| เสวนา ใส่ใจ เป็นธรรม และแบ่งปัน |
|
| ข่าว | ข่าวคราวงานสัปดาห์ไม่ซื้อ | |
|
ผู้ดำเนินรายการ :
สุวรรณา :
ดีใจที่มีการรณรงค์ให้คนลดการบริโภค ส่วนหนึ่งเป็นสิ่งจำเป็นในยุคนี้ แล้วก็เห็นด้วยกับที่บอกว่าควรซื้อหรือไม่ซื้ออะไรบ้างในเจ็ดวัน แต่อยากเพิ่มเติมว่า ไม่ซื้อในส่วนที่ทำลายเศรษฐกิจชุมชน ทำลายอาชีพของคนเล็กๆ ที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ ค้าปลีกขนาดใหญ่กำลังกระจายตัว
เราคิดว่าบางอย่างที่แพงกว่าห้าบาทสิบบาทไม่เป็นไรหรอก แต่ที่เขาได้จากทั่วประเทศเป็นพันๆสาขามันก็มหาศาล เอาเงินจากคนหาเช้ากินค่ำจากเราส่งไปช่วยเศรษฐีฝรั่ง มันเลยสำคัญว่าเราจะเลือกซื้อที่ไหน ทำไมเลือกเข้าร้านนี้ ผู้ดำเนินรายการ :
การขายของเปลี่ยนไปแล้ว มีร้านค้าปลีกยักษ์เพิ่มขึ้นที่ทำลายรายย่อย ซึ่งสินค้าถึงแม้จะถูก แต่กดจากผู้ผลิตอีกที่ ซึ่งก็ไปกดแรงงานอีกที ซื้อจากใครก็สำคัญอีกเหมือนกัน
จะขอแนะนำวิทยากรอีกคน คือพี่ประวิตร เยี่ยมแสนสุข จากวังแดงเอ๊กเพลส เป็นสมาชิกเครือข่ายนักธุรกิจเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อมและเป็นกรรมการมูลนิธิเสฐียรโกเศศ ? นาคะประทีป ซึ่งร่วมสนับสนุนงานนี้ด้วย พี่ประวิตรเป็นนักธุรกิจที่ทำงานกับอะไหล่เครื่องยนต์ เราลองมาดูมุมมองของผู้ประกอบการกันบ้าง
ประวิตร :
แต่ที่เราพยายามสร้างกันขึ้นใหม่เพราะเราเชื่อว่าวิสัยทัศน์บางอย่างเป็นความจำเป็นต้องเปลี่ยน จะเปลี่ยนยังไงเราค่อยคุยกัน การไม่ซื้อมันก็มีนัยที่ดี ผู้ดำเนินรายการ :
ผมจำได้ว่าช่วง 11 กันยายน เครื่องบินชนตึกเวิร์ดเทรด ประธานาธิบดีรีบออกมาพูดว่า ออกไปช้อปปิ้งและใช้ชีวิตอย่างปกติ เขากลัวมากหากเกิดการไม่ซื้อขึ้นมาเศรษฐกิจจะพัง หมายถึงเอาเข้าจริงผู้บริโภคมีพลังมาก ทีนี้มาที่คุณเพ็ญนภากันบ้าง เป็นอดีตนักข่าวเดอะเนชั่น และเป็นผู้แปลหนังสือ No Logo ของนาโอมิ ไคลน์ ซึ่งกำลังอยู่ระหว่างการจัดพิมพ์ เพ็ญนภา :
เข้าเรื่องหนังสือเลยแล้วกัน หนังสือเล่มนี้เขียนประมาณ 2001 แล้วขายดีมาก เป็นหนังสือที่เรียกว่าคู่มือต่อต้านทุนนิยม กระชากหน้ากากให้เห็นเลยว่าสินค้าเบรนด์เนมกว่าจะมาอยู่ตรงหน้าเราราคาหลักพันหลักหมื่น มันมาอย่างไร แล้วต้นทุนมันถูกขนาดไหน จำได้ว่าการปิดถนนตรงบางนาตราดของคนงาน หนึ่งในสี่ข้อเรียกร้องของเขา คือ ให้บรรจุพนักงานที่มีอายุงานเกิน 1 ปีเป็นพนักงานประจำ นี่เป็นเทคนิคหนึ่งของโรงงานที่จะไม่ให้เป็นพนักงานประจำ ซึ่งมันเกี่ยวกับกฎหมาย ข้อบังคับ มีการเลี่ยงการบรรจุมากมาย ใน NO Logo ทำให้เห็นว่าหลายบริษัทดังอย่างสตาร์บัคก็ทำ คือ ในอเมริกามีการกำหนดว่าทำงานวันละกี่ชม.