Menu
Joomla Just for Sharing - Joomla Club Templates and Extensions
เปิดโลกอักษร จากมุมมองนักอ่าน อีเมล
ข่าว | ข่าวกิจกรรม

วงเสวนา

เมื่อใดที่ใครสักคนเปิดหนังสืออ่าน นั่นคือเขาคนนั้นได้เปิดรับบางสิ่งบางอย่างให้เข้ามาหลอมรวมกับชีวิตแล้ว โลกของการอ่านราวมีมนตราเสมอ ทั้งยังแฝงกลิ่นอายโรแมนติกที่เย้ายวนให้เหล่าหนอนหนังสือมากต่อมาก ควักกระเป๋าเปิดร้านหนังสือ(เล็กๆ) หรือ ทำสำนักพิมพ์(เล็กๆ) แต่เพียงพริบตา สิ่งที่เจอกลับเป็นโลกธุรกิจ(จริง) ที่ทำลายความโรแมนติกล้มหายตายจากไปต่อหน้าต่อตา

วงเสวนา

?เปิดโลกอักษรจากมุมมองนักอ่าน?? และ ?อำนาจนักอ่าน หรือเป็นเพียงอุดมคติของนักฝัน ? ? สองวงเสวนาซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของงาน เทศกาลหนังสือของนักอ่าน เมื่อวันที่ 19-21 มิถุนายน ที่ผ่านมา โดยมูลนิธิเสฐียรโกเศศ ? นาคะประทีป และ กลุ่ม we change เป็นอีกครั้งหนึ่งที่ทำให้เราได้ขบคิดถึงการอ่านที่ทรงพลังต่อชีวิต และได้รับรู้ต่อความจริงอันย้อนแย้งระหว่างโลกธุรกิจกับ(การอ่าน)หนังสือ

เปิดโลกอักษร จากมุมมองนักอ่าน

วิทยากร 1. กฤช เหลือลมัย กองบรรณาธิการเมืองโบราณ กวีอิสระ?? เจ้าของหนังสือรวมบทกวีชื่อปลายทางของเขาทั้งหลาย 2. ไอดา อรุณวงศ์ บรรณาธิการวารสารอ่าน? 3.?? ทราย เจริญปุระ นักแสดง? นักอ่าน? คอลัมนิสต์มติชนสุดสัปดาห์?? ดำเนินรายการโดย? ศรัณย์ ทองปาน กองบรรณาธิการเมืองโบราณ
กฤช เหลือลมัย กวีผู้เติบโตมาจากดินแดนภาคกลาง เริ่มจากที่แม่สอนให้อ่านออกเขียนได้ก่อนเข้าเรียน หยิบจับหนังสือของพ่อที่มีอยู่ในบ้านซึ่งน่าพิสมัยมากกว่าตำราเรียนมาอ่าน เขามองว่าหนังสือเล่มแรกๆของชีวิตที่แต่ละคนเลือกอ่าน อย่างไรเสียก็จะส่งผลต่อการเลือกอ่านแนวทางนั้นถึงปัจจุบัน

ทราย เจริญปุระ และ ไอดา อรุณวงศ์ ผู้ซึ่งแปรผันจากการเป็นนักพัฒนาเอกชนสู่การเป็นบรรณาธิการวารสารวิจารณ์วรรณกรรม มีจุดเริ่มอ่านอย่างคล้ายคลึงกัน นั่นคือ ความเหงา ดาราสาวมาจากที่ทุกคนในครอบครัวอ่านหนังสือกันหมดเพราะเป็นส่วนหนึ่งของงานด้านภาพยนตร์ที่ทำ แต่นั่นก็ทำให้เธอได้อยู่กับโลกของตัวเองมากที่สุด?? ขณะที่บรรณาธิการสาวหยิบหนังสือในบ้านมาอ่านซ้ำแล้วซ้ำอีก จากการที่รอบตัวมีเพื่อนน้อย จากยุคที่ยังไม่มีกิจกรรมให้ทำมากนัก หนังสือก็มีน้อยกว่าตอนนี้? ไอดาเริ่มอ่านจากวรรณกรรมเยาวชนที่แปลโดยนักแปลรุ่นเก่าอย่าง สุคนธรส , สุพรรณิกา กระทั่งวันหนึ่งเธอได้เคลื่อนเข้าสู่โลกของ ?วรรณกรรมรัสเซีย? ซึ่งกลายเป็นส่วนหนึ่งของการเติบโตและทำให้เลือกเป็นอย่างวันนี้

