกไป แต่ก็ยังสัมพันธ์กันในฐานะหุ้นส่วน
ปี2550 ประเทศไทยมีสถานประกอบการเลิกจ้าง 142 แห่ง จำนวนผู้ถูกเลิกจ้าง 29,483 คน กิจการที่เลิกจ้างมากที่สุด 3 อันดับแรก คือ? 1.เครื่องแต่งกาย 2.เครื่องเรือน 3.อาหารและเครื่องดื่ม สาเหตุหลักมาจากการแข็งค่าของเงินบาท ราคาน้ำมัน? วิกฤตทางการเมืองและความไม่สงบในภาคใต้ (กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน)
มาถึงวันนี้ทางกลุ่มยังมีหนี้สินอยู่ แต่ก็ถือว่าน้อยมากแล้ว พวกเขาทยอยใช้หนี้กันทุกปี ขณะที่ก็พยายามให้ทุกคนที่ร่วมหัวจมท้ายกันมา มีความเป็นอยู่ที่ดี อย่างที่ตั้งใจกันไว้แต่แรก เงินเดือนของสมาชิกขยับมาเป็น 7000-8000 บาท มีสวัสดิการเป็นการกินข้าวร่วมกันและพักอาศัย บนชั้นสามของโรงงาน ซึ่งทำให้ประหยัดลงไปได้อีกมาก ส่วนค่ารักษาพยาบาล ก็มีเงินกองกลางเตรียมไว้ส่วนหนึ่ง เพราะการเป็นทั้งเจ้าของและลูกจ้าง หากเข้าระบบประกันสังคม ก็ต้องส่งเงินถึงเดือนละสี่ร้อยกว่าบาทต่อคน
ในส่วนของการบริหารจัดการทั้งคนและงาน หากเป็นระบบโรงงานทั่วไปก็มีแค่นายจ้างไม่กี่คนคอยสั่งแล้วก็ทำตามไป ง่ายดาย ไม่ต้องคิด? แต่ที่นี่ ทุกคนมีความสำคัญ
?ตอนแรกหากมีงานเข้ามาจะดูกันเบื้องต้นก่อนในทีมบริหารสี่คน แล้วมาตัดสินใจร่วมกันอีกที ทีมบริหารเหมือนคนนำมาเสนอ ช่วยกันประเมินกำไรขาดทุน ระยะเวลา ไหวหรือไม่ไหว แล้วสุดท้ายจะโหวต?
นพและบุษเป็นสองในสี่ของทีมบริหาร กำหนดประชุมจะมีวาระเดือนละครั้งแต่ก็ยืดหยุ่นตามเนื้องาน? ที่นี่ทุกคนต้องเป็นช่างเย็บแล้วรับผิดชอบงานส่วนอื่นต่างกันไป? เช่น งานบัญชี ธุรการ? เช็คสต็อก ออกร้าน การตลาด? ฯลฯ? กระบวนการตัดสินใจและการลงแรงที่เท่ากันลักษณะนี้ ทั้งสองมองว่าทำให้ทุกคนมีคุณค่า มีความสำคัญเท่ากัน
การรับคนใหม่เข้ามาทำงาน ก็ใช้กระบวนการตัดสินใจเดียวกันนี้ โดยจะต้องผ่านการพิจารณาอีกที หากสมาชิกใหม่จะเข้ามาเป็นหุ้นส่วน? เพราะที่กลุ่มให้ความสำคัญคือ ทุกคนต้องมีความคิดความเชื่อและเป้าหมายเหมือนกัน พื้นที่นี้ไม่ได้ต้องการแค่ลูกจ้างที่ทำงานแลกค่าแรงไปวันๆ แต่ต้องการคนร่วมคิดร่วมสร้างพื้นที่ใหม่ของแรงงานขึ้นมา ที่ผ่านมาทางกลุ่มพยายามเปิดรับคนใหม่ๆเท่าที่พอจะรองรับได้ แต่ที่ผ่านมาก็มีเพียงคนเดียว ที่เข้ามาทีหลังแล้วอยู่ด้วยกันได้นาน
?คนที่ไม่มาทำเพราะเขาจะมองเรื่องโอที มีมากก็ได้เงินมาก แต่ที่นี่กำหนดให้ไม่ดึกเพราะเราให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิต เงินก็เลยได้น้อยกว่าโรงงานใหญ่ มันได้เงินเยอะกว่าก็จริงแต่เราไม่รู้หรอกว่าจะปิดตัวเมื่อไหร่วันไหน แล้วถ้าอายุมากขึ้นเขาจะยังให้เราทำอยู่มั้ย?
