|
ถึงตอนนี้คงไม่มีบ้านไหนไม่มีเจ้าเทคโนโลยี่สี่เหลี่ยมที่เรียกว่าทีวีอยู่ในบ้าน แถมยังล้ำสมัยพัฒนาเป็น จอแอลซีดี จอพลาสม่า พัฒนาขนาดจนกลายเป็นโรงภาพยนตร์ย่อมๆในบ้าน การเดินเข้าบ้าน พลันปลายนิ้วเอื้อมกดรีโมต แต่ความสนใจอาจเบนไป ยังนิตยสารเล่มใหม่ข้างโซฟา หรือการสนทนามือถือ กลายเป็นความเคยชิน แสนธรรมดา แล้วการปิดทีวีเพื่อไปเจอกับโลกกว้าง จะเป็นเพียงเรื่องเพ้อฝัน ที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ใดหรือเป็นเรื่องท้าทาย คนในยุค ?เทคโนโลยีล้น? อย่างในปัจจุบันกันแน่ เป็นบทความบรรยายบรรยากาศงานปิดทีวี เปิดชีวิต ปีที่ 2
รณรงค์ให้ปิดทีวี 1 สัปดาห์ จัดขึ้น เป็นปีที่สองแล้ว ระหว่างวันที่ 21 ? 27 เมษยน 51 เปิดตัวเข้าสู่สัปดาห์กันไปเมื่อ 20 เมษายน ที่ผ่านมา ณ สวนสันติชัยปราการ บางลำพู ด้วยการชูสโลแกน ?เราปิด โลกเปลี่ยน?
โหมโรงบรรยากาศ ด้วยละครแสดงสด จากกลุ่มมะขามป้อม สัมภาษณ์สมาชิกปิดทีวี สองปีซ้อน แล้วต่อด้วยเสวนาเ ราปิดโลกเปลี่ยน จากสามวิทยากร ชูวัส ฤกษ์ศิริสุข บรรณาธิการหนังสือพิมพ์ออนไลน์ ประชาไท ดร.ปาริชาติ สถาปิตานนท์ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ อัยย์-พรรณี วีรานุกูล พิธีกรรายการดนตรี กวี ศิลป์ ทางช่องไทยพีบีเอส ดำเนินรายการโดย ผู้ประกาศข่าวสาวแห่ง เนชั่นชาแนล วรรณศิริ ศิริวรรณ และ ร่วมแลกเปลี่ยนทรรศนะปิดท้าย โดย ท่านจันทร์ ภิกษุจากสันติอโศก นักจัดรายการธรรมะ ทางวิทยุและรายการทีวี แค่นี้ก็ดูจะน่าสนใจแล้ว กับการผสานคนแวดวงสื่อ ทั้งทีวีและอินเทอร์เน็ต มาแลกเปลี่ยนกัน ในพื้นที่ที่ชวนปิด(ทีวี)เพื่อการเปลี่ยน(ชีวิตและโลก)
-1-
ทำไมต้องปิดทีวี
?พอบอกว่าปิดทีวีพวกเราก็เหมือนจะตกงานกันนะ ทุกอย่างมันมีข้อดีข้อเสีย ทีวีก็เหมือนกัน ถ้าดูมันทุกอย่างที่ขวางหน้า ก็เป็นข้อเสีย เปลืองไฟ ถูกสะกดจิต จากโฆษณา เมื่อไม่นานมานี้ เราตื่นเช้ามาก็เปิดทีวี ไม่ได้ตั้งใจจะดู แต่รู้ตัวอีกทีสองทุ่มแล้ว เปิดตั้งแต่แปดโมงเช้า ไม่ลุกออกไปจากที่นอนเลย แล้วมันจะเบลอๆคุยกับใครก็ไม่รู้เรื่อง เหมือนโลกนี้หายไปเลย? พรรณี วีรานุกูลหรืออัยย์ นักร้องสาวเสียงเสน่ห์ผู้เปลี่ยนบทบาทมาเป็นผู้ดำเนินรายการทีวี เริ่มแลกเปลี่ยน จากประสบการณ์ตนเอง และมุมมองจากการที่คลุกคลีอยู่ในแวดวงสื่อมานาน
