นอกจากเรื่องการทำลายสุขภาพของผู้บริโภค อย่างที่ส่วนใหญ่รับรู้กันมาบ้างแล้ว ไม่ว่าจะเป็นโรคอ้วน โรคมวลกระดูก โรคกระเพาะ ฯลฯ แล้ว ยังมีอีกแง่มุมหนึ่งซึ่งเป็นบทเรียนจากอินเดีย ในเวทีสังคมโลก (World Social Forum - WSF) ครั้งที่ 4 ที่เมืองมุมไบ ประเทศอินเดีย มีการรณรงค์ในประเด็นที่หลากหลาย หนึ่งในนั้นคือ เวทีประชาชนต่อต้านโคคา-โคลา ซึ่งชูประเด็นว่า โคคา-โคลา เป็นการลงทุนของบรรษัทข้ามชาติที่ทำร้ายอินเดียมากที่สุดในขณะนี้ (The Most abusive transnational operating in india today)
ชุมชนที่อยู่ภายในและโดยรอบโรงงานบรรจุขวดของโคคา-โคล่าต้องเผชิญกับปัญหา ขาดแคลนน้ำอย่างรุนแรง อันเป็นผลมาจากการที่กระบวนการผลิตน้ำดำดูดเอาน้ำจำนวนมหาศาลจากแหล่งน้ำใต้ ดินที่เป็นทรัพยากรของส่วนรวมไปหมด ซ้ำร้ายกว่านั้น แหล่งน้ำน้อยนิดที่เหลืออยู่ยังปนเปื้อนมลพิษจากของเสียที่โรงงานโคคา-โคล่า ปล่อยออกมาอีก เพื่อแสดงความหวังดี ตอนนี้โคคา-โคล่าจึงส่งรถบรรทุกน้ำเข้าไปแจกจ่ายให้ชุมชนอย่างภาคภูมิใจ น้ำ ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตสินค้าของโคคา-โคล่า เป็นของที่ได้มาฟรี ๆ อยู่แล้ว
ปัญหา น้ำที่เกิดจากโคคา-โคล่าไม่ใช่กรณีที่เกิดขึ้นในพื้นที่เดียว มีชุมชนอย่างน้อยห้าชุมชนในอินเดียที่ตั้งอยู่ใกล้กับโรงงานของโคคา-โคล่า กำลังเผชิญปัญหาอย่างเดียวกัน และจำนวนครอบครัวที่ได้รับผลกระทบมีมากมายหลายพันครอบครัว ส่วนใหญ่เป็นคนชนบทยากจน
ปลายปี 2005 ในการประชุมผู้ถือหุ้นของโคคาโคลา อิลไล เคนนี เด็กสาวผิวดำวัย 16 ปีจากแอตแลนตา ตั้งคำถามเสียดใจผู้ถือหุ้นซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนผิวขาวผู้ร่ำรวยว่า เหตุใดบริษัทน้ำดำยักษ์ใหญ่จึงไร้ความรับผิดชอบ สูบน้ำจากแหล่งน้ำใต้ดินซึ่งเป็นทรัพยากรส่วนรวมของชาวอินเดียจนแห้งเผือด แล้วนำกลับมาขายในราคาที่คนอินเดียทั่วไป ไม่มีปัญญาหาซื้อมาดื่มได้
"น้ำไม่ใช่ความฟุ่มเฟือย แต่น้ำคือสิทธิมนุษยชน"
แม้ในที่สุดศาลจะมีคำพิพากษาว่า ระดับน้ำใต้ดินในรัฐเกราราดลงเพราะฝนแล้ง แต่โคคาโคลายอมปิดโรงงานดังกล่าวไปตั้งแต่ปี 2004 จากคำสั่งของศาลก่อนหน้า
|