|

รัฐสภาอินเดียสั่งห้ามขายโค้กกับเป๊ปซี่ในห้องอาหารของรัฐสภา ตามเหตุผลแล้ว สมาชิกรัฐสภาอินเดียควรก้าวไปอีกขั้นหนึ่ง และประกาศสั่งห้ามขายโค้กกับเป๊ปซี่ทั่วทั้งประเทศเสียด้วย
การสั่งห้ามเป็นผลมาจากการตรวจสอบพบยาฆ่าศัตรูพืชและยาฆ่าแมลงในปริมาณเข้ม ข้น ซึ่งรวมถึงลินเดน ดีดีที มาลาธิออนและคลอร์ไพริฟอส ในน้ำโคล่า ในระดับที่เป็นอันตรายต่อการบริโภค บางตัวอย่างที่สุ่มมาทดสอบแสดงให้เห็นถึงปริมาณของสารพิษเหล่านี้ที่สูงเกิน กว่ามาตรฐานที่สหภาพยุโรปกำหนดไว้ถึง 30 เท่า แต่ตัวอย่างจากสหรัฐอเมริกาที่นำมาทดสอบกลับปลอดภัยดี
มาตรฐานเหลื่อมล้ำ? พนันกันได้ เหตุบังเอิญหรือเปล่า? ไม่น่าจะใช่ บรรษัทข้ามชาติยักษ์ใหญ่มักฉาวโฉ่ในเรื่องชอบขายผลิตภัณฑ์ที่ถูกสั่งห้ามใน ตะวันตกให้แก่ตลาดเกิดใหม่ในประเทศกำลังพัฒนา อาทิเช่น อุตสาหกรรมยาสูบที่กำลังประสบปัญหายอดขายหดตัวลง หลังจากการรณรงค์ต่อต้านบุหรี่เกิดผลสำเร็จในสหรัฐอเมริกา ตอนนี้กำลังหันมาโหมลงทุนอย่างหนักในประเทศกำลังพัฒนา บรรษัทโดว์ เคมีคัล (Dow Chemical เจ้าของบริษัทยูเนียน คาร์ไบด์ที่เคยก่อให้เกิดโศกนาฏกรรมในเมืองโภปาล) กำลังรุกตลาดในอินเดียด้วยยาฆ่าศัตรูพืช Dursban ทั้ง ๆ ที่สำนักงานคุ้มครองสิ่งแวดล้อมของสหรัฐอเมริกาประกาศให้ค่อย ๆ ลดการใช้ Dursban ลง เพราะเป็นอันตรายต่อมนุษย์
โคคา-โคล่าอินเดียจ้างบริษัทประชาสัมพันธ์ชื่อ Perfect Relations เพื่อลบภาพพจน์ที่ด่างพร้อย แต่เรื่องราวของโคคา-โคล่าในอินเดียมีรากเหง้าลึกกว่าแค่ปัญหาขายโคล่ามีพิษ ให้ประชาชน และไม่มีทางที่มาตรการด้านโฆษณาประชาสัมพันธ์เพียงอย่างเดียวจะแก้ปัญหานี้ ได้
ชุมชนที่อยู่ภายในและโดยรอบโรงงานบรรจุขวดของโคคา-โคล่าต้องเผชิญกับปัญหา ขาดแคลนน้ำอย่างรุนแรง อันเป็นผลมาจากการที่กระบวนการผลิตน้ำดำดูดเอาน้ำจำนวนมหาศาลจากแหล่งน้ำใต้ ดินที่เป็นทรัพยากรของส่วนรวมไปหมด ซ้ำร้ายกว่านั้น แหล่งน้ำน้อยนิดที่เหลืออยู่ยังปนเปื้อนมลพิษจากของเสียที่โรงงานโคคา-โคล่า ปล่อยออกมาอีก เพื่อแสดงความหวังดี ตอนนี้โคคา-โคล่าจึงส่งรถบรรทุกน้ำเข้าไปแจกจ่ายให้ชุมชนอย่างภาคภูมิใจ น้ำ ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตสินค้าของโคคา-โคล่า เป็นของที่ได้มาฟรี ๆ อยู่แล้ว
ปัญหาน้ำที่เกิดจากโคคา-โคล่าไม่ใช่กรณีที่เกิดขึ้นในพื้นที่เดียว มีชุมชนอย่างน้อยห้าชุมชนในอินเดียที่ตั้งอยู่ใกล้กับโรงงานของโคคา-โคล่า กำลังเผชิญปัญหาอย่างเดียวกัน และจำนวนครอบครัวที่ได้รับผลกระทบมีมากมายหลายพันครอบครัว ส่วนใหญ่เป็นคนชนบทยากจน
เปรียบเทียบไปก็เหมือนโค้กยังซ่าไม่พอ โคคา-โคล่ายังพยายามเอาหน้าด้วยการแจกตะกอนพิษจากโรงงานในรัฐเกระละให้ชาวนา ฟรี ๆ ?เพื่อเอาไปทำปุ๋ย! ผลการตรวจสอบตัวอย่างตะกอนพิษของบีบีซี พบระดับตะกั่วและแคดเมียมในปริมาณสูง ไม่น่าประหลาดใจสักนิดเดียว
