| เรื่องเล่าของคนไม่ดูทีวี (2) |
|
| บทความ | |||
|
วัชรินทร์ สังขาระ
เห็นว่าปีนี้ปิดทีวีล่วงหน้าและปิดต่อหลังจากนั้นอีก ?ก็เริ่มก่อนประมาณเดือนหนึ่ง ประมาณต้นมีนาคม (สัปดาห์ปิดทีวี 20-26 เมษายน 2552) แล้วได้ทำอะไรไปบ้าง หรือได้ค้นพบอะไรใหม่ๆมั้ย ?ถ้าพอถึงช่วงสัปดาห์ปิดทีวี 7 วันจริงๆก็ทำงานไม่มีเวลาดูอยู่แล้ว แต่ถ้านับตั้งแต่ต้นมีนาคมที่ลองไม่ดูจริงจังมาเรื่อยๆ ก็ได้แต่งห้องมุมห้องใหม่? ได้อ่านหนังสือที่อยากอ่านมากขึ้น เรารู้สึกว่าจิตมันนิ่งขึ้นนะ อาจเพราะอ่านนิยายจีนด้วย มันสดชื่น เหมือนตอนเราไปเข้าคอร์สอบรมดีๆ รู้ตัวบ่อยขึ้น รวมๆอาจเรียกได้ว่ามันรีเฟลชตัวเองได้เร็ว อาจเกี่ยวกับการไม่นั่งแช่ทีวีเหมือนกัน ถ้าดูเราก็ไหลไปเรื่อยเหมือนกัน แต่ปกติก็ถือว่าเป็นคนที่ไม่ดูทีวีอยู่แล้ว ?ตอนแรกก็คิดแบบนั้นแหละ เราไม่ค่อยอยู่บ้านไม่ดูทีวีอยู่แล้ว แล้วอยู่กับคอมฯมากกว่า คนส่วนมากเวลาเราไปรับสมัครให้ปิด 7 วัน ก็จะบอกว่าไม่ดูอยู่แล้ว แต่ไม่รู้ว่าไม่ดูอยู่แล้วนี่ขนาดไหน ไม่ดูกับไม่ติดต่างกัน ดูแต่ไม่รู้สึกว่าติดก็ได้ แต่พอได้ฟังรายละเอียดจริงๆอย่างที่ได้ไปคุยกับพี่โก๋(จิตร์ ตัณฑเสถียร อ่านสัมภาษณ์ได้ใน >> http://wechange.seubsan.net/Joomla/index.php/we-article/turnoff-tv/184-subsewana.html ) ไม่ดูมาแล้ว 2 ปี เราก็อ๋อ.... นี่เท่ากับเราเป็นคนดูนะเนี่ย สำหรับเรา 7 วันมันง่าย แต่พี่โก๋มาเป็นแรงบันดาลใจให้เราปิดตลอด หลักๆก็ตรงที่พี่เขาบอกว่าไม่ดู 2 ปีเหรอ ?ใช่ ที่บอกว่าไม่ดู 100 % 2 ปี ?แล้วก็พี่เขาพูดเรื่องเวลาที่งอกขึ้นมาด้วย งอกขึ้นมาเหรอ ? (เน้นเสียง) คือเราไม่เคยคิดจริงๆกับมัน ?จะรับผิดชอบเวลาตรงนี้ยังไง พี่เขาปิดทีวี 2 ปี แปลหนังสือได้ 1 เล่ม ใช่เลย เราอยากทำแบบนี้ ตอนที่เราจะดูทีวีคือตอนกลับบ้านกับไปสัมมนา จะได้ห้องพักคู่กับคนอื่นแล้วคนอื่นเปิด เราจะไม่ค่อยเปิดเองแต่เป็นประเภทที่หากใครเปิดเราจะดูด้วยยาวเลย เขาลุกไปแล้วยังนั่งดูต่ออีก แต่ช่วงนั้นก่อนจะได้ไปคุยกับพี่โก๋ เราได้ไปสัมมนาอีก คราวนี้ได้ห้องพักคนเดียว มีทีวีด้วย แล้วเราก็หยิบรีโมทนะ จะเปิดก็ได้ แต่ก็ไม่เปิด ไม่ได้ทรมานอะไรมากเพราะบรรยากาศรอบๆก็ดี แล้วเราเป็นคนที่พกโปสการ์ดกับแสตมป์ตลอด เปลี่ยนเป็นหยิบโปสการ์ดมาเขียนแทน รู้สึกดีใจเพราะโปสการ์ดแผ่นเดียวแต่คิดได้หลายอย่าง ก็อาจจะถึงชั่วโมงหนึ่งนะ แล้วมีจุดไหนอีกบ้างที่ถือว่าเป็นตัวจุดประกาย ?