?ตอนเด็กจะอ่านวรรณกรรมเยาวชนแปล อ่านแล้วก็จินตนาการเท่าที่เด็กคนหนึ่งจะทำได้ แต่เมื่อเริ่มโตมากขึ้น อ่านมากขึ้น การอ่านไม่ได้มาตอบสนองความอยากรู้อยากเห็นเราแล้ว แต่เพื่อแสวงหาคำตอบบางอย่าง เราอยากเข้าใจในระดับที่ลึกซึ้งมากขึ้น ก็เริ่มอ่านนิยายเซ็ตวรรณกรรมรัสเซียอย่างพี่น้องคารามาร์ซอฟ? อ่านแล้วรู้สึกว่าทำไมมันช่างขุดค้นจิตใจได้ปานนั้นนะ? แต่พอผ่านวัยนั้นไป เราเริ่มเรียนรู้ว่าความเป็นสัจธรรมหากมันมีอยู่จริงมันคงไม่อยู่ในมือเรา ก็เริ่มเปลี่ยนไปอ่านสิ่งที่ซ้อนเข้าไปอีกว่า สิ่งที่เราเห็นมันใช่หรือไม่ใช่? อย่างถ้าตอนนี้กลับไปอ่านมานะ มานี ก็อินไม่ได้เหมือนตอนเด็กแล้ว จะเกิดคำถาม เพราะเรามีต้นทุนที่ขัดแย้งกับสิ่งนั้น ทำให้คำตอบแต่ละช่วงในชีวิตก็ต่างกันไป? การอ่านเป็นเหมือนการเติมประสบการณ์ และเช็คตัวเองว่าคุณค่าตัวเราเปลี่ยนไปทิศทางไหน?

ไอดายังมองว่า หนังสือเป็นตัวที่บอกว่าอะไรคือสิ่งที่ทำได้ ทำไม่ได้ อย่างหนังสือที่อ่านตอนเด็กๆ มักจะทำให้รู้สึกว่ามีความหวังที่จะช่วยคนบนพื้นฐาน ?การให้? แต่อ่านมากขึ้น เธอเริ่มรู้ว่าไม่ใช่อยู่แค่ว่าเรามีแล้วไปให้เขา ทุกอย่างก็จะจบ แต่ปัญหาซับซ้อนกว่านั้นมากนัก

คงไม่เกินจริงไปหากจะบอกว่า หนังสือแต่ละเล่มมีความดีงามในตัวเอง แต่ทรงพลังต่างไปตามแต่วัยวันของผู้ที่หยิบมันมาอ่าน หนังสือนอกจากเป็นพลังผลักดันก็ยังเป็นคล้ายบันทึกรายทางการเรียนรู้ บันทึกดวงตาที่คนคนนั้นใช้มองโลก เมื่อได้เริ่มอ่านและกลับไปอ่านซ้ำ ดวงตานั้นจะไม่เห็นโลกแค่ขาวหรือดำ เลวหรือดีอีกต่อไปแล้ว? ดังที่ผู้อยู่ในแวดวงการอ่านการเขียนทั้งสามคนได้เคยสัมผัสผ่านมา? ดังที่บรรณาธิการวารสารอ่านซึ่งเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงของกระแส ?อ่านใหม่? สะท้อนออกมา
?เมื่อเราอ่านวรรณกรรม นิยาย นั่นคือการได้เห็นคน เห็นโลก ความคิด มันทำให้เราเข้าไปนั่งในใจของหลายคน ไม่ว่าจะเป็นคนชั่วหรือดี อย่างเรื่องคนนอก มันคล้ายจะเข้าใจ เราเข้าไปนั่งในใจเขา ทำให้มองความเป็นไปได้หลายๆอย่างมากขึ้น ?