ต่อวัน ต่อสัปดาห์ ต้องให้บรรจุเป็นพนักงานประจำ เช่น ทำงาน 40 ชม.ต่อสัปดาห์ สตาร์บัคก็จะจ้าง 39 ชม. เพื่อจะไม่ต้องจ่ายสวัสดิการไง ธุรกิจใหญ่ๆเป็นแบบนี้หมดเลย ค่ากาแฟเจ็ดแปดสิบมันเข้าบริษัทหมด บริษัทไม่ต้องคุ้มครองคนงานเลย อีกประการคือ สินค้ามียี่ห้อทั้งหลาย ไนกี้ แก๊ป ฯลฯ เคลื่อนย้ายการผลิตจากโลกที่หนึ่ง ไปประเทศโลกที่สามอย่างไทย อินโดนีเซีย จีน ฯลฯ เพราะค่าแรงถูก ตอนนี้ก็บินไปจีนหมดแล้ว เราเลยได้สินค้าราคาถูกจากจีนเข้ามา ซื้อสินค้าราคาถูก 100 บาท ถึงคนงาน 10 บาทเท่านั้น เรากำลังสนับสนุนการกดขี่แรงงานหรือเปล่า หากอ่านหนังสือเล่มนี้เราจะรู้ทันบรรษัทพวกนี้มากขึ้น ส่วนตัวแล้วค่อนข้างให้ความสำคัญกับการซื้ออย่างฉลาด ทุกวันนี้ของหลายอย่างถูกทำให้เป็นสินค้า รวมทั้งวัน buy nothing ด้วย คงจะรู้ว่าวันนี้คิดค้นจากบรรณาธิการของแอดบัสเตอร์ (adbusters.org) ที่พยายามใช้วิธีการตลาดตอบโต้การตลาดอีกที แต่มีปีหนึ่งที่เขาพลาด เขากลับทำปฏิทินลงบนแก้วแล้วขาย เพื่อรณรงค์เรื่องนี้ ซึ่งก็ถูกโจมตีจากพวกรณรงค์ด้วยกัน เพราะมันกลายเป็นสินค้า และอีกเรื่อง คือ ?สินค้าสีแดง? หากจำไม่ผิดเกิดขึ้นราวปี 2006 จากการประชุม Wold Economic Forum จากคนที่ได้รางวัลโนเบลพีซ ก็เพื่อให้ยี่ห้อ RED นี่เป็นแบรนด์ของการทำธุรกิจที่มีจรรยาบรรณ โดยสินค้าภายใต้ RED เงินส่วนหนึ่งถูกทำไปซื้อยาเอดส์ให้คนไข้ในแอฟริกา แต่ก็ถูกทำให้เป็นสินค้าอยู่ดี เพราะวิธีการที่เขาใช้คือให้บริษัทที่อยากมีส่วนร่วมตรงนี้ จ่ายค่าธรรมเนียมการใช้แบรนด์นี้ โดยมีเงื่อนไขว่าต้องหักเปอร์เซ็นต์ของการขายต้องส่งให้ Global Fun เพื่อเอาเงินไปช่วยผู้ติดเชื้อ ปัญหาคือ มันกลายเป็นจุดขายสินค้าไป ทั้ง อามานี่ แอปเปิ้ล แก๊ป ฯลฯ แก๊ปบอกว่ากำไร 50 % ของสินค้ากลุ่ม RED จะส่งให้ Global Fun ก็จริง แต่ปัญหาคือแก๊ปอัพราคาสินค้ากลุ่มนี้ขึ้นมาด้วย อย่างปกติ 20 เหรียญ แต่หากเป็นสินค้าใต้แบรนด์ RED จะกลายเป็น 40 เหรียญ ซึ่งคุณก็ได้กำไรเยอะขึ้นอยู่ดี ซึ่งหากเราไม่ได้ตระหนัก อยากช่วยก็จะไปสร้างกำไรให้เขาซึ่งมันไม่ใช่ ทุกอย่างถูกแปลงเป็นสินค้า เราเล่นเกมเดียวกับนักการตลาด นักโฆษณาแล้วมันกลับถูกดึงไปตรงนั้น ผู้ดำเนินรายการ : ฟังแล้วก็เป็นสิ่งที่ต้องระวังเหมือนกัน พวกแบรนด์เป็นการเพิ่มมูลค่าสินค้าโดยไม่จำเป็น คนซื้อที่เป็น RED ทั้งที่บริจาคตรงๆเลยก็ได้