ในส่วนของบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ออนไลน์ ที่ขับเคลื่อนด้วยเครือข่ายในโลกไซเบอร์ ที่ก็ถือเป็นอีกสื่อซึ่งคาดว่าจะมาแทนที่ทีวีได้ในที่สุด ได้แลกเปลี่ยนจากคำถาม ของผู้ดำเนินรายการที่ว่า หากปิดทีวีแล้วไป เล่นอินเทอร์เน็ตแทน ก็ไม่ได้ก่อให้เกิดการ ?เปลี่ยนแปลง? ใดๆเช่นกัน ไม่ใช่หรือ ? ชูวัส แลกเปลี่ยน ด้วยมุมมองที่น่าสนใจว่า จริงๆแล้วเราไม่ควรจะ ?หมกมุ่น? กับสิ่งใดเลยต่างหาก
?ผมว่างานวันนี้ มันเป็นสัญลักษณ์ว่า คุณไม่ควรหมกมุ่นกับอะไร ไม่ว่าจะอยู่กับทีวี เรียนอย่างเดียว หรือเล่นอินเทอร์เน็ตทั้งวัน มันก็ทำให้ สมองฝ่อได้ทั้งนั้น มันเป็นการแย่งชีวิตส่วนหนึ่งไป แล้วหากจะมองในแง่ลบหนักๆหน่อย กรณีทีวีมันยังสร้างคุณค่าที่หนีไม่พ้นจากเรื่องการซื้อการขาย อย่างความสวยความงาม มันก็กลายเป็น อุตสาหกรรมพื้นฐาน ของสังคมไทยไป อีกประการคือ มันบีบให้คุณต้องมีคุณค่า ชีวิตแบบใหม่ ต้องดัง ต้องเป็นซัมบอร์ดี้ที่โลกรู้จัก แล้วการเอาแต่ดูมันไม่ได้ทำให้คุณได้สัมผัสความเป็นมนุษย์เลย อย่างข่าวกรณี 54 แรงงานพม่าที่ตาย มีช่องไหนที่พูดถึงความเป็นมนุษย์ของเขา ส่วนใหญ่ก็ตามไปจับคนขับรถ แต่ไม่ได้มองเลยว่าการที่พวกเขาตายเพราะคุณแบ่งแยกเชื้อชาติ เขาเลยต้องหนีเข้าเมือง?
ทางด้านปาริชาติในฐานะอาจารย์ด้านสื่อสารมวลชน ก็มองคล้ายกันในแง่ว่า ตอนนี้ภาคธุรกิจเข้ามาครอบงำเนื้อหาในทีวีเกือบหมด ไลฟ์สไตล์ที่ทีวีมุ่งนำเสนอก็มากำหนดมาตรฐานในสังคมหลายด้าน
?เราเคยตัดสินใจปิดเองบ้างมั้ย พอเราเจอรายการดีๆแทนที่จะไปทำอย่างอื่นมันก็ชั่งใจเหมือนกัน ความน่ากลัวมันอยู่ตรงการเสพติดโดยไม่รู้ตัว แล้วกลุ่มธุรกิจก็ใช้ช่องทางนี้สร้างพฤติกรรม สร้างรูปแบบชีวิตบางอย่างขึ้นมา แล้วยังเป็นการกำหนดว่าอะไรคือสำคัญ อะไรไม่สำคัญ คนสำคัญต้องเป็นอย่างไร คนที่อินเทรนด์ต้องเป็นอย่างไร ทำตัวแบบไหน? แต่อีกด้านก็เห็นคล้ายนักร้องสาวที่ผันตัวมาเป็นคนทีวีเต็มตัวอย่างอัยย์ในแง่ที่ว่า ทีวีมีทั้งข้อดีข้อเสีย อย่างการเกิดขึ้นของทีวีสาธารณะ รายการดีๆ การเป็นพื้นที่เสรีภาพที่จะเลือกว่าจะดูหรือไม่ดูอะไรได้ ขณะที่ชูวัสกลับสะท้อนในรายละเอียดลงไปอีกว่า เอาเข้าจริงแล้วสิ่งที่ดูเหมือนจะให้คนดูมีส่วนร่วมอย่างการส่งเอสเอ็มเอสก็เป็นเรื่องที่ไปไม่พ้นการควบคุมจากผู้ส่งสาร