วงเสวนาในงาน

เช่นเดียวกับที่การอ่านได้ก่อรูปวิธีคิดบางอย่างให้แก่ กฤช เหลือลมัย ผู้ที่ดำเนินอยู่ระหว่างโลกแห่งกวีนิพนธ์และงานเขียนวิชาการเชิงประวัติศาสตร์ โลกซึ่งข้อมูล เหตุผล ความเชื่อ จินตนาการ ทั้งที่อยู่ข้างนอกและภายในตัวตนล้วนสำคัญ

?มันทำให้เราไม่ด่วนตัดสินทั้งหลายทั้งปวงที่เข้ามากระทบเรา เราได้อ่าน ได้รับสารนั้นจริง แต่เราไม่เชื่อทันที ตั้งข้อสงสัย สิ่งที่คนเขียนกำลังจะบอกเรา สามารถมองไปได้สองสามแง่ หรือคำพูดของคนที่เราต่างยอมรับว่าเป็นเอตทัคคะทางด้านใดด้านหนึ่ง เราก็ต้องตั้งคำถามว่าจริงแท้แค่ไหน น่าจะเป็นผลพวงเบื้องต้นที่ได้จากการอ่าน ทำให้เรากลับไปมองด้านอื่นด้วย?

สำหรับดารานักอ่านอย่างทราย การอ่านนอกจากมีส่วนต่อโลกทัศน์ในงานวงการบันเทิง? อันเป็นการสื่อสารกับมนุษย์ด้วยกันในรูปแบบหนึ่ง หนังสืออย่างเรื่อง คนนอก ของ อัลแบร์ กามู? เรื่อง คำพิพากษา ของ ชาติ กอบจิตติ ก็ทำให้เธอได้มองคนอื่นๆในสายตาที่เป็นธรรมมากมากขึ้น???? แต่กับหนังสือเล่มเดียวกันนี้ กฤชกลับมองเห็นอีกด้าน ซึ่งนี่อาจสะท้อนสิ่งที่ได้จากการอ่านของคนต่างวัยต่างวาระได้เป็นอย่างดี เมื่อผู้เป็นกวีบอกว่าเขาได้อ่านคำพิพากษาในวัยที่โตแล้วแล้ว และเมื่อได้ ?อ่านใหม่? ก็กลับเกิดคำถามว่าใครกันแน่ที่ถูกพิพากษา

?คำพิพากษามีความแรงโดดเด่นมาก เป็นซีไรต์ที่มีการวิจารณ์เยอะมากๆ กระทั่งสามารถมีงานวิจัยต่อคำวิจารณ์คำพิพากษาได้ออกมาเป็นหนังสือเล่มโต? ตอนหลังก็มีการอ่านคำพิพากษาใหม่ โดยนักวิจารณ์รุ่นใหม่ ก็จะอ่านกลับไปอีกด้าน อ่านจากมุมมองของสมทรง เฮ้ย! ที่จริงแล้วใครกันแน่โดนคำพิพากษา น่าจะเป็นสมทรงมากกว่า ไอ้ฟักต่างหากที่โคตรยินยอมสิ่งที่คนอื่นยัดเยียดให้ สมทรงต่างหากที่ขบถ หลังๆผมสนุกกับการอ่านใหม่จากหนังสือที่เคยอ่านแล้วมาตั้งแต่เด็กๆ เวลาผ่านไป กลับไปหามันอีกที ฉันเห็นแกไม่เหมือนเดิมแล้วนะ?

