| Back To Local « กลับสู่ชุมชน ทางเลือกหรือทางรอด? |
|
| บทความ | wechange magazine | | |||
|
- 1 -
ชื่อของ เฮเลนา นอร์เบิร์ก – ฮอดจ์ คงจะไม่โด่งดังเท่า “โอบามา” หรือ “บิลล์ เกตต์” แม้หนังสือที่เธอเขียนจะได้รับการยกย่องว่าเป็นหนังสือกึ่งคลาสสิกที่ได้รับการแปลกว่า 30 ภาษาทั่วโลก แม้โครงการที่เธอทุ่มเทแรงและเวลากว่า 35 ปี ในลาดัก1 จะเติบโตเป็นองค์กรระดับนานาชาติ และแม้ว่าจากผลงานนี้ทำให้เธอได้รับรางวัล The Right Livelihood Award2 หรือที่บางคนเรียกว่ารางวัลโนเบลทางเลือก แต่พูดก็พูดเถอะ ทั้งหนังสือ ทั้งลาดัก ทั้งโนเบลทางเลือก เราหลายคน (รวมทั้งฉัน) ก็เพิ่งจะเคยได้ยินนี่แหละ !!!เธอที่ฉันกำลังพูดถึงอยู่นี้คือ ดร.เฮเลนา นอร์เบิร์ก – ฮอดจ์ (Helena Norberg-Hodge) หญิงชาวสวีเดนวัย 63 ปีที่พูดได้ 7 ภาษา หนึ่งในนั้นคือ ภาษาลาดัก อันเป็นดินแดนลึกลับหลังเทือกเขาหิมาลัยที่เรียกขานกันว่า “ทิเบตน้อย” ที่ซึ่งเธอเดินทางไปฝังตัว ใช้ชีวิต และสร้างโครงการแนวพัฒนาที่ชื่อว่าโครงการลาดักมากว่า 35 ปี หนังสือเล่มสำคัญที่เธอเขียน “อนาคตอันเก่าแก่” 3 ถ่ายทอดให้เห็นถึงการถูกคุกคามของชนพื้นเมืองโดยสิ่งที่เรียกว่า ภาวะสมัยใหม่ (Modernization) โดยมีประสบการณ์จากลาดักเป็นฉากหลัง แต่ไม่เพียงประเทศเล็กๆ นี้เท่านั้น เฮเลนายังเดินทางไปทั่วโลกเพื่อร่วมหารือกับนักคิด นักวิชาการ และนักกิจกรรมในประเทศต่างๆ เกี่ยวกับประเด็นที่เธอเห็นว่าภาวะสมัยใหม่และโลกาภิวัตน์ (Globalization) นี่แหละเป็นปัญหาที่กำลังทำลายความเป็นมนุษย์ในตัวเราและทำลายชุมชนดั้งเดิมในแต่ละท้องถิ่นให้กลายเป็นใครสักคนหรือที่ไหนสักแห่งที่ไม่ใช่ตัวของเขาเอง ไม่ใช่สิ่งที่ชุมชนเป็น - 2 -
หนังสือเล่มล่าสุดของเฮเลนาที่ตีพิมพ์และแปลเป็นภาษาไทยแล้วคือ “นำอาหารกลับบ้าน” บอกเล่าเรื่องราวขององค์กรโลกบาล ที่มีอำนาจในการควบคุมปัจจัยการผลิตในภาคการผลิตของเกษตรกรและอาหารท้องถิ่น และเมื่อต้นเดือนกันยายนที่ผ่านมานี้เอง เธอได้เดินทางมาประเทศไทยเพื่อแสดงปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “เศรษฐกิจอาหารท้องถิ่น ทางเลือกและทางรอดที่เป็นจริง?” 4 ที่คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทำให้เด็กๆ ชาวลาดักเชื่อว่าวิถีชีวิตดั้งเดิมของเขาเป็นวิถีที่เป็นปมด้อยและล้าหลัง กระแสแห่งความเป็นสมัยใหม่แตกต่างอย่างเห็นได้ชัดกับวิถีชีวิตแบบเดิม ราวสีขาวกับสีดำ และสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นเร็วมากจนตั้งตัวแทบไม่ทัน เช่นเดียวกับกระแสความนิยมทำศัลยกรรมที่พุ่งสูงในจีน เพื่อเปลี่ยนตัวเองให้ดูเหมือนชาวตะวันตก แต่เมื่อเฮเลนามองย้อนกลับไปที่เด็กๆ หรือวัยรุ่นชาวตะวันตกเอง พวกเขาและเธอเหล่านั้นก็หาได้ “พอใจ” ในความเป็นตัวเองสักเท่าไหร่ ตอนนี้แม้แต่เด็ก 6 ขวบก็มีปัญหากับการกินอาหารเพราะอยากจะผอมเหมือนนางแบบในโฆษณาหรือดาราที่เห็นในภาพยนตร์ฮอลลีวู้ด
“ฉันพบว่าปัญหาที่เป็นปัญหาระดับโลกเหล่านี้จริงๆ มันเกิดจากกระแสโลกาภิวัตน์ จากการที่บริษัทข้ามชาติ สามารถเข้าไปทำการค้าในประเทศต่างๆ ได้อย่างอิสระเสรี และพยายามจะทำลายกฎระเบียบต่างๆ ที่กีดกันไม่ให้ตัวเองเข้าไปยังประเทศนั้นๆ เป็นระยะเวลายาวนานมาหลายปีแล้วที่ภาคธุรกิจขนาดใหญ่เหล่านี้พยายามพัฒนากระบวนการที่ซับซ้อนเพื่อจะทำให้คนบริโภคมากขึ้น และบอกกับพวกเราว่าถ้าอยากได้รับความรักหรือความเคารพนับถือก็ต้องวิ่งตามกระแส แต่งตัวตามกระแส กินตามกระแส” สร้างต้นแบบให้เด็กๆ จากชีวิตจริงๆ จากผู้คนที่อยู่จริงในชุมชนหรือรอบตัวพวกเขา โดยในระดับพื้นฐานที่จะทำเช่นนี้ได้ก็คือการสร้างระบบเศรษฐกิจชุมชนขึ้นมา
มีการส่งเนื้อปลาจากนอร์เวย์ไปที่จีนเพื่อเอาก้างออก แล้วส่งเนื้อปลาไร้ก้างจากจีนกลับไปที่นอร์เวย์ เรานำเข้ากุ้งจากอังกฤษกลับมาที่เมืองไทยเพื่อปอกเปลือกกุ้ง และส่งมันกลับไปขายยังอังกฤษ เช่นเดียวกับแอปเปิ้ลที่ถูกส่งจากอังกฤษ เพื่อไปล้างที่อเมริกาใต้ก่อนจะส่งกลับมาอีกครั้ง นี่คือวิธีการที่เหลวไหลไร้สาระอย่างยิ่ง แม้จะมีการพูดกันมากมายเกี่ยวกับโลกร้อนแต่ไม่เคยมีใครระบุถึงวิธีการในการทำธุรกิจแบบนี้เลย”มีข้อโต้แย้งจากกลุ่มธุรกิจเหล่านี้เช่น การประกาศว่า การส่งกุ้งไปปอกในเมืองไทยทำให้ประหยัดน้ำมันมากกว่าปอกที่อังกฤษ เพราะว่าถ้าปอกในอังกฤษต้องใช้เครื่องจักรในการปอกซึ่งต้องใช้ปริมาณน้ำมันมหาศาล หรือรายงานที่ตีพิมพ์ โดยสมาคมผู้ส่งออกเนื้อแกะของนิวซีแลนด์ที่ว่า เป็นการดีกว่า ที่คนในประเทศอังกฤษจะต้องซื้อเนื้อแกะจากนิวซีแลนด์ เพราะใช้น้ำมันน้อยกว่าเนื้อแกะที่ผลิตในอังกฤษ... หรือนิตยสารชื่อดังฉบับหนึ่งในอเมริกาที่บอกว่า มันต้องใช้รถบรรทุกหลายคันที่ขนสินค้าเข้าไปยังตลาดหรือร้านค้าในชุมชน แต่สำหรับซุปเปอร์มาร์เก็ตขนาดใหญ่ ใช้รถบรรทุกแค่คันเดียว เพราะฉะนั้นเป็นการดีกว่าที่จะไปซื้อสินค้าที่ซุปเปอร์มาร์เก็ต คำสำคัญคำหนึ่งที่เฮเลนาพูดถึงคือทฤษฎี Peak Oil ที่น่าจะร้ายแรงพอๆ กับปัญหาโลกร้อน เธออธิบายว่ามันคือภาวะที่เราดึงทรัพยากรน้ำมันจากพื้นดินภายใต้โลกขึ้นมาใช้ในปริมาณมหาศาล และเมื่อมันลดน้อยลงไปก็ยิ่งทำให้การลงทุนที่จะดึงทรัพยากรตรงนี้มาใช้สูงขึ้นและความต้องการก็มากขึ้น
จากการตระหนักถึงปัญหาของภาวะโลกร้อนและน้ำมันขาดแคลน ทำให้ผู้คนหันกลับมาคิดว่าทางออกที่เห็นได้ชัดของการแก้ปัญหาคือการกลับมาสู่ชุมชนหรือท้องถิ่น ลดการใช้การคมนาคม หันกลับมาสู่ความรู้หรือภูมิปัญญาดั้งเดิมที่เราเคยมีและหลงลืมมันไป
สิ่งหนึ่งที่สำคัญคือบรรดาธุรกิจต่างๆ ทั้งเล็กและใหญ่ควรต้องกลับมาปรับเปลี่ยนให้เข้ากับความต้องการของชุมชนหรือท้องถิ่นมากกว่ามุ่งผลิตเพื่อตอบสนองความต้องการในระดับโลก คุณประโยชน์อย่างหนึ่งที่เราจะได้จากการกลับมาสู่ชุมชน คือ จะช่วยสร้างความหลากหลายทางนิเวศ ส่งเสริมความหลากหลายทางด้านวัฒนธรรม ขณะเดียวกันมันก็เอื้อต่อการที่เราจะเป็นตัวของตัวเองมากขึ้นด้วย เมื่อความเป็นสมัยใหม่ได้ทำลายอัตลักษณ์แห่งความเป็นชุมชนทิ้งไป เหมือนผู้ก่อการร้ายที่ใช้ความกลัวเป็นอาวุธทำให้คนไม่กล้าจะเป็นตัวเอง สำหรับเฮเลนา เธอเห็นว่าความเป็นชุมชนมันเหมือนกับรากของต้นไม้ที่ยึดโยงเกื้อกูลกันและอันตรายหากเราจะตัดมันทิ้งไป เพราะฉะนั้นจึงสำคัญมากที่เราจะกลับมาสู่การสร้างรากแห่งการพึ่งพาอาศัยระหว่างกันและกันให้เกิดขึ้นอีกครั้งหนึ่ง “ในทัณฑสถานแห่งหนึ่งในอเมริกาได้มีวิธีเยียวยาเด็กๆ ที่ทำพลาดผิดเหล่านั้นด้วยการสร้างความเป็นชุมชนสร้างสายใยให้เกิดขึ้นภายในทัณฑสถาน ปรากฏว่ามันก็ช่วยเยียวยารื้อฟื้นจิตใจเยาวชนเหล่านั้นกลับคืนมาได้อย่างรวดเร็วมาก”
- 3 -
ไก่ทอดเย็นชืดค้างอยู่ในปากเมื่อฉันเขียนถึงบรรทัดนี้ นึกถึงรุ่นพี่คนหนึ่งที่เลิกกินไก่เพราะเคยเห็นไก่ชาวบ้านถูกทางการฝังดินทั้งเป็น หลังมีนโยบายควบคุมหวัดนก (แน่นอนว่าไก่ที่ ฯพณฯ กินโชว์อย่างเอร็ดอร่อยมาจากฟาร์มขนาดใหญ่ของนายทุนคนหนึ่ง) ขณะเดียวกันก็สงสัยว่าผู้จัดงานปาฐกถาครั้งนี้ เหตุใดจึงใส่เครื่องหมายคำถาม (?) ไว้หลังคำว่า “ทางเลือกและทางรอดที่เป็นจริง?” เพราะเขาก็ไม่แน่ใจว่ามันเป็นจริง เพราะเราทุกคนในงานวันนั้นก็ไม่รู้ว่ามันรอดหรือไม่รอด? หรือเพราะมันไม่มีใครสามารถให้คำตอบสำเร็จรูปสำหรับคำถามที่ทุกคนซึ่งใช้ชีวิตร่วมกันในสังคม ควรจะหาคำตอบร่วมกัน หรือเปล่า...???
1ลาดัก อยู่ทางตอนเหนือสุดของประเทศอินเดีย ชายแดนติดกับจีน และปากีสถาน ถูกขนานนามว่า "Moonland--โลกพระจันทร์" หรือ "ทิเบตน้อย"
|

| กินเปลี่ยนโลก | สถาบันต้นกล้า | เยาวชนสืบสาน | ฟิ้วส์ | มะขามป้อม | เสมสิกขาลัย | iLaw | อาศรมวงค์สนิท |