?มันเป็นส่วนเล็กน้อยมากโดยยังไม่ต้องพูดถึงว่าเขาเลือกสรรหรือเปล่าที่จะเอาขึ้น มีการเซ็นเซอร์อยู่แล้วจากผู้ผลิต แต่อย่างอินเทอร์เน็ตหรือการที่คุณมาเดินเข้าซุ้มต่างๆในงานแบบนี้ มันทำให้คุณได้ปฏิสัมพันธ์กับมนุษย์ แล้วเราเป็นผู้กระทำเอง อย่างน้อยอินเทอร์เน็ตยังเป็นพื้นที่แสดงความเห็นแต่ทีวีไม่ใช่? มีเหตุผลมากกมาย สำหรับการปิดทีวีบ้าง ในช่วงเวลาหนึ่งของแต่ละคน อาจเป็นเรื่องพลังงาน ปัญหาสภาวะอากาศ ปฏิเสธการถูกครอบงำจากโฆษณาที่กระตุ้นการบริโภค ฯลฯ เครือข่ายรณรงค์ปิดทีวี ไม่ได้ต้องการสื่อสาร ให้ทีวีออกมาเป็นผู้ร้าย แต่คือการค้นพบกิจกรรม ที่หลากหลายในชีวิต การตระหนักใน อำนาจของตัวเอง ปฏิเสธการครอบงำ จากวิถีประจำวันที่เราแต่ละคน (ถูกทำให้) เป็นได้เพียงผู้บริโภค ที่เฉื่อยชา เจ็ดวันเป็นช่วงเวลาที่มากพอจะทำให้เห็นการเปลี่ยนแปลง แม้กลับมาดูทีวีใหม่ก็จะเป็นไปได้อย่างมีสติมากกว่าเดิม
แต่การปิดทีวีก็ไม่ใช่เรื่องง่าย แล้วก็ต้องทำอะไรมากกว่าแค่การปิด เฉยๆ... ?เราหนีพ้นจากทีวียากเพราะต้นทุนมันถูก เด็กไม่ได้อยากดูทีวีแต่พ่อแม่ไม่ยอมให้ไปไหน มันปลอดภัยจัดการง่าย อยู่ในสายตา แต่มันทำให้เด็กสมองโตหรือเปล่าก็อีกเรื่อง มันเป็นไลฟ์สไตล์แบบคนเมือง? ชูวัสให้ความเห็นถึงสิ่งที่การณรงค์นี้ต้องขบคิดมากขึ้น เช่นเดียวกับปาริชาติที่เห็นว่าการชักชวนให้ปิดทีวีต้องสร้างระบบที่เอื้อให้คนอยากปิดทีวีด้วย 
?พอไม่มีทางเลือก พ่อแม่คงอยากให้ลูกอยู่หน้าจอดีกว่า ปลอดภัยกว่า หากเราจะปิดทีวี เราต้องเปิดระบบให้คนมีทางเลือก ทำอย่างไรให้เขาเกิดการเรียนรู้สิ่งอื่นๆด้วย ไม่ใช่ปิดทีวีแล้วไปเดินศูนย์การค้าแทน อย่างมีอยู่ครั้งหนึ่งเคยขึ้นไปอยู่บนเรือที่ไม่มีอุปกรณ์รับสารสื่อสารอะไรเลย แต่เขาก็จะมีอะไรให้เราตื่นเต้นอยู่เรื่อยๆ ต้องปิดทีวีแล้วเปิดระบบด้วย? ชูวัสยังได้เพิ่มเติมจากประเด็นนี้ไปสู่การสร้างพื้นที่กิจกรรมที่หลากหลายมากขึ้น เพื่อให้คนทั่วไปและเยาวชน ?มีที่ไป?
