Menu
Joomla Just for Sharing - Joomla Club Templates and Extensions
เรียน RC ต่อมั้ย? อีเมล
บทความ | บทความน่าสนใจ | Ted

orig_abstract_tree_of_life_saatchiสวัสดีครับทุกคน

ผมเขียนเพื่อที่จะชวนทุกคนมาร่วมเรียน RC ต่อ  เป็น "ongoing class."  รินรับปากว่าจะเป็นผู้ช่วย  แล้วก็ตั้งใจจะเริ่มเดือนมกราคม  เดี๋ยวรินจะติดต่อดูว่ามีใครสนใจบ้าง  กำลังคุยกันว่าวันแรกน่าจะเป็นวันอาทิตย์ที่ 16 หรืออาทิตย์ที่ 30  ยินดีต้อนรับทุกคนที่เคยเรียน อย่างน้อยสัก 4 ครั้งแล้ว  แล้วก็ยังสนใจฝึกทั้งเป็นผู้ปลดปล่อยและผู้ฟัง  นี่หมายถึงรุ่นเก่าด้วย  แต่ผมเตรียมรายชื่ออีเมลล์ของรุ่นเก่าไม่ทัน  เพราะฉะนั้นถ้ามีใครสามารถส่งต่อไปถึงคนที่เคยเรียนมาก่อน  ช่วยหน่อยนะครับ

ผมขอโทษที่ใช้เวลาเยอะกว่าจะติดต่อทุกคนและนัดกันใหม่  กลับมาจากสหรัฐอเมริกาตอนปล่ายเดือนตุลา แล้วก็มีอาการไอค่อนข้างแรงและรู้สึกเพลียเป็นสามอาทิตย์เลย พอเริ่มหายก็ติดต่อริน  แต่ว่าเป็นหวัดอีกแล้วก็อาการไอกลับมาด้วย  ตอนนี้เริ่มดีขึ้น  แล้วก็มีแรงเหมือนเดิม

ถึงแม้ว่าไม่ค่อยสบายตอนที่กลับมา  ผมมีประสบการณ์ที่ดีมากที่สหรัฐ  ได้เจอแม่ลูกชายพี่น้องและยาติหลายคน  นอกจากนั้นได้มีเซชชั่นบ้าง  แล้วก็ได้ไปร่วมการฝึกอบรมของ ผูสอนและผูนำ RC ในภาคกลางซีกเหนือของสหรัฐ (และบางจังหวัดของแคนาดา)  คนที่เป็นวิทยากรเป็นผู้อ้างอิ่งอันดับที่สองขององค์กร  ชื่อ Diane Shisk (ไดแอน ชิสก) เขานำได้ดีมาก  โดยเน้นการต่อสู้การเหยียดสีผิว  การปลดปล่อยอุปสรรคต่อการเดารพผู้หญิงอย่างเต็มที่  และหลักๆ การต่อสู้เพื่อตัวเราเอง

เรื่องการต่อสู้เพื่อตัวเราเอง  ผมขอเพิ่มเติมนิดหน่อย  วันก่อนผมฝึกอ่านภาษาไทย  แล้วก็โดยบังเอินอ่านย่อหน้านี้จากคุณศิริรัตน์ ณ พัทลุง (เข็มทิศหัวใจ หน้า 4)  เขาเขียนไว้ว่า

สิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่าการถูกคนอื่นดูหมิ่น  คือ  การที่ใจของเรา "เชื่อ" ในภาพที่คนอื่นสร้างขึ้น  แล้วยอมรับโดยดุษฎีว่าเราเป็นอย่างที่คนอื่น "บอก"  แถมยังเอามาเป็นเกณฑ์ตีกรอบตัวเองอีกว่าเราคือใคร  สามารถทำ "อะไร" ได้ "แค่ไหน" ..