โคคา-โคล่าเลือกที่จะ ?แก้ไข? ปัญหาขาดแคลนน้ำและสร้างมลภาวะแก่แหล่งน้ำใต้ดิน ด้วยการมองหมายเรื่องนี้ให้ฝ่ายประชาสัมพันธ์ จดหมายหรืออีเมล์ทุกฉบับที่ส่งถึงโค้กเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าว จะได้รับการตอบข้อข้องใจด้วยจดหมายที่มีแบบฟอร์มเหมือนกันหมด โดยกล่าวโทษว่าปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นฝีมือของ ?พวกหัวรุนแรงกลุ่มเล็ก ๆ? ถ้ามีใครไปสำรวจดูตามชุมชน บวกกับงานศึกษาวิจัยจำนวนมาก รวมทั้งที่หน่วยงานรัฐบาลเป็นผู้จัดสำรวจด้วย จะช่วยยืนยันว่าไม่มีอะไรห่างไกลความจริงยิ่งกว่านี้อีกแล้ว ประชาชนหลายพันคนยังคงก่อหวอดประท้วงโรงงานโค้กในพื้นที่หลายแห่งทั่วประเทศ อินเดีย
เมื่อไม่สามารถควบคุมจำนวนชุมชนที่ต่อต้านโคคา-โคล่ามากขึ้นเรื่อย ๆ ตอนนี้เราเริ่มเห็นการใช้ความรุนแรงเพิ่มขึ้นในการจัดการกับความไม่พอใจใน ท้องถิ่นที่มีต่อบรรษัทข้ามชาติ ในวันที่ 11 กันยายนปีที่แล้ว กองกำลังรักษาความปลอดภัยติดอาวุธบุกเข้าโจมตีอย่างดุเดือดต่อขบวนประท้วง สันติวิธีที่ประกอบด้วยสมาชิกชุมชนกว่าพันคนในเมือง Mehdiganj รัฐอุตตรประเทศ ส่งผลให้มีคนบาดเจ็บสาหัส ในวันที่ 30 สิงหาคม คราวนี้ในรัฐเกระละ นักกิจกรรม 13 คนถูกจับระหว่างการประท้วงโดยสันติ และผู้นำขบวนการถูกตำรวจทุบตีจนน่วม
โคคา-โคล่า รวมทั้งรัฐบาลอินเดีย อาจทึกทักว่าการใช้กำลังจะทำให้ปัญหาหมดไป ยุทธวิธีแบบนี้เองที่นำไปสู่การฟ้องร้องในสหรัฐอเมริกา ต่อกรณีที่โคคา-โคล่าในโคลอมเบียสนับสนุนการใช้กำลังทหารเอกชนฆ่าผู้นำสหภาพ ในโรงงานของโคคา-โคล่าที่ประเทศโคลอมเบีย
เรื่องเลวร้ายต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นด้วยฝีมือของบรรษัทข้ามชาติยักษ์ใหญ่อย่างโคคา-โคล่า สะท้อนให้เห็นปัญหาของโลกาภิวัตน์ทางเศรษฐกิจ ชุมชนสิ้นไร้อำนาจในการควบคุมทรัพยากรธรรมชาติในท้องถิ่นของตน หรือแม้กระทั่งนโยบายพัฒนาที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อชีวิตของพวกเขา รัฐบาลของประเทศกำลังพัฒนาอย่างอินเดียมักหลับหูหลับตาต่อความเลวร้ายต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ด้วยความเกรงกลัวว่ามันจะขัดขวางการลงทุนจากต่างประเทศ ซึ่งเป็นบรรทัดฐานอันหนึ่งที่สหรัฐอเมริกาใช้ ?วัด? ความร่วมมือของประเทศนั้น ๆ ในสงครามต่อต้านการก่อการร้าย แต่ก็ใช่ว่านี่เป็นความกลัวลม ๆ แล้ง ๆ รัฐบาลสหรัฐฯ เคยเข้ามาแทรกแซงอย่างหนักเพื่อรักษาผลประโยชน์ของเอนรอนและโคคา-โคล่าใน อินเดียมาแล้ว อีกทั้งสถาบันอย่างองค์การการค้าโลก ซึ่งโดยธาตุแท้เป็นสถาบันที่รับประกันสิทธิให้ภาคธุรกิจอย่างออกนอกหน้า ย่อมใช้ทุกวิถีทางที่จะทำให้การหยุดยั้งโคคา-โคล่าจากพฤติกรรมเลวร้ายทั้ง หมดนี้ กลับกลายเป็นอาชญากรรมแทน
สำหรับชุมชนท้องถิ่นในอินเดียที่ต้องรับผลกระทบจากพฤติกรรมของโคคา-โคล่า บรรษัทข้ามชาติแห่งนี้ที่มีฐานบริษัทแม่อยู่ในเมืองแอตแลนตาคือผู้กดขี่ตัว จริง เรื่องที่น่าขันขื่นก็คือ แอตแลนตาเป็นศูนย์กลางขบวนการเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิของประชาชนในสหรัฐอเมริกา ตรงกันข้ามกับสโลแกนของโคคา-โคล่าที่ป่าวประกาศว่ามันเป็นของแท้ ดูท่าโคคา-โคล่าจะเป็นของเก๊เสียมากกว่า
จาก Coke with Yet Another New Twist: Toxic Cola
โดย Amit Srivastava
http://www.corpwatch.org/
17 มกราคม 2004
ภัควดี วีระภาสพงษ์ แปล
|