?ทุกวันนี้มันอยู่ที่ผู้ใหญ่มักง่าย เป็นเด็กคนหนึ่งต้องอยู่ภายใต้ความกดดันหลายอย่าง ถูกจับผิดไปหมด ถ้ามานั่งเรียกร้องให้ปิดทีวีอย่างเดียวมันคงตลก แล้วจะให้ไปไหน แต่โครงการนี้นำเสนอว่า เมื่อคุณปิดทีวีแล้วมันมีหลายโลกที่คุณจะไปเจอได้ คุณต้องเลิกเอาระบบราชการเป็นตัวตั้ง แบบห้าโมงเย็นเลิกงาน แล้วให้เด็กไปไหน ต้องมีห้องสมุด มีมิวเซียมที่เปิดหลังหกโมงเย็น ไม่ใช่พอไม่มีเงินจ้างก็จบ? ปาริชาติยังเสนออีกว่า การปิดแบบจงใจ ปิดแบบที่พร้อมใจกันปิด จะเป็นการแสดงสัญลักษณ์ที่สำคัญ
?ปิดคนเดียว มันคือความโกลาหล มากกว่า แต่หากทุกคนแสดงสัญลักษณ์ ปิดพร้อมกัน อย่างปิดไฟ คนละดวงในกทม. มันคือการประกาศ ให้สังคมรู้ด้วย หรือปิดเพราะต่อต้านรายการนั้นๆ ซึ่งมันสะเทือนได้ อย่างกลุ่มสปอนเซอร์ กลุ่มผู้ผลิต เขาจะต้องปรับตัว ไม่ใช่ปิดแล้วเงียบ จะส่งเอสเอ็มเอส หรือใช้อินเทอร์เน็ตประกาศตัวด้วยก็ได้? ทางด้านอัยย์ก็มองว่าการรวมตัวกัน เมื่อเห็นสิ่งไม่ถูกต้อง หรือไม่พอใจ เป็นสิ่งที่ควรทำ ไม่ใช่การมาพร่ำบ่นกันไปวันๆเท่านั้น
?
-2-
เราปิด โลกเปลี่ยน ไม่ว่าจะเป็นโลกภายในตัวตนของเราเองหรือโลกภายนอก เราจะมองเห็นได้อย่างละเอียดก็ด้วยการนิ่งเงียบสักพัก มีเวลาให้ได้อยู่กับตัวเอง ได้ทบทวนเรื่องราวต่างๆ แล้วความสงบนิ่งจากภายในจะนำไปสู่การเปิดรับสิ่งภายนอกในที่สุด หลายสิ่งที่เคยดูธรรมดาๆ แต่เมื่อได้อยู่กับตัวเองมากพอ อาจดูงดงามและมองเห็นรายละเอียดได้กว่าที่เคยก็เป็นได้ ?แต่ก่อนจะเป็นคนรีบรดน้ำต้นไม้ จะรีบไปดูทีวี แต่พอลองตั้งใจรดนานๆ ก็เห็นว่าต้นนี้เพลี๊ยกินแล้ว เราเลยว่าเป็นเรื่องการจัดการเวลาต่างหาก จะเปิดหรือปิดไม่ใช่ปัญหา มันอยู่ที่ระบบความคิด แล้วจะมีกิจกรรมใดมารองรับได้บ้าง? ?