วารสารอ่านมีส่วนสำคัญที่สร้างให้การวิจารณ์วรรณกรรมกลับมาเข้มข้นมีสีสัน สอดคล้องกับยุคสมัย ทำให้การอ่านซ้ำ หรือ อ่านใหม่ เกิดเป็นกระแสในกลุ่มนักอ่านจำนวนไม่น้อย โดยที่พลังอันล้นเหลือจากสิ่งที่สื่อสารออกมาซึ่งอาจพลิกกลับจากสิ่งที่เคยรับรู้มาโดยสิ้นเชิงนั้น ก็อาจเริ่มกันตั้งแต่มุมมองและประสบการณ์ของตัวบรรณาธิการเลยก็เป็นได้

?สิบปีที่เป็นเอ็นจีโอไม่ค่อยได้อ่านหนังสือ ไปอยู่กับการประท้วง เวลาเห็นชาวไร่ ชาวประมง หนังสือไม่มีความหมายเลยในโลกนั้น เขาเรียนรู้จากโลกทางตรง ทำให้รู้สึกว่าการเรียนรู้ของเราแบบที่ผ่านหนังสือมาคุยกับเขาไม่ได้ แต่เราต้องเข้าไปอยู่ในโลกของเขา โลกของคนไม่มีหนังสือ ซึ่งทำให้เมื่อเรามาทำหนังสือ วารสารอ่านจึงออกมาเป็นแบบนี้ คือ เป็นลักษณะที่เราขอมีระยะห่าง ขออ่านใหม่ เลยเป็นหนังสือที่มีแต่การวิจารณ์ ไม่ใช่ไม่เห็นคุณค่าของตัวงานนะ ก็เพราะเรายังรักมัน? เชื่อว่าหนังสือมีพลัง ถึงอยากมีพื้นที่ที่เราลองถอยระยะ ยังอยากให้เราวางใจจากการอ่านหนังสือได้อยู่ ดูว่ามันจะช่วยอะไรได้ในโลกของเราที่เป็นชนชั้นกลางในเมืองซึ่งไม่มีโอกาสรับรู้อีกโลก ก็คือโลกของชาวบ้าน แล้วการถอยออกมาเป็นวิธีหนึ่ง?

ส่วนในฐานะกวี กฤช เหลือลมัย? บอกว่าการได้อ่านบทกวีบางชิ้นซ้ำอีก เป็นเหมือน ?ตัวช่วย? ของชีวิต

?บางทีที่เรารู้สึกว่ากำลังต้องสู้กับอะไรบางอย่าง เรากำลังอ่อนแอ แล้วมันมีงานบางชิ้นที่เคยทำหน้าที่นั้น เมื่อได้เปิดอ่านมันอีกก็ทำให้ดีขึ้น เพราะถ้าจะต้องสู้กับอะไรบางอย่าง ไม่แน่ใจว่านี่ใช่หรือเปล่า เราก็หาตัวช่วย พลังของกวีนิพนธ์ที่ดีมันทำได้จริงๆ ทั้งการจุดไฟ การลงโทษหัวจิตหัวใจของเรา หรือบางทีเป็นอารมณ์หวิวไหวในเรื่องความรัก คิดว่าการอ่านซ้ำ สำหรับกวีนิพนธ์มันเป็นทางที่สร้างขึ้นมาเพื่อให้เกิดความรู้สึกอย่างรวดเร็ว ในเวลาอันสั้น ตอบโจทย์ตอนที่เรากำลังหมดเรี่ยวแรง ต้องการคำตอบบางอย่างแต่ตอบไม่ได้ด้วยตัวเอง?

reader_review03

นอกจากนี้เขายังมีข้อสังเกตน่าคิดต่อพื้นที่ของกวีนิพนธ์และรูปแบบงานเขียนในยุคนี้ที่ดูจะค่อยๆกลืนกลายเข้าหากัน