เพ็ญนภา : ใช่ มันมีหลายช่องทางมากที่ไม่ต้องเข้าระบบการตลาด เราเล่นไม่ทันเกมเข้าหรอก เพราะเขาหาเงินเข้ากระเป๋าตัวเอง
ผู้ดำเนินรายการ : ได้ยินมาอีกว่าธุรกิจก็รู้ว่าตอนนี้ผู้บริโภคเริ่มตื่นตัวแล้ว นักการตลาดก็รู้ว่าแบรนด์ใหญ่ๆมันไม่เท่แล้ว คนไม่ใช่ เขาเลยมีการสร้างแบรนด์ที่ไม่ใช่แบรนด์ใหญ่ออกมาแทน
แต่อย่างไรก็ตาม ฟังจากสามท่านในรอบแรก แน่ๆเลยคือพลังผู้บริโภคสำคัญ การซื้อ ไม่ซื้อ ส่งผลต่อผู้ประกอบการแน่นอน มันจะค่อยขยายตัว เหมือนที่ว่าห้าบาท สิบบาทมันก็ทำให้เขาเติบโตมาครอบงำเราได้มากขึ้นเรื่อยๆ นี่เป็นประเด็นสำคัญ สองคือ นอกจากจะดูเฉพาะความจำเป็น ต้องดูที่มาที่ไปด้วย ผลิตจากอะไร จะไปไหนต่อ แล้วสุดท้าย คือ เราซื้อจากใครด้วย สิ่งเหล่านี้อาจทำให้ชีวิตเราคงยากขึ้น แต่มันจะมีความหมายต่อไปในอนาคต เลยอยากชวนคุยต่อว่า ในฐานะผู้บริโภค เราทำอะไรได้อีกบ้าง
สุวรรณา :
เปลี่ยนเป็นซื้อทั้งปีดีกว่ามั้ง อย่างที่เห็นว่าเรากำลังอยู่ในเขตอันตรายมากในเรื่องภาวะเศรษฐกิจ มาคิดว่าเราจะซื้อแบบไหนดีกว่า คือ ไม่ทำให้บรรษัทข้ามชาติร่ำรวยขึ้น ปี 52 ขอให้เป็นปีที่ซื้อแบบชาตินิยมหน่อย ให้พวกเราอยู่ได้ ในต่างประเทศหากเป็นเศรษฐกิจแบบนี้ประชาชนจะซื้อที่ผลิตในประเทศเขาก่อนเลย อย่าง ญี่ปุ่น เก่าหลี ฝรั่งเศส ต้องทำให้เงินเล็กของเราสร้างเศรษฐกิจเข้มแข็ง รัฐก็ทำไป แต่ผู้บริโภคก็สร้างเศรษฐกิจใหม่ได้ หลายอย่างไได้เป็นปัจจัยสี่ แต่มันเป็นเศรษฐกิจรากหญ้าก็น่าจะสนับสนุน การเป็นคนซื้อก็ต้องมีกลยุทธ์ ไม่ใช่แค่ซื้อที่ราคาถูก แต่ดูด้วยใครเป็นคนขาย กระตุ้นเศรษฐกิจภายใน กลุ่มที่มีกำลังซื้อหยุดซื้อไม่ได้ ผู้ดำเนินรายการ :
ฟังแล้วน่ากลัวเหมือนกัน ผมกังวลว่าหรือชีวิตเราขึ้นกับการซื้อขายมากขึ้นเรื่อยๆแล้ว แล้วเราจะหลุดพ้นจากระบบนี้ได้หรือเปล่า หรือต้องอยู่กับการซื้อการขาย มาตรการจากรัฐ ฯลฯ ชีวิตควรเป็นแบบนี้เหรอ
เพ็ญนภา :