มีอยู่ช่วงหนึ่งที่เราได้ไปปฏิบัติธรรม ไม่พูดคุยกับใคร อยู่กับตัวเอง สองวันแรกแทบบ้าเลย แต่ก็พบว่าการอยู่กับตัวเองทำให้ความคิดเราเปลี่ยนไปเยอะ ความคิดบางอย่างมันคิดขึ้นได้อย่างน่าอัศจรรย์ การอยู่นิ่งทำให้เกิดสติ เกิดปัญญา บางเรื่องเป็นเรื่องง่ายๆ เวลาเราดูทีวีจิตเราวอกแวกตลอดเวลา ไม่เคยนิ่งกับตัวเอง มันเคลื่อนไหวตลอดเวลา คิดว่าเมื่อเราหลุดออกมาจากเจ็ดวันได้ เราก็จะไม่ดูแบบสะเปะสะปะแล้ว ? อัยย์ได้แบ่งปันถึงประสบการณ์การได้ค้นพบตัวเองบางด้าน ได้มองเห็นบางมุมอันละเอียดอ่อนในช่วงที่ปราศจากการสื่อสารกับภายนอก ทางด้านชูวัส ในประเด็นที่ว่าโลกจะเปลี่ยนไปอย่างไรเมื่อปิดทีวี สำหรับเขามองว่ามันเป็นจุดเริ่มของความคิดที่สดใหม่ ?ผมยังคิดว่าทีวีของผมไม่ใช่แค่จอสี่เหลี่ยม แต่คือทุกอย่างที่ครอบงำเรา อะไรที่มีอิทธิพลกับเรา ก็สมควรปิดหรือเลือกที่จะดู การศึกษาก็ด้วย เรียนมากไปมันก็กินวิญญาณเรา เราต้องตั้งคำถามกับมัน หากคุณอยากเปลี่ยนโลก คุณต้องมีคำถามใหม่ๆ เกิดความคิดใหม่ๆ แรงบันดาลใจใหม่ ๆ เรียนก็กล้าตั้งคำถามกับอาจารย์ ด้านหนึ่งทีวีมันก็เหมือนการศึกษาในห้องเรียน?
วันที่คุณปิดทีวี เดินออกจากเน็ต ไม่เรียนอย่างเดียว ไปทำกิจกรรม เวิร์คชอป เจอผู้คน คุณสัมผัสเพื่อน มันคือเป็นความเป็นมนุษย์ สัมผัสความเลว ความดี โลกมันจะสันติได้ถ้าคุณทำแบบนั้น ชูวัสกล่าวทิ้งท้าย
ทางด้าน ท่านจันทร์ หรือ สมณะเพาะพุทธ จันทเสฏโฐ ภิกษุจากชุมชนสันติอโศกซึ่งจัดรายการธรรมะทางทีวีสามรายการ แต่ได้เข้าร่วมปิดทีวี 7 วันด้วย ได้ร่วมนำเสนอแลกเปลี่ยนต่อเนื่องจากวงเสวนาว่า ?เมื่อคืนก่อนอาตมาได้ไปอยู่ในที่ที่ไม่มีไฟฟ้า ไม่มีทีวี รู้สึกมีความสุขมาก ลึกๆชีวิตคนเราคงใฝ่หาสีดำของราตรี สีเขียวของแมกไม้ มนุษย์เราโดยธรรมชาติ ต้องการนั่งเหยียดขาบนหญ้าตอนเย็น อยู่อย่างง่ายๆ วาดภาพ วิ่งเล่น ทำกิจกรรมต่างๆ แค่นั้นเอง เป็นชีวิตแบบถูกๆง่ายๆ เชื่อว่าถ้าเรามีทางเลือกที่ดีกว่า มนุษย์จะไม่จมปลักกับบางอย่าง ถ้าเราจะปิดทีวี แนะนำว่าให้เราพึงเรียนรู้ความสุขที่ได้ อาจจะได้พบชีวิตที่อ่อนโยน ลองสบตากับราตรีบ้าง แรกๆจะอึดอัด แทบบ้า มันเป็นอาการของปลาที่ถูกจับโยนขึ้นบก แต่สักพักจะพบความสุขใหม่ทดแทน แล้วอาตมาเห็นด้วยที่ว่า เราต้องประกาศตัวด้วยว่าทำอะไร เพื่ออะไร?
?
-3-
ขอปิดด้วยคน แอม หรือ วรรณชนก สุนทร นักศึกษาปริญญาโท ที่เข้าร่วมปิดทีวีมาตั้งแต่ปีแรก เล่าว่าปีที่แล้ว ได้ใช้ช่วงเวลา ปิดทีวีทำกิจกรรม กับครอบครัวและกิจกรรมหลากหลายอื่นๆ

?เราปิดทีวีแล้วคนที่บ้านถาม มันยากนะ การปิดขณะที่บ้านเรา ต้องการดู เราก็หยิบกีตาร์ขึ้นมาเล่น เขาก็หันมาสนใจ ร้องเพลงกับเรา ชวนเขาออกไปเที่ยวกัน ออกไปกินข้าว เราเองก็ได้มีโอกาสไป จัดรายการวิทยุด้วย แล้วก็อ่านหนังสือ ในเวลาเจ็ดวันเราจะจัดตารางไว้เลย ว่าจะทำอะไรบ้าง จากแต่เดิมพอเข้าบ้านก็เปิดทีวีไว้ก่อน ให้ไม่เหงา แต่พอเราปิด มันเงียบมาก เราก็มีสมาธิมากขึ้น เป็นการท้าทายตัวเองมาก? แอมบอกว่าปีนี้น่าสนใจมากขึ้น ตรงที่ทางเครือข่ายรณรงค์ ได้จัดให้มีเวิร์คชอปเป็นทางเลือก ให้คนไม่ดูทีวีตลอดเจ็ดวันในช่วงเย็น ซึ่งแอมสนใจเข้าร่วมการสอนพับกระดาษ(ออริกามิ) ?การได้อยู่กับครอบครัว หากิจกรรมที่ทำร่วมกัน นั่งคุยกัน ก็มีความสุขแล้ว อยากให้ลองวางแผนกิจกรรมเจ็ดวันกันดู แล้วเล่าเรื่องราวต่อๆไปเพื่อให้คนอื่นรู้ว่า ทำไมเราถึงต้องปิดทีวีกันบ้าง? แอน หรือ ภาวิณี ชุ่มศรี สาวนักกฎหมายรุ่นใหม่ก็เป็นอีกคนที่เข้าร่วมปิดทีวีทั้งสองปี แอนบอกว่าปีที่แล้วที่เข้าร่วมเป็นช่วงได้งานทำใหม่ แล้วก็เจอเพื่อนเยอะ ได้ไปจัดรายการวิทยุ(รายการเดียวกับแอม) เลยทำให้ลืมทีวีไปได้ แต่พอกลับมาอยู่ห้องนี่สิ... ? ตอนแรกอยู่แทบไม่ได้เลย ทำนั่นทำนี่ เจ็ดวันพยายามไม่มองทีวีเลย กลัวห้ามใจไม่ไหว มันยากนะ แต่เราตั้งใจแล้ว อยากเห็นผลด้วย แต่มันก็ผ่านไปเร็ว แล้วก็ไม่ได้เป็นเรื่องจำเป็นแล้ว เรามีเวลามากขึ้น อยากทำอะไรก็มีเวลาไปทำได้จริงๆ? แอนบอกว่าหลังจากเจ็ดวันนั้นก็ดูทีวีน้อยลง จนตอนนี้ไม่มีทีวีไว้ในห้องแล้ว โดยติดตามข่าวสารจากช่องทางอื่นแทน ?ส่วนปีนี้ก็ตื่นเต้นนะ เห็นมีเวิร์คชอปไว้ให้ด้วย รู้สึกดีมาก ที่เตรียมไว้ให้คนปิดทีวีแต่ไม่รู้จะทำอะไร ก็อยากชวนให้ลองปิดทีวีกันบ้าง ไม่แน่ว่าเจ็ดวันอาจก่อเกิดอะไรได้มากกว่าที่คิด?
สัปดาห์ปิดทีวีมีขึ้นระหว่างวันที่ 21 ? 27 เม.ย.โดยองค์กรร่วมจัดอย่าง กลุ่ม we change มูลนิธิเสฐียรโกเศศ กลุ่มละครมะขามป้อม ฯลฯ แต่หากใครไม่สะดวกจะปิดในช่วงนี้ ก็ลองกำหนดสัปดาห์ปิดทีวี ของตัวคุณหรือครอบครัวดูกันเอง ก็ได้ แล้วลองค้นหากิจกรรมในครอบครัว หรืองานอาสาสมัคร ทางสังคม ที่เหมาะกับตัวเอง เพื่อมาทำทดแทนช่วงเวลาว่างนั้น
?
|