Menu
Joomla Just for Sharing - Joomla Club Templates and Extensions
Back To Local « กลับสู่ชุมชน ทางเลือกหรือทางรอด? อีเมล
บทความ | wechange magazine | อรุณวนา สนิกะวาที เรียบเรียง
- 1 -
helenaชื่อของ เฮเลนา นอร์เบิร์ก – ฮอดจ์ คงจะไม่โด่งดังเท่า “โอบามา” หรือ “บิลล์ เกตต์” แม้หนังสือที่เธอเขียนจะได้รับการยกย่องว่าเป็นหนังสือกึ่งคลาสสิกที่ได้รับการแปลกว่า 30 ภาษาทั่วโลก แม้โครงการที่เธอทุ่มเทแรงและเวลากว่า 35 ปี ในลาดัก1 จะเติบโตเป็นองค์กรระดับนานาชาติ และแม้ว่าจากผลงานนี้ทำให้เธอได้รับรางวัล The Right Livelihood Award2 หรือที่บางคนเรียกว่ารางวัลโนเบลทางเลือก แต่พูดก็พูดเถอะ ทั้งหนังสือ ทั้งลาดัก ทั้งโนเบลทางเลือก เราหลายคน (รวมทั้งฉัน) ก็เพิ่งจะเคยได้ยินนี่แหละ !!!

เธอที่ฉันกำลังพูดถึงอยู่นี้คือ ดร.เฮเลนา นอร์เบิร์ก – ฮอดจ์ (Helena Norberg-Hodge) หญิงชาวสวีเดนวัย 63 ปีที่พูดได้ 7 ภาษา หนึ่งในนั้นคือ ภาษาลาดัก อันเป็นดินแดนลึกลับหลังเทือกเขาหิมาลัยที่เรียกขานกันว่า “ทิเบตน้อย” ที่ซึ่งเธอเดินทางไปฝังตัว ใช้ชีวิต และสร้างโครงการแนวพัฒนาที่ชื่อว่าโครงการลาดักมากว่า 35 ปี

หนังสือเล่มสำคัญที่เธอเขียน “อนาคตอันเก่าแก่” 3 ถ่ายทอดให้เห็นถึงการถูกคุกคามของชนพื้นเมืองโดยสิ่งที่เรียกว่า ภาวะสมัยใหม่ (Modernization) โดยมีประสบการณ์จากลาดักเป็นฉากหลัง แต่ไม่เพียงประเทศเล็กๆ นี้เท่านั้น เฮเลนายังเดินทางไปทั่วโลกเพื่อร่วมหารือกับนักคิด นักวิชาการ และนักกิจกรรมในประเทศต่างๆ เกี่ยวกับประเด็นที่เธอเห็นว่าภาวะสมัยใหม่และโลกาภิวัตน์ (Globalization) นี่แหละเป็นปัญหาที่กำลังทำลายความเป็นมนุษย์ในตัวเราและทำลายชุมชนดั้งเดิมในแต่ละท้องถิ่นให้กลายเป็นใครสักคนหรือที่ไหนสักแห่งที่ไม่ใช่ตัวของเขาเอง ไม่ใช่สิ่งที่ชุมชนเป็น

- 2 -

หนังสือเล่มล่าสุดของเฮเลนาที่ตีพิมพ์และแปลเป็นภาษาไทยแล้วคือ “นำอาหารกลับบ้าน” บอกเล่าเรื่องราวขององค์กรโลกบาล ที่มีอำนาจในการควบคุมปัจจัยการผลิตในภาคการผลิตของเกษตรกรและอาหารท้องถิ่น และเมื่อต้นเดือนกันยายนที่ผ่านมานี้เอง เธอได้เดินทางมาประเทศไทยเพื่อแสดงปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “เศรษฐกิจอาหารท้องถิ่น ทางเลือกและทางรอดที่เป็นจริง?” 4 ที่คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

โดยเฮเลนาเริ่มเล่าให้เราฟังว่าเมื่อปี ค.ศ.1975 ที่ได้เดินทางไปลาดัก แม้จะเดินทางไปมาแล้วหลายประเทศ เธอกลับพบว่า ชาวลาดักมีความพิเศษกว่าทุกที่ที่เธอไป เพราะพวกเขาช่างเป็นคนที่มีความสุข สันโดษ และเคารพตัวเองมากที่สุดในโลก แต่แล้ววันหนึ่งก็มีสิ่งที่เข้าไปเปลี่ยนแปลงสิ่งเหล่านั้นจนเกือบหมดสิ้น สิ่งนั้นก็คือภาพลักษณ์จากสังคมภายนอกหรือกระแสความเป็นสมัยใหม่ที่ถาโถมเข้าไป