ตัดสินใจไม่เปิดทีวีตอนไปสัมมนาที่ว่าก็สำคัญ เพราะเราชอบรู้สึกว่าเราดูทีวีเพราะคนอื่น ให้เปิดก็ไม่เปิดเอง มันเป็นอำนาจของเรา แล้วรู้เลยว่าเวลาผ่านไปช้ามาก เขียนโปสการ์ด ไดอารี่ เราได้อะไรได้อีกเยอะ ?อีกส่วนก็คือได้ฟังแอม (วรรณชนก สุนทร สมาชิกปิดทีวีที่ชักชวนครอบครัวเข้าร่วมโครงการด้วย) ในเสวนาวันแถลงข่าวปิดทีวี ตอนฟังพี่โก๋ทำให้เราตัดสินใจปิดเฉพาะตัวเรา ยังไม่คิดจะชวนที่บ้าน ปีก่อนๆก็ไม่กล้า เขาคงรู้สึกตลกๆ มาปีนี้เราได้กลับบ้านบ่อยด้วยเลยอยากลอง? ชวนครอบครัวร่วมปิดก็ไม่ง่ายนะ ค้นพบอะไรตรงนั้นบ้างเผื่อจะเป็นแนวทางให้ครอบครัวอื่นได้ ?ตอนพยายามไม่ดูทีวีที่รู้สึกกระวนกระวายก็ตอนกลับบ้านนี่แหละ? พอมาฟังพี่โก๋ก็ตัดสินใจจะปิดจริงๆ เรามักจะชะเง้อจากบันไดมาดูทีวีหน่อย หยุดตรงบันไดสองสามนาทีประมาณสามสี่วัน คือเรากลับบ้านเฉลี่ยเดือนละสามสี่วัน ช่วงสามสี่วันนั้นเวลาที่ใช้ไปในการดูทีวี ถ้าคิดเป็นชั่วโมงก็เกือบ 20 ชั่วโมงเลยนะ แล้วนั่งดูทั้งหมดนั้นก็ได้คำตอบว่าข่าวเช้ากับเย็นเป็นข่าวเดียวกัน หรือเช้าวันนี้กับเย็นเมื่อวานมันก็ข่าวเดียวกัน พ่อก็รู้นะ พ่อจะดูวันละรอบเดียว ?ดูเช้าไม่ดูเย็น ดูเย็นไม่ดูเช้า แต่บ้านเราจะสลับกันนั่งดู พ่อ แม่ พี่ชาย เราก็นั่งดูกับทุกคนเลย คำนวณแบบนี้รู้เลยว่า เราจะมีเวลางอกมา 20 ชั่วโมงต่อเดือน เกือบ 2 วันแน่ะ เราก็ถามพี่โก๋นะว่าถ้าที่บ้านดูจะทำยังไง พี่เขาก็บอกว่า ?พี่นั่งดูพี่สาวดูทีวี? เราก็.... นั่งดูพี่สาวดูทีวีเหรอ ? (เน้นเสียง) แล้วก็ชวนคุย เป็นตัวป่วนไป เราก็เออ...มันต้องแบบนี้นะ ตาเราต้องไม่ได้อยู่ที่ทีวี เราไม่ได้ใช้เวลากับพ่อแม่พี่น้องจริงๆหรอก หรือพอรวมญาติ เราก็ไปนั่งดูทีวีกับหลานๆ ก็ไม่ใช่การใช้เวลาร่วมกันอยู่ดี? เราก็ถามพ่อแบบนั้นเลย แต่สุดท้ายก็ไม่มีกิจกรรมอย่างอื่นเท่าไหร่หรอก แต่สัปดาห์นั้น(สัปดาห์ปิดทีวี)บังเอิญสายเคเบิลที่บ้านเสียพอดี ดูอะไรไม่ได้เลย ช่องธรรมดาก็ไม่ได้ แต่เขาคงนึกอยากล้อเล่นกันบางอย่างด้วยเลยไม่ยอมซ่อม ?