จริงๆแล้วมันคือกิเลสนั่นแหละ ไม่ต้องการแต่มันถูกเลยซื้อ ถ้าไม่ซื้อทั้งหมดจะพังมั้ย เรามั่นใจว่าพัง คนที่รับกรรมหนักสุดคือคนที่ตัวเล็กสุดนั่นเอง แรงงานในไทย ในจีน นาโอมิ ไคลน์ ยังเคยถูกถามจากนักเรียนว่า เขาเป็นแค่นักเรียนที่มาช้อปปิงแล้วจะรู้ได้ยังไงว่าสินค้านี่มันมายังไง มันก็จริงนะ มันตอบยาก ดังนั้นเอาความจำเป็นเราเป็นตัวตั้งดู จำเป็นแค่ไหน ตอบตังเองเฉพาะหน้าก่อน มันเป็นธรรมะง่ายๆที่ควรจะอยู่ในใจอยู่แล้ว ทำให้เป็นเรื่องง่ายๆ
ประวิตร : ผมเห็นด้วย ทำให้มันง่ายๆเข้าไว้ กลับมาตรงมุมมองนักธุรกิจอีกที ปัญหาทุกวันนี้มาจากห่วงโซ่การบริโภคถูกชะลอลง เราเริ่มเห็นแล้วในกลุ่มเรา ว่ามันไม่ปกติ ที่ฟังๆมามันก็ตรงกับที่คิดว่าเราไปสร้างกันที่เงินเป็นหลัก คนผลิต นักธุรกิจ คิดว่าจะทำยังไงให้เอาเงินมาเยอะที่สุด คนซื้อก็คิดว่าทำยังไงให้เสียเงินน้อยที่สุด คุยกันแต่เรื่องเงิน
ตอนนี้กลุ่มนักธุรกิจใหม่ๆ เริ่มมองว่าปัญหาหลายอย่างที่เกิดเพราะเอาเงินเป็นตัวตั้ง กำไรสูงสุด ผู้ที่อยู่ในกระบวนการผลิตก็เอาเงินเป็นที่ตั้ง ทำยังไงให้ได้ค่าแรงมากที่สุด การเรียกร้องก็เรียกเป็นตัวเงิน ผู้บริโภคก็มองเป็นตัวเงินต่ออีก ใช้เงินตัดสิน แต่หากไม่เอาเงิน มีอะไรเป็นเกณฑ์ได้ อย่างในงานนี้ เงินไม่ไดเป็นตัวหลัก ไม่คิดว่าใครเอาเปรียบใคร มันเป็นมุมมองน่าพัฒนาต่อยอดได้ สำหรับเรื่องการใช้ของในไทย สำหรับผมเอง มองแบบนี้เหมือนเรายังมีมันมีกำแพงกั้น ก็น่าจะเปลี่ยนเหมือนกัน คิดดูว่าหากต่างชาติเที่ยวแต่ในประเทศเขาแล้วจะเป็นอย่างไร ผู้ดำเนินรายการ : คือ เหมือนกับว่าเอาเข้าจริงทุนนิยมมันไม่มีสัญชาติ ค้าปลีกขนาดใหญ่ผู้ถือหุ้นเป็นคนไทยก็เยอะ แล้วจะทำยังไง แค่ชาตินิยมอาจไม่พอ
สุวรรณา : เรากระโดดข้ามขอบเขตของสัญชาติได้จริงหรือเปล่า ยุโรปยังต้องรวมเป็นอียู เอเชียรวมเป็นอาเซียน แปลว่าเมื่อเล่นระดับโลก มันจำเป็นต้องดูแลพื้นฐานเราให้แข็งแรงก่อน คนตกงานเยอะแยะ ตกงานกลับไปก็ไม่มีอะไรทำแล้ว ร้านชำก็อยู่ไม่ได้ ไม่มีนาไร่ เมื่อเศรษฐกิจตกจะเห็นว่าร้านเล็กๆจะผุดขึ้นมาเยอะ เราต้องช่วยเขาก่อน ให้เขามีเวลาตั้งตัวสักพัก ให้ประเทศมีเวลา สำหรับเราคิดว่า พอเลยผ่านวิกฤตไป เราอาจมีทางเลือกมากขึ้น ไม่ได้เป็นแบบนี้ตลอดไป
ผู้ดำเนินรายการ : ผมรู้จักผู้ประกอบการทำข้าวปลอดสาร ซึ่งต้นทุนมันสูงคนในไทยเลยไม่ซื้อก็ต้องส่งออก เราเลยอดกินของดีในไทย ที่คุณสุวรรณาว่าคือสนับสนุนรายย่อยก่อนสักระยะหนึ่งพอให้ผู้ประกอบการตั้งตัวได้ ให้คนกลับมาทำงานได้ค่อยว่ากัน ส่วนที่พี่ประวิตรว่าหากเราไม่เอาเงินเป็นตัวตั้ง จะเอาอะไรเป็นตัวตั้ง แปลว่าในฐานะผู้บริโภค แรงงาน ผู้ผลิต นักธุรกิจ ต้องเปลี่ยนวิธีคิดใหม่หมดเลย แล้วมีข้อเสนออะไรอีกบ้างครับ