ทำให้เด็กๆ ชาวลาดักเชื่อว่าวิถีชีวิตดั้งเดิมของเขาเป็นวิถีที่เป็นปมด้อยและล้าหลัง กระแสแห่งความเป็นสมัยใหม่แตกต่างอย่างเห็นได้ชัดกับวิถีชีวิตแบบเดิม ราวสีขาวกับสีดำ และสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นเร็วมากจนตั้งตัวแทบไม่ทัน เช่นเดียวกับกระแสความนิยมทำศัลยกรรมที่พุ่งสูงในจีน เพื่อเปลี่ยนตัวเองให้ดูเหมือนชาวตะวันตก แต่เมื่อเฮเลนามองย้อนกลับไปที่เด็กๆ หรือวัยรุ่นชาวตะวันตกเอง พวกเขาและเธอเหล่านั้นก็หาได้ “พอใจ” ในความเป็นตัวเองสักเท่าไหร่ ตอนนี้แม้แต่เด็ก 6 ขวบก็มีปัญหากับการกินอาหารเพราะอยากจะผอมเหมือนนางแบบในโฆษณาหรือดาราที่เห็นในภาพยนตร์ฮอลลีวู้ด

helena_bw

“ฉันพบว่าปัญหาที่เป็นปัญหาระดับโลกเหล่านี้จริงๆ มันเกิดจากกระแสโลกาภิวัตน์ จากการที่บริษัทข้ามชาติ สามารถเข้าไปทำการค้าในประเทศต่างๆ ได้อย่างอิสระเสรี และพยายามจะทำลายกฎระเบียบต่างๆ ที่กีดกันไม่ให้ตัวเองเข้าไปยังประเทศนั้นๆ เป็นระยะเวลายาวนานมาหลายปีแล้วที่ภาคธุรกิจขนาดใหญ่เหล่านี้พยายามพัฒนากระบวนการที่ซับซ้อนเพื่อจะทำให้คนบริโภคมากขึ้น และบอกกับพวกเราว่าถ้าอยากได้รับความรักหรือความเคารพนับถือก็ต้องวิ่งตามกระแส แต่งตัวตามกระแส กินตามกระแส”

เฮเลนากล่าวว่าความต้องการพื้นฐานอันเป็นสากลของมนุษยชาติ ก็คือต้องการ “ความรัก” และ ”ความเคารพ” แต่ปัญหาก็คือเรามีภาคธุรกิจขนาดใหญ่ที่หวังดีด้วยการ “บอก” ว่าแล้วเราต้องทำอย่างไรบ้างเพื่อให้ได้รับความรักและความเคารพนั้น ซึ่งแน่นอนคำตอบสุดท้ายของพวกเขาคือเราต้องบริโภค บริโภค และบริโภค ยุคหนึ่งเราต้องกิน (ฟาสต์ฟู้ด) ต้องดื่ม (โคคาโคล่า) ต้องใช้ไปตามสิ่งที่เรียกว่ากระแส (trend) หรือ แฟชั่น ( fashion )

“แต่แทนที่จะได้รับความรัก กลับสร้างความอิจฉาริษยา ความแปลกแยกแตกต่าง ความเกลียดชังหรือความคับข้องใจมากยิ่งขึ้น สิ่งที่มาทำลายความรู้สึกเคารพนับถือในตัวเองก็คือการที่เราได้สร้างต้นแบบหรือแม่แบบไม่ว่าจะเป็นดาราหรือนางแบบซึ่งไม่ได้มีความเชื่อมโยงใดๆ เลยกับตัวของเราเอง”

เฮเลนาบอกว่าแม้แต่ประเทศตะวันตก เช่น อังกฤษ หรืออเมริกา ก็มีการล่มสลายของชุมชนท้องถิ่น ความอ่อนแอในชุมชนนำไปสู่ปัญหายาเสพติด อาชญากรรม ภาวะซึมเศร้า ปัญหาต่างๆ เหล่านี้บ่งชี้ว่าผู้คนหรือมนุษยชาติกำลังประสบกับความทุกข์ โดยหนทางแห่งการเยียวยาที่เฮเลนาเชื่อและนำเสนอมาโดยตลอดก็คือ การกลับมาสร้างโยงใยความสัมพันธ์ระหว่างคนกับคนให้เกิดขึ้นในชุมชนของเราเองอีกครั้ง

สร้างต้นแบบให้เด็กๆ จากชีวิตจริงๆ จากผู้คนที่อยู่จริงในชุมชนหรือรอบตัวพวกเขา โดยในระดับพื้นฐานที่จะทำเช่นนี้ได้ก็คือการสร้างระบบเศรษฐกิจชุมชนขึ้นมา

“เศรษฐกิจชุมชนที่พูดถึงนี้ไม่ใช่เศรษฐกิจที่ปิดกั้นตัวเอง โดยไม่ติดต่อสื่อสารกับโลกภายนอก ในทางกลับกัน เศรษฐกิจชุมชนจะเกิดขึ้นและดำรงอยู่ได้ ต่อเมื่อเรามีการสร้างสายสัมพันธ์กับชุมชนอื่นๆ ภายนอกรวมทั้งในระดับนานาชาติด้วย สิ่งสำคัญของธุรกิจคือ ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคที่ใช้ภายในประเทศมากกว่าที่จะมุ่งเน้นเพื่อการส่งออก ขณะที่โลกาภิวัตน์ได้แบ่งแยกหน่วยของการผลิตออกจากการบริโภค


ทำให้สองส่วนนี้ไม่ได้มีปฏิสัมพันธ์หรือเชื่อมโยงถึงกัน เราจะพบปรากฏการณ์ที่ประเทศต่างๆ ส่งออกและนำเข้าสินค้าชนิดเดียว เราอาจไม่รู้หรือไม่สนใจว่าอเมริกาส่งออกเนื้อวัวประมาณเก้าแสนตัน ขณะเดียวกันก็นำเข้าเนื้อเก้าแสนตันกลับเข้ามาในประเทศตัวเอง

มีการส่งเนื้อปลาจากนอร์เวย์ไปที่จีนเพื่อเอาก้างออก แล้วส่งเนื้อปลาไร้ก้างจากจีนกลับไปที่นอร์เวย์ เรานำเข้ากุ้งจากอังกฤษกลับมาที่เมืองไทยเพื่อปอกเปลือกกุ้ง และส่งมันกลับไปขายยังอังกฤษ เช่นเดียวกับแอปเปิ้ลที่ถูกส่งจากอังกฤษ เพื่อไปล้างที่อเมริกาใต้ก่อนจะส่งกลับมาอีกครั้ง นี่คือวิธีการที่เหลวไหลไร้สาระอย่างยิ่ง

แม้จะมีการพูดกันมากมายเกี่ยวกับโลกร้อนแต่ไม่เคยมีใครระบุถึงวิธีการในการทำธุรกิจแบบนี้เลย”

มีข้อโต้แย้งจากกลุ่มธุรกิจเหล่านี้เช่น การประกาศว่า การส่งกุ้งไปปอกในเมืองไทยทำให้ประหยัดน้ำมันมากกว่าปอกที่อังกฤษ เพราะว่าถ้าปอกในอังกฤษต้องใช้เครื่องจักรในการปอกซึ่งต้องใช้ปริมาณน้ำมันมหาศาล หรือรายงานที่ตีพิมพ์ โดยสมาคมผู้ส่งออกเนื้อแกะของนิวซีแลนด์ที่ว่า เป็นการดีกว่า ที่คนในประเทศอังกฤษจะต้องซื้อเนื้อแกะจากนิวซีแลนด์ เพราะใช้น้ำมันน้อยกว่าเนื้อแกะที่ผลิตในอังกฤษ... หรือนิตยสารชื่อดังฉบับหนึ่งในอเมริกาที่บอกว่า มันต้องใช้รถบรรทุกหลายคันที่ขนสินค้าเข้าไปยังตลาดหรือร้านค้าในชุมชน แต่สำหรับซุปเปอร์มาร์เก็ตขนาดใหญ่ ใช้รถบรรทุกแค่คันเดียว เพราะฉะนั้นเป็นการดีกว่าที่จะไปซื้อสินค้าที่ซุปเปอร์มาร์เก็ต

คำสำคัญคำหนึ่งที่เฮเลนาพูดถึงคือทฤษฎี Peak Oil ที่น่าจะร้ายแรงพอๆ กับปัญหาโลกร้อน เธออธิบายว่ามันคือภาวะที่เราดึงทรัพยากรน้ำมันจากพื้นดินภายใต้โลกขึ้นมาใช้ในปริมาณมหาศาล และเมื่อมันลดน้อยลงไปก็ยิ่งทำให้การลงทุนที่จะดึงทรัพยากรตรงนี้มาใช้สูงขึ้นและความต้องการก็มากขึ้น


คนเราพึ่งพาการใช้ทรัพยากรน้ำมันมากเกินไป ในขณะเดียวกันมูลค่าของน้ำมันที่ใช้ก็จะเพิ่มสูงขึ้นอย่างน่าตกใจ ด้วยความเป็นห่วงกับภาวะปัญหาโลกร้อนหรือปัญหาน้ำมันขาดแคลนนี้เองได้ปลุกกระแสการตื่นตัวขึ้น ซึ่งในอเมริกาเรียกกระแสนี้ว่าการกลับคืนสู่ชุมชนหรือท้องถิ่น เป็นกระแสที่เกิดขึ้นในเมืองต่างๆ นับร้อยเมืองในอเมริกา บางเมืองในอังกฤษ ซึ่งมันเป็นกระแสการเปลี่ยนผ่านของชุมชนเมือง

จากการตระหนักถึงปัญหาของภาวะโลกร้อนและน้ำมันขาดแคลน ทำให้ผู้คนหันกลับมาคิดว่าทางออกที่เห็นได้ชัดของการแก้ปัญหาคือการกลับมาสู่ชุมชนหรือท้องถิ่น ลดการใช้การคมนาคม หันกลับมาสู่ความรู้หรือภูมิปัญญาดั้งเดิมที่เราเคยมีและหลงลืมมันไป

อีกด้านหนึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ ธุรกิจขนาดใหญ่ได้ พยายามที่จะทำลายกระบวนการของการกลับคืนสู่ท้องถิ่นด้วยการออกมาประกาศว่า ถึงคุณจะกลับสู่ความเป็นท้องถิ่นก็ตาม คุณก็ไม่ได้ลดการใช้น้ำมันของโลกลงไปหรอก หรือไม่ก็การปรับตัวหันมาใช้กระแสนี้ในการโฆษณาประชาสัมพันธ์ตัวเอง ยกตัวอย่างเช่น ธนาคาร HSBC ซึ่งบอกว่าตัวเองเป็นธนาคารชุมชนของโลก ที่น่ากลัวอีกอย่างก็คือว่า พวกธุรกิจขนาดใหญ่เริ่มที่จะ “ปลอมแปลง” ตัวเองเป็นธุรกิจท้องถิ่น หรือชุมชน ยกตัวอย่าง เช่น ร้านกาแฟสตาร์บัคส์ไปตั้งในท้องถิ่น โดยไม่ยอมใช้ชื่อสตาร์บัคส์แต่ใช้ชื่ออื่นๆ เช่น “ร้านกาแฟถนนสายที่สิบ” เฮเลนายกตัวอย่างให้ฟัง

เธอบอกเราด้วยว่าตอนนี้มีกระแสการเคลื่อนไหวเกี่ยวกับการสร้างความเป็นชุมชนที่ทรงพลังโดยมีกุญแจสำคัญคือ การพัฒนาพันธมิตรของการทำธุรกิจขนาดเล็กหรือเรียกว่า “พันธมิตรการทำธุรกิจของเศรษฐกิจชุมชน” ซึ่งเริ่มต้นที่อเมริกาและกำลังแพร่กระจายไปทั่วโลก มีนักเศรษฐศาสตร์ที่สำคัญหลายคนร่วมกันรณรงค์เกี่ยวกับเศรษฐกิจชุมชนจากการวิจัยที่เขาเหล่านี้ศึกษา ซึ่งพบว่าถ้าเรายิ่งสนับสนุนการทำธุรกิจขนาดเล็กในชุมชนมากเท่าไหร่ ก็จะช่วยเพิ่มการว่าจ้างงานให้สูงขึ้น ช่วยเพิ่มอัตราการใช้จ่ายหรือการหมุนเวียนของกระแสเงินตราในท้องถิ่นให้สูงขึ้น

“คำถามก็คือว่าเราควรจะมีขนาดเล็กแค่ไหน มีความเป็นชุมชนหรือท้องถิ่นอย่างไร” เฮเลนาโยนคำถามกลางวง ก่อนเริ่มอธิบายว่ามันไม่มีสูตรตายตัวเหมือนสูตรคณิตศาสตร์ แต่ขึ้นอยู่กับว่าสถานที่ของเราตั้งอยู่ที่ไหน และสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ของเราคืออะไร

ancient_futures

สิ่งหนึ่งที่สำคัญคือบรรดาธุรกิจต่างๆ ทั้งเล็กและใหญ่ควรต้องกลับมาปรับเปลี่ยนให้เข้ากับความต้องการของชุมชนหรือท้องถิ่นมากกว่ามุ่งผลิตเพื่อตอบสนองความต้องการในระดับโลก  คุณประโยชน์อย่างหนึ่งที่เราจะได้จากการกลับมาสู่ชุมชน คือ จะช่วยสร้างความหลากหลายทางนิเวศ ส่งเสริมความหลากหลายทางด้านวัฒนธรรม ขณะเดียวกันมันก็เอื้อต่อการที่เราจะเป็นตัวของตัวเองมากขึ้นด้วย

เมื่อความเป็นสมัยใหม่ได้ทำลายอัตลักษณ์แห่งความเป็นชุมชนทิ้งไป เหมือนผู้ก่อการร้ายที่ใช้ความกลัวเป็นอาวุธทำให้คนไม่กล้าจะเป็นตัวเอง  สำหรับเฮเลนา เธอเห็นว่าความเป็นชุมชนมันเหมือนกับรากของต้นไม้ที่ยึดโยงเกื้อกูลกันและอันตรายหากเราจะตัดมันทิ้งไป เพราะฉะนั้นจึงสำคัญมากที่เราจะกลับมาสู่การสร้างรากแห่งการพึ่งพาอาศัยระหว่างกันและกันให้เกิดขึ้นอีกครั้งหนึ่ง

“ในทัณฑสถานแห่งหนึ่งในอเมริกาได้มีวิธีเยียวยาเด็กๆ ที่ทำพลาดผิดเหล่านั้นด้วยการสร้างความเป็นชุมชนสร้างสายใยให้เกิดขึ้นภายในทัณฑสถาน ปรากฏว่ามันก็ช่วยเยียวยารื้อฟื้นจิตใจเยาวชนเหล่านั้นกลับคืนมาได้อย่างรวดเร็วมาก”


อย่างไรก็ดี มีสิ่งหนึ่งที่เฮเลนาอยากให้ตระหนักร่วมกันไว้เสมอก็คือ ผู้คนที่ทำงานอยู่ภายใต้บรรษัทขนาดใหญ่เขาก็เป็นมนุษย์ไม่แตกต่างจากคนอื่นๆ  ฉะนั้นมันจึงไม่ได้เป็นเรื่องของคนดีกับคนเลวหรือความดีกับความชั่ว ภาคธุรกิจขนาดใหญ่คิดว่าเป็นความถูกต้องที่เขาต้องขยายธุรกิจของเขาให้ใหญ่ยิ่งๆ ขึ้นไป  เพราะมันคือความรับผิดชอบต่อการสร้างงานและคือความมั่นคงของกลุ่มทุน แต่จากประสบการณ์และความรู้ของเฮเลนา เธอมองว่าขนาดธุรกิจมันใหญ่เกินความเป็นมนุษย์ไปเสียแล้ว  ยิ่งเราดำรงชีวิตตามที่ธุรกิจเหล่านี้โน้มน้าวเพราะเชื่อว่าจะได้รับความรักความนับถือมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งทำลายความรักความภูมิใจในตัวเองมากไปเรื่อยๆ

และธุรกิจแบบนี้ยังสร้างมลพิษและทำลายสภาพแวดล้อมทำลายความสุข และยิ่งทำให้การแข่งขันสูงขึ้น เพราะฉะนั้นสิ่งที่บริษัทเหล่านี้บอกคือการโกหกคำใหญ่ และการที่เปลี่ยนความต้องการของมนุษยชาติที่มีความรักไปสู่ความละโมบ มันเป็นความชั่วร้ายและเป็นบ่อนทำลายอย่างยิ่ง

เฮเลนายกคำพูดของคานธีที่บอกว่า “ขอให้เราจงกล่าวโทษบาปแต่อย่ากล่าวโทษคนที่ทำบาป” ในมุมมองของเธอ คนที่ทำบาปเขาทำไปด้วยมุมมองที่คับแคบไม่ว่าจะเป็นเหล่าผู้บริหาร ซีอีโอ หรือคนทำโฆษณาต่างๆ ก็ดี ด้วยเหตุนี้ การเยียวยาในเชิงสร้างสรรค์ที่เราจะมีได้ก็คือการกลับมาสร้างสรรค์ชุมชนของเราให้เป็นทางเลือกที่เราไม่ต้องวิ่งตามภาพลักษณ์ที่ถูกสร้างขึ้น โดยคนที่ไม่ได้รู้จักหรือสัมพันธ์กับเราในชีวิตจริงๆ เลย

- 3 -

ไก่ทอดเย็นชืดค้างอยู่ในปากเมื่อฉันเขียนถึงบรรทัดนี้ นึกถึงรุ่นพี่คนหนึ่งที่เลิกกินไก่เพราะเคยเห็นไก่ชาวบ้านถูกทางการฝังดินทั้งเป็น หลังมีนโยบายควบคุมหวัดนก (แน่นอนว่าไก่ที่ ฯพณฯ กินโชว์อย่างเอร็ดอร่อยมาจากฟาร์มขนาดใหญ่ของนายทุนคนหนึ่ง) ขณะเดียวกันก็สงสัยว่าผู้จัดงานปาฐกถาครั้งนี้ เหตุใดจึงใส่เครื่องหมายคำถาม (?) ไว้หลังคำว่า “ทางเลือกและทางรอดที่เป็นจริง?” เพราะเขาก็ไม่แน่ใจว่ามันเป็นจริง เพราะเราทุกคนในงานวันนั้นก็ไม่รู้ว่ามันรอดหรือไม่รอด? หรือเพราะมันไม่มีใครสามารถให้คำตอบสำเร็จรูปสำหรับคำถามที่ทุกคนซึ่งใช้ชีวิตร่วมกันในสังคม ควรจะหาคำตอบร่วมกัน  หรือเปล่า...???

wm

 

 

1ลาดัก อยู่ทางตอนเหนือสุดของประเทศอินเดีย ชายแดนติดกับจีน และปากีสถาน ถูกขนานนามว่า "Moonland--โลกพระจันทร์" หรือ "ทิเบตน้อย"
2รางวัลสัมมาอาชีวะ หรือ The Right Livelihood Award หรือบางประเทศเรียกว่ารางวัลโนเบลทางเลือก (Alternative Nobel) ก่อตั้งที่สวีเดนในปี 1980
เป็นรางวัลล้อเลียนรางวัลโนเบล เพราะถือว่านายอัลเฟรด โนเบลผู้ริเริ่มการแจกรางวัลโนเบลนั้นร่ำรวยจากการขายอาวุธสงคราม ซึ่งไม่ถือว่าเป็นสัมมาอาชีวะหรือ
การเลี้ยงชีพชอบ
3ปัจจุบันจัดพิมพ์ครั้งล่าสุดในชื่อ “อนาคตอันเก่าแก่ : บทเรียนจากวิถีธรรมชาติแห่งดินแดนทิเบตน้อย” (Ancient Futures : learning from Ladakh) โดย
สำนักพิมพ์สวนเงินมีมา
4เรียบเรียงจากปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “เศรษฐกิจอาหารท้องถิ่นทางเลือกและทางรอดที่เป็นจริง?”โดย เฮเลนา นอร์เบิร์ก – ฮอดจ์ (Helena Norberg-Hodge) เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2552 ห้องประชุมสมาคมนิสิตเก่ารัฐศาสตร์ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดโดย School for Wellbeing Studies and Research, โครงการความเคลื่อนไหวเรื่องความสุขมวลรวมประชาชาติฯ, เครือข่ายตลาดสีเขียว, สำนักพิมพ์สวนเงินมีมา

 


blog comments powered by Disqus
37.gif

Comments

logo footer   We can change the world everyday.- \\(^3^)//
เรามี 10 บุคคลทั่วไป ออนไลน์
กินเปลี่ยนโลก | สถาบันต้นกล้า | เยาวชนสืบสาน | ฟิ้วส์ | มะขามป้อม | เสมสิกขาลัย | iLaw | อาศรมวงค์สนิท
มาร่วมเป็นแฟน wechange555.com
ติดตามเรา
คลิ๊ปวีดีโอต่างๆ