สรุปที่บ้านก็ได้ปิดกันไป ไม่ได้เปิดทีวีเลยหกวัน แล้วทำอะไรกันล่ะ ?ก็...เขาก็จ้อง...กัน(หัวเราะ) พี่สาวก็ชวนคุยบ้าง แต่พอไม่มีคนชวนคุยก็เข้านอนเร็ว มันสูญเสียความสามารถในการคุยกันไปแล้ว? เหมือนกับว่าชวนคุยกันไม่เป็น ?หลักๆก็คงเป็นเรื่องเขานอนกันเร็วขึ้นมากกว่า เห็นว่าไปชวนปู่กับยายคุยประวัติชีวิต เกี่ยวมั้ยกับเรื่องทีวี ?เกี่ยวเลย ช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมา วันรวมญาติ เขาก็จะเปิดทีวีดูสถานการณ์การเมืองกัน ใจเราก็อยากดูนะ ดูแว๊บๆ เลยนั่งคุยกับปู่แทน สืบประวัติปู่ เรารู้ว่ามันเป็นการต่อสู้กับตัวเราเองเหมือนกัน จะไปนั่งหน้าจอก็ได้นะ ทีวีมันมีพลัง แต่พอเราตัดสินใจไม่ดูปุ๊ป มันก็ต้องคิดแล้วว่าจะคุยอะไร จริงๆเชื่อว่าคนเรามีความสามารถที่จะคุยนะ เรื่องที่เราได้รู้จากที่ปู่เล่า ลูกๆของปู่ยังไม่เคยรู้เลยด้วยซ้ำ ไปบ้านยายก็เหมือนกัน เวลาไปเฝ้ายาย ยายก็นอนอยู่หน้าทีวีเลย น้าที่บ้านนั้นจะเปิดทีวีตลอด ยากกว่าอีก การไปเยี่ยมยายเหมือนแค่เอาตัวเราไปอยู่กับยายแล้วตาก็อยู่กับจอ อาจคิดเป็น 20% ที่อยู่กับยาย คือแป๊ปๆเราก็เงยหน้ามองทีวีแล้ว อ่านหนังสือก็ไมได้ เขียนก็ไม่ออก อย่างเดียวที่จะเลี่ยงจุดสนใจไป คือ การคุย บวกกับเรียนเรื่องศึกษาชุมชนมาก็อยากรู้ประวัติยาย มีพี่น้องกี่คน พ่อแม่ยายเป็นใคร ถามหมดเลย ? ในฐานะคนร่วมทำโครงปิดทีวีมาตลอดสามปี อยากทำอะไรเพิ่มขึ้นอีกในปีต่อๆไป ?รู้สึกว่าในซอยบ้านเราถ้ามีกิจกรรมทดแทนเขาก็ไม่ดูกันได้แหละ อยากทำกับที่บ้าน คนในซอยบ้าน มันมีบรรยากาศที่เขาคุยกันตอนเช้าเย็นอยู่แล้วแต่ต้องมีกิจกรรมทดแทน แต่ให้เราคิดให้ เขาคิดเอง หรือชวนเขาคิด ก็ยังไม่แน่ใจว่าจะทำได้แค่ไหน? หลังๆเราก็เริ่มเจอคนที่เป็นครอบครัว พาลูกไม่ดูทีวีเยอะขึ้น พวกนี้เขาน่าจะได้สื่อสารกับสังคมมากขึ้นด้วย ???? ?
|

| กินเปลี่ยนโลก | สถาบันต้นกล้า | เยาวชนสืบสาน | ฟิ้วส์ | มะขามป้อม | เสมสิกขาลัย | iLaw | อาศรมวงค์สนิท |