เมื่อถามไถ่กันถึงอุปสรรค ภายในเองก็มีทั้งเรื่องคนและเรื่องเงิน แต่ทั้งสองบอกกว่าถึงอย่างไรคนก็ยังคุยกันได้เพราะเป็นความสัมพันธ์แบบเพื่อน แต่เรื่องเงินนี่พาให้ใจหายใจคว่ำกันไปหลายต่อหลายครั้ง
ประเทศในกลุ่มลาตินอเมริกาอย่างอาร์เจนตินา บราซิล มีโรงงานที่คนงานเป็นเจ้าของหลายร้อยแห่ง ยิ่งหลังการล่มสลายทางเศรษฐกิจในอาร์เจนติน่าช่วง พ.ศ. 2544 คนงานจำนวนมากได้บุกยึดโรงงานที่ลอยแพพวกเขามาดำเนินกิจการเอง หนึ่งในนั้นคือโรงงานเซรามิกส์ซานอง ซึ่งมีคนงานกว่า 500 คนร่วมกันบริหารและผลิต จนประสบความสำเร็จทางธุรกิจและยังเอื้อประโยชน์กับชุมชน
?หลักๆ คือเรื่องเงินทุนหมุนเวียนซึ่งสัมพันธ์กับออเดอร์ที่เข้ามา โรงงานใหญ่จะมีออเดอร์แน่นอนเป็นปีแต่เราทำไม่ได้เพราะอย่างสหภาพแรงงานเขาจะไม่สั่งเป็นปีอยู่แล้ว บางอาทิตย์ที่ไม่มีงานซับคอนแทกเข้ามาเลยก็ทำให้การหมุนเงินรวนไปหมด บางเดือนต้องทยอยจ่ายเงินเดือนทีละส่วน?
กลุ่มสมานฉันท์รับงานผลิตจากสามส่วนหลัก คือ รับงานตรงจากเจ้าของสินค้าซึ่งลูกค้าส่วนมากคือสหภาพแรงงานและองค์กรพัฒนาเอกชน , ผลิตสินค้ายี่ห้อ Dignity Returns วางขายเองซึ่งยังอยู่ในระยะก่อร่าง และส่วนสุดท้ายที่ทำให้กลุ่มอยู่ได้ขณะนี้คืองานเหมาช่วง (sub contact) จากโรงงานใหญ่ที่จะได้รับเงินตามจำนวนชิ้นที่ทำ?? แน่ล่ะว่าส่วนแบ่งที่ผู้ลงแรงได้น้อยมากเมื่อเทียบกับเจ้าของยี่ห้อหรือโรงงานใหญ่ที่เป็นเหมือนพ่อค้าคนกลาง? พวกเขาบอกว่าพยายามไปให้พ้นจากการพึ่งพาส่วนนี้ให้ได้เร็วที่สุด? เพราะลักษณะงานเหมาช่วงก็ไปไม่พ้นจากวงจรการผลิตแบบเก่าที่กดขี่และไม่เคยทำให้คนลงแรงลืมตาอ้าปากได้จริง
ส่วนการสื่อสารกับภายนอกก็เป็นเรื่องท้าท้ายไม่น้อย โรงงานของคนงานไม่ใช่เรื่องใหม่ในแถบลาตินอเมริกา แต่ในบริบทสังคมไทยทั้งวัฒนธรรม การเมือง เศรษฐกิจอย่างที่เป็นอยู่ดูเหมือนจะยังอีกยาวนานกับการสร้างความเข้าใจและเผยแพร่ทางความคิด จะทำอย่างไรให้ผู้บริโภคเข้าใจว่าการซื้อของราคาสูงขึ้นมาอีกนิดช่วยให้คุณภาพชีวิตของเขาและของคนอีกชนชั้นดีขึ้น