ไม่แน่ใจว่าคุณศิริรัตน์เองขยายความหมายอย่างไร  (เพราะว่าฟอนต์มันเล็ก แล้วก็เปลี่ยนเป็นการอ่านบทความของพระไพศาลบนเว็บแทน) แต่คำพูดของเขาทำให้นึกถึงไอเดียที่ ทิม แจ๊กกินส์ และ ไดแอน ชิสก เน้นทุกวันนี้ว่า  มันสำคัญมากที่เราจะต้องต่อสู้เพื่อตัวเราเอง

แต่คงต้องเพิ่มเติมคำพูดของคุณศิริรัตน์ว่า

๑) การถูกคนอื่นดูหมิ่นเป็นแค่ตัวอย่างการถูกทำให้เจ็บ  ซึ่งมีหลายๆอย่าง (คิดว่าคุณศิริรัตน์ก็หมายถึงว่าอย่างนี้ด้วย)

๒) การที่เรา "เชื่อ" มันเป็นไปได้ไม่ง่าย  ตอนเป็นเด็กเราต่อสู้เต็มที่เท่าที่เราทำได้  แต่ในที่สุดมันไม่พอ  เราทุกคนยอมแพ้ระดับหนึ่ง

๓) หลังจากนั้น "เชื่อ" ง่าย  และถึงกับไม่รู้ตัวว่าเชื่อในสิ่งนั้นแล้ว  กล่าวคือสิ่งที่ไม่จริงและไม่ช่วยเราด้วยซ้ำ

๔) การปลดปล่อยทุกข์โดยวิธีธรรมชาติที่เรามีอยู่แล้ว ก็คือร้องให้สั่นเป็นต้น  เป็นเครื่องมือสำคัญในการรู้ตัวว่า "เชื่อ" ในสิ่งเหล่านั้นและในการไม่ยอมเชื่อด้วย  ทำนานๆทีหรือทำบ่อยก็ตามมันก็สำคัญอยู่

๕) ถ้าจะต่อสู้เพื่อตัวเราเองให้สำเร็จ ต้องสร้างความสัมพันธ์แบบไว้วางใจอย่างลึกซึ้งกับคนอื่น  ซึ่งในแง่หนึ่งง่าย  แต่อีกแง่หนึ่ง  การที่เรามีแบบแผน  การที่เราถูกทำให้เจ็บ  การที่เราเชื่อหลายๆอย่าง  ซึ่งอาจจะไม่จริงก็ได้  ทั้งหมดนี้ทำให้มันต้องใช้เวลา  ต้องหาทางแสดงความเคารพที่คนอื่นเชื่อได้  แล้วก็ช่วยกันหาทางปลดปล่อยอย่างเต็ทที่  ซึ่งกว่าจะได้ปลดปล่อยอย่างเต็ทที่คนเราไม่เหมือนกัน  แต่ละคนมีเส้นทางของเขาเอง

๖) ก็กลายเป็นกระบวนการณ์เรียนรู้และฝึกฝนด้วยกัน

นี่แหละคือจุดมุ่งหมายที่ผมอยากจะทำ counseling ด้วยกัน  และเป็นสาเหตุที่ผมอยากจะจัดคอร์สนี้
ใครที่สนใจคุยหรือว่าเพิ่มเติมก็ตอบอีเมลล์นี้ได้  และถ้าสนใจเรียนต่อช่วยบอกรินด้วยนะครับ

With good wishes from,

Ted


blog comments powered by Disqus
43.gif

Comments

logo footer   We can change the world everyday.- \\(^3^)//
เรามี 14 บุคคลทั่วไป ออนไลน์
กินเปลี่ยนโลก | สถาบันต้นกล้า | เยาวชนสืบสาน | ฟิ้วส์ | มะขามป้อม | เสมสิกขาลัย | iLaw | อาศรมวงค์สนิท
มาร่วมเป็นแฟน wechange555.com
ติดตามเรา
คลิ๊ปวีดีโอต่างๆ