| เมล็ดพันธุ์พืชพิฆาต สิทธิหรือความชอบธรรมของบริษัทข้ามชาติ |
|
| บทความ | กินเปลี่ยนโลก : คืนสู่วิถีอันหลากหลาย | |||
|
นอกจากเกษตรกรจะต้องยอมจ่ายค่าเมล็ดพันธุ์ในราคาแพงแล้ว ยังต้องทำสัญญายอมรับเงื่อนไขว่า เมื่อนำเมล็ดที่ซื้อจากมอนซานโต้ไปปลูกจนออกดอกผลแล้ว จะไม่นำเมล็ดจากต้นที่ตัวเองปลูกขึ้นมาไปปลูกในฤดูกาลถัดไป ทั้งนี้ก็เพื่อให้เกษตรกรต้องกลับไปซื้อเมล็ดพันธุ์จากมอนซานโต้ทุกปี ทำให้มีรายได้อย่างสม่ำเสมอ อย่างไรก็ตาม เงื่อนไขนี้จะมีประโยชน์ต่อบริษัทก็ต่อเมื่อ เกษตรกรปฏิบัติตามสัญญาโดยเคร่งครัด ซึ่งเป็นเรื่องยากแม้แต่ในสหรัฐอเมริกา ส่วนในประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ ก็เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลย เมื่อควบคุมเกษตรกรโดยสัญญาไม่ได้ มอนซานโต้ก็คิดค้นการควบคุมด้วยเทคโนโลยีชีวภาพ........ ขณะนี้มอนซานโต้กำลังพัฒนายีนส์ชนิดใหม่ ที่จะทำให้เมล็ดพันธุ์ที่ขายให้กับเกษตรกรหมดความสามารถที่จะแพร่พันธุ์ต่อไปได้ใน มุม มองของมอนซานโต้ ยีนส์ชนิดใหม่ซึ่งได้รับฉายาว่า?ผู้พิฆาต?(Terminator)นี้ เป็นความชอบธรรมตามกฏหมายในการปกป้องสิทธิบัตรทางปัญญาของตน แต่คนอื่นๆไม่เห็นดีเห็นงามไปด้วย 10 เดือนหลังจากที่เทคโนโลยี ในการทำให้เมล็ดพืชเป็นหมันได้รับการจดทะเบียนรับรองสิทธิบัตรเมล็ดพันธ์ผู้ พิฆาตนี้ ตกเป็นเป้าการโจมตีอย่างกว้างขวางผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ต และกระแสคัดค้านลุกลามไปอย่างรวดเร็วข้อกล่าวหาของผู้คัดค้านคือ ถ้าปล่อยให้มอนซานโต้นำเทคโนโลยีนี้มาใช้ เกษตรกรก็จะตกเป็นเบี้ยล่างต้องยอมจ่ายค่าเมล็ดพันธุ์ในอัตราที่มอนซานโต้ กำหนดเอาตามใจชอบ มิฉะนั้นจะไม่มีเมล็ดพันธุ์สำหรับเพาะปลูก ที่น่า กลัวไปกว่านั้นก็คือ ละอองเกสรของต้นพืชที่เติบโตจากเมล็ดพันธุ์พิฆาตนี้ จะถูกกระแสลมพัดลอยไปเหมือนสารพิษที่ฟุ้งกระจายไปทั่ว และจะไปผสมกับเกสรของต้นไม้ธรรมดาทั่วไป แพร่กระจายยีนส์พันธุ์พิฆาตไปให้กับพืชชนิดต่างๆ และในที่สุดพืชทุกชนิดทั่วโลกก็จะหมดความสามารถในการแพร่พันธุ์อีกต่อไป ไม่มีนักวิทยาศาสตร์คนไหนคิดว่า ความคิดอันน่ากลัวข้างต้นนี้จะเป็นจริงได้ อย่างไรก็ตามข้อกล่าวหานี้ทำให้มอนซานโต้อยู่ในสถานการณ์ที่ลำบาก อย่างน้อยก็ในเรื่องของภาพพจน์นักวิจารณ์ด้านเทคโนโลยีชีวภาพชื่อ เจเรมี เรฟกิ้น กล่าวว่า ?มองในแง่การตลาดแล้ว เทคโนโลยีนี้ถือว่ายอดเยี่ยม แต่ถ้ามองในเชิงสังคม มันก็คือการสร้างอำนาจควบคุมเหนือเมล็ดพันธุ์แห่งชีวิต?กลุ่มนักเคลื่อนไหวอย่าง มูลนิธิชนบทก้าวหน้านานาชาติหรือ อาร์เอเอฟไอ(R.A.F.I-Rural Advancement Foundation International) ซึ่งเป็นผู้ตั้งฉายาเมล็ดพืชพันธุ์พิฆาตนี้ ใช้เว็บไซต์ของตนเป็นเวทีสร้างกระแสคัดค้าน โดยเรียกร้องให้ประชาชนส่งจดหมายคัดค้านไปยังกระทรวงเกษตรของสหรัฐฯ ซึ่งได้รับการตอบสนองจากประชาชนอย่างน้อย 4,000คน จาก 62 ประเทศทั่วโลก แต่ว่า ผู้พัฒนาเทคโนโลยีที่สร้างเมล็ดพืชพันธุ์พิฆาตนี้ ขึ้นมาไม่ใช่มอนซานโต้ แต่กลับเป็นกระทรวงเกษตรของสหรัฐฯ ร่วมกับ บริษัทผลิตเมล็ดพันธุ์ในมิสซิสซิปปี้ชื่อ ?เดลต้า แอนด์ ไพน์ แลนด์? ซึ่งทั้งสองรายนี้เป็นเจ้าของสิทธิบัตรด้วย และมอนซานโต้ซื้อกิจการเดลต้า แอนด์ไพน์แลนด์ ด้วยเงินมากกว่า 1 พันล้านเหรียญสหรัฐฯในเวลาต่อมา
แต่ ในระยะแรก บริษัทผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ต้องผลิตเมล็ดให้มากพอสำหรับขาย ดังนั้นนักวิทยาศาสตร์จึงเติมอนุกรมดีเอ็นเอ ซึ่งมีคุณสมบัติยับยั้งการทำงานของยีนส์ที่ทำให้เมล็ดพืชเป็นหมันก่อน เมื่อเพาะเมล็ดได้ปริมาณตามที่ต้องการแล้วก็จะนำไปแช่ในของเหลวที่มีสารแอนตี้ไบโอติค เพื่อแก้ฤทธิ์อนุกรมดีเอ็นเอที่เติมเข้าไป ซึ่งจะทำให้ยีนส์ที่ทำลายความสามารถในการแพร่พันธุ์กลับมามีฤทธิ์ตามเดิม ขั้นตอนนี้นับว่า เป็นเทคโนโลยีวิศวพันธุกรรมที่มีความซับซ้อนมากที่สุดในปัจจุบันแต่เทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพ ก็อาจจะไม่ใช่เทคโนโลยีที่ได้รับความนิยมเสมอไป อย่างเช่นเมล็ดพืชพันธุ์พิฆาตนี้ ที่ได้รับการต่อต้านอย่างกว้างขวางโดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศที่กำลังพัฒนา ซึ่งเกษตรกรไม่มีเงินพอที่จะซื้อเมล็ดพันธุ์ที่ผลิตด้วยเทคโนโลยีชั้นสูงได้ ทุกปี จึงต้องเก็บเมล็ดพันธุ์จากการเก็บเกี่ยวไว้สำหรับเพาะปลูกในฤดูถัดไป
แฮรี่ คอลลินส์ รองประธานของเดลต้า แอนด์ ไพน์แลนด์กล่าว สำหรับปัญหาที่หวั่นเกรงกันว่า ละอองเกสรจากพืชที่ปลูกด้วยเมล็ดพันธุ์พิฆาตจะทำลายความสามารถในการแพร่ พันธุ์ของพืชชนิดอื่นๆนั้น วิศวกรพันธุศาสตร์ของมอนซานโต้แย้งว่ามีความเสี่ยงน้อยมากที่จะเกิดเหตุการณ์แบบนี้ ถึงแม้จะมีโอกาสที่ละอองเกสรจะฟุ้งกระจายไปทั่วด้วยแรงลม แต่ก็มีปัจจัยทางธรรมชาติที่จะทำให้การผสมเกสรกับพืชธรรมดาเกิดขึ้นได้ยาก
ในช่วงเวลาสั้นๆ ที่ละอองเกสรของพืชที่ปลูกด้วยเมล็ดพันธุ์พิฆาตลอยอยู่ในอากาศ จะมีพืชที่ขึ้นตามธรรมชาติจำนวนน้อยมาก ที่มีสภาพพร้อมที่จะผสมเกสรด้วย แต่ว่าเหตุผลเหล่านี้ ก็ไม่ทำให้กลุ่มผู้คัดค้านมอนซานโต้เปลี่ยนใจ แต่กลับสร้างกระแสผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ตมากขึ้น เพื่อสนับสนุนการรณรงค์ ?เผามอนซานโต้? ในอินเดีย ซึ่งกลุ่มผู้คัดค้านได้วางเพลิงเผาแปลงทดลองของมอนซานโต้ ขณะเดียวกันกลุ่มผู้คัดค้านก็ยื่นฟ้องกระทรวงเกษตรสหรัฐฯต่อศาล ในข้อหาฝ่าฝืนไม่ทำหน้าที่ช่วยเหลือเกษตรกรอเมริกัน มอนซานโต้อาจจะตอบโต้ด้วยข้ออ้างว่า ถ้าไม่อนุญาติให้ใช่เมล็ดพืชพันธุ์พิฆาต เพื่อเป็นหลักประกันรายได้จากการขาย บริษัทจะไม่มีแรงจูงใจในการพัฒนาคุณภาพเมล็ดพันธุ์ ซึ่งข้ออ้างนี้อาจจะรับฟังได้ในที่ประชุมทางธุรกิจ แต่อาจจะไม่ได้ผลถ้าใช้กับขณะลูกขุนเรื่องนี้คงยังไม่มีข้อยุติ แม้ว่าเทคโนโลยีพันธุกรรมจะก้าวหน้าไปเร็วมาก แต่การนำเมล็ดพืชพันธุ์พิฆาตออกมาสู่ตลาดอาจต้องใช้เวลาอีกนาน และการดำเนินคดีความที่เกี่ยวกับเทคโนโลยียังคงเป็นไปอย่างช้าๆ ซึ่งเป็นโอกาสที่มอนซานโต้จะทบทวนยุทธศาสตร์ทางการตลาดของตน มอนซานโต้อาจจะจำกัดชนิดของเมล็ดพันธุ์ที่จะพัฒนาให้ไร้คุณสมบัติในการกระจายพันธุ์ หรืออาจจะขายเมล็ดพันธุ์ที่ไม่มียีนส์ที่ทำลายความสามารถในการแพร่พันธุ์ให้ กับประเทศกำลังพัฒนา โอกาสที่เมล็ดพืชพันธุ์พิฆาตจะไม่ได้เกิดมีอยู่มาก แต่สิ่งที่กลุ่มผู้คัดค้านเป็นห่วงกันมาก คือ อะไรจะเกิดขึ้น ถ้าเมล็ดพืชพันธุ์นี้เป็นจริงขึ้นมา
|

| กินเปลี่ยนโลก | สถาบันต้นกล้า | เยาวชนสืบสาน | ฟิ้วส์ | มะขามป้อม | เสมสิกขาลัย | iLaw | อาศรมวงค์สนิท |