ประวิตร : จริงๆเมื่อก่อนการทำธุรกิจก็ไม่ได้ใช้เงินเป็นตัวตั้งนะ แต่มันก็เริ่มเปลี่ยน ตอนนี้ที่เรามองซึ่งมีการมองมานานแล้ว แต่ถูกละเลยไปในช่วงจังหวะหนึ่ง ที่ว่า เราทำอะไรก็น่าจะเอาสิ่งนั้นเป็นตัวตั้ง เช่น ทำกาแฟ ก็ทำกาแฟให้อร่อยที่สุด คนกินมีความสุขที่สุด เงินมาไม่มาก็อีกเรื่อง แต่ทำให้ดีที่สุดก่อน หลายองค์กรก็เริ่มมองแบบนี้ อีกประเด็นคือ ที่ผ่านมาเราถูกฝึกให้เป็นผู้ขอไม่ใช่ผู้ให้ ซึ่งหากเราเป็นผู้ให้ หลายอย่างจะตามมา เชื่อว่ายิ่งให้ยิ่งได้รับ แต่หากขอ เหมือนจะได้แต่สุดท้ายคุณจะไม่ได้อะไรเลย ในการทำงานมันเอาแนวคิดนี้ไปประยุกต์ใช้ได้หมด นี่เป็นสิ่งสำคัญที่ต่อยอดไปถึงปรัชญา การพึ่งตัวเอง กระบวนการข้างหน้าไม่ต้องเรียกร้องทุกอย่างจะเดินไปเอง หากผลิตของดี มีใจเป็นผู้ให้มันจะออกมาดีเอง
ผู้ดำเนินรายการ : มันไม่เกี่ยวกับทุนหรือไม่ทุนแล้ว มันเกี่ยวกับฐานะการเป็นมนุษย์ ซึ่งถือเป็นเศรษฐกิจอีกแบบ
เพ็ญนภา : คิดว่าการจะซื้อหรือไม่ซื้อขึ้นกับปัจจัยมากมาย คน สินค้า เวลานั้นๆ ไม่ได้เป็นคำตอบสำเร็จรูป แต่บางทีก็รู้สึกว่าเราตกอยู่ในไดเล็มม่าของความคิดรึเปล่า ประมาณว่าถ้าเราไม่ซื้อของถูกจากจีน คนงานในจีนจะเป็นอย่างไร ระบบโลกมันน่าเกลียดมากนะที่ทำให้คนระดับล่างต้องแบกรับทุกอย่าง
ประวิตร : เพิ่มเติมหน่อยเรื่องการบริโภคในประเทศ การเลือกซื้อของที่มาจากชุมชน จริงๆแล้ว ส่วนตัวผมไม่รังเกียจว่าของมาจากไหน แต่อยากให้มองเป็นองค์รวม เพราะการซื้อของจากชุมชน ท้องถิ่นไม่ใช่แค่เรื่องเงิน แพง ถูก แต่เป็นการลดค่าใช้จ่าย เช่น ค่าขนส่ง การใช้พลังงาน ซึ่งเป็นรายจ่ายที่ไม่มีใครได้อะไรเลย เป็นรายจ่ายที่ไม่จำเป็น
ผู้ดำเนินรายการ : ก็ขอสรุปโดยกลับไปที่การรณรงค์แล้วกันว่า อยากให้เป็นเจ็ดวันของการไม่ซื้อ เป็นเจ็ดวันที่จะได้ทบทวนเรื่องที่หลงลืมไป บางคนก็ไม่รู้จะเริ่มคิดเรื่องนี้ที่ตรงไหน ให้เป็นเจ็ดวันในการหาเหตุผลในการบริโภค เพื่อจะใส่ใจสังคม สิ่งแวดล้อม และตัวเราเองมากขึ้นครับ ขอบคุณวิทยากรทุกท่าน
|

| กินเปลี่ยนโลก | สถาบันต้นกล้า | เยาวชนสืบสาน | ฟิ้วส์ | มะขามป้อม | เสมสิกขาลัย | iLaw | อาศรมวงค์สนิท |