อย่างน้อยก็ไม่ต้องทนกับระบบกดขี่และสภาพแวดล้อมแย่ๆในโรงงาน จะทำอย่างไรที่รัฐจะให้ความสำคัญกับความเข้มแข็งของแรงงาน ในเมื่อยิ่งกดให้ค่าแรงในประเทศต่ำได้มากเท่าไหร่ ก็ยิ่งจะยั่วยวนนักลงทุนต่างชาติมากเท่านั้น? ซึ่งนั่นหมายถึงตัวเลข GDP ที่นำมาเชิดหน้าชูตาได้
ดังนั้นแล้วระบบโรงงานแบบนี้อยู่ได้? แต่ไม่ง่าย? นพและบุษเล่าว่ามีคนมาดูงานหลายครั้ง หลายกลุ่มอยากตั้งโรงงานอย่างพวกเขา แต่ก็ยังไม่ลงตัวทั้งเงินทุน ทั้งการสร้างความเข้าใจร่วมกัน เพราะเมื่อไหร่ที่คิดจะทำแค่ความอยู่รอด เป้าหมายจะเปลี่ยนไป ต้องเข้าใจร่วมกันว่าสิ่งที่ทำจะไม่ใช่แค่ปากท้องของตัวเอง แต่ยังรวมถึง?ทุกคน?
?
ต้องทำให้สังคมมองเห็นด้วยว่าเราทำอะไรอยู่ ระบบแบบนี้ถึงจะอยู่ได้จริง ผู้บริโภคที่จะซื้อของเราต้องเห็นความสำคัญของการใช้สินค้าที่ปลอดการเอารัดเอาเปรียบ สิ่งที่คุณใส่ สิ่งที่คุณทาน ต้นทางมันมาจากไหน มันเปื้อนหยดเลือด เปื้อนคราบน้ำตาจากการขูดรีดหรือเปล่า แล้วของพวกนั้นมันจะสกปรกมากแค่ไหน?
เป็นคำถามง่ายๆพื้นๆจากผู้ลงแรงกลุ่มหนึ่ง ที่พยายามสร้างพื้นที่สะอาดให้ตัวเองและผู้บริโภคทุกคน? คำถามง่ายๆ...พื้นๆ... ที่จะพบคำตอบได้ด้วยการเปลี่ยนพฤติกรรมการกินการใช้ในชีวิตประจำวัน ไม่ใช่ด้วยวาทะสร้างภาพลักษณ์ใดๆ
การผลิตแบบชุมชน หรือโรงงานขนาดเล็ก จะผลิตในจำนวนน้อยกว่า ระบบอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ พื้นที่วางขายก็น้อยกว่า ทำให้ต้องตั้งราคาสูงกว่าสินค้าประเภทเดียวกัน ยังคงเป็นความจริงที่ว่าของแพงไม่จำเป็นต้องดี แต่ราคาที่สูงกว่าของมัน ได้เชื่อมร้อยอยู่กับชีวิตที่ดี ของตัวคุณ ของโลก และของผู้ลงมือลงแรง อีกหลายๆคนหรือเปล่า?? เราอยากชวนให้ใส่ใจกับรายละเอียดเหล่านี้ ก่อนซื้อครั้งต่อไป? แล้วถ้าพบว่าใช่....? ก็แค่เลือกสิ่งนั้น
?
 
?
สนใจสนับสนุนสินค้าของกลุ่มสมานฉันท์ โทร.02-899-0445-6 และหาซื้อเสื้อยืด dignity returns ในราคา 200 บาท ได้ที่ร้านของเรา ถ.เจริญนคร โทร. 089-199-5401
?
|