?ตอนนี้หาอ่านได้ทั่วไปแล้ว โดยเฉพาะโลกไซเบอร์ มีเว็บไซต์เกี่ยวกับกวีหลายแห่ง แต่งแล้วไปโพสต์เอาไว้ ก็คิดว่าอยากชวนให้มาสนใจกวีนิพนธ์ที่มีความซ้อนเร้น ซับซ้อน ไม่ใช่ความหมายแบบโจ่งแจ้ง และงานเขียนในปัจจุบันไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตาม สารคดี นิยาย กวี ผมคิดว่าเริ่มมีการข้ามพรมแดนระหว่างกันมากขึ้น เช่น งานของ วรพจน์ พันธุ์พงศ์ เล่มที่มีชื่อเสียงของเขามาก คือ ในที่เกิดเหตุ มันเป็นอะไรกันแน่ สารคดี หรือบทสัมภาษณ์ หรือความเรียง บทความ ซึ่งคิดว่ามันเป็นนิมิตหมายที่ดีเมื่อเกิดงานข้ามพรมแดน ให้เราได้มีทัศนะคติต่อการอ่านได้มากขึ้น น่าจะทำให้ได้สร้างสิ่งใหม่ อย่างการที่เรารู้กันว่าสารคดีต้องมีข้อมูล ความถูกต้อง แต่จะมีอารมณ์บ้างได้มั้ย หรือกวีนิพนธ์ก็พูดกันแต่ว่าต้องมีอารมณ์ความรู้สึก มีเหตุผลไม่ได้เชียวแหละ หรือไม่มีข้อมูลทางวิชาการสนับสนุน แต่การข้ามพรมแดนมันก็ทำให้มีกวีที่แต่งจากการใช้ข้อมูล หรือสารคดีที่มีวิธีการนำเสนอดีๆ อย่างงานของคุณศรัณย์ ทองปาน ก็เยอะ?

และในเมื่อเสวนาว่าด้วยการอ่านกับชีวิตมาอยู่ในงานเทศกาลหนังสือของนักอ่าน ซึ่งเป็นกิจกรรมสร้างพื้นที่ระหว่างนักอ่านกับนักอ่านจากการซื้อขายหนังสือมือสองของเจ้าตัวกันเอง โดยไม่ต้องผ่านธุรกิจหนังสือที่ครอบคลุมผูกขาดกระบวนการหนังสือเกือบทั้งกระบวนการนั้น การพูดคุยช่วงท้ายๆจึงไม่พ้นประเด็นความมุ่งหวังของกิจกรรมลักษณะนี้และเรื่องธุรกิจกับหนังสือ

โดยผู้เป็นกวีมองว่าพื้นที่แบบนี้ทำให้ได้สัมผัสกับอารมณ์ที่เรียกว่า ?คลับคล้ายคลับคลา? หนังสือที่นำมาขายเมื่อพลิกอ่านอาจได้เห็นร่องรอยตำหนิอันเป็นลักษณะเฉพาะ พื้นที่นี้หนังสือเล่มหนึ่งจึงไม่ใช่วัตถุสำเร็จรูปที่หน้าตาเหมือนๆกันไปหมด ทั้งยังเป็นการรวมหนังสือข้ามยุคข้ามสมัย ต่างจากร้านหนังสือทั่วไปที่มีแต่หนังสือในปัจจุบันวางขาย ขณะที่ไอดาเชื่อมโยงไปถึงงานรณรงค์ส่งเสริมการอ่านแก่เยาวชนที่นิยมจัดกัน ซึ่งเธอเห็นว่าอยู่บนฐานที่คิดว่าเยาวชนคือเผ่าพันธุ์ที่น่าหวาดระแวง ส่วนตัวเธอไม่ค่อยเชื่อในวิจารณญาณ ?ส่งเสริม?ของรัฐเท่าไหร่นัก ยิ่งเมื่อดูจากวิจารณญาณการเซ็นเซอร์ที่ผ่านมา

บรรณาธิการสาวยังทิ้งท้ายประเด็นทางธุรกิจไว้อย่างน่าคิด และสืบเนื่องไปยังเนื้อหาของเสวนาอีกวงหนึ่งได้ที่ว่า กระแสความนิยมหนังสือบางประเภท เช่น ฮาวทู อาจไม่ได้เกิดขึ้นโดยธรรมชาติตามครรลองธุรกิจ แต่เจ้าของธุรกิจหนังสือที่มีรายใหญ่ไม่กี่รายพากัน ?ดัน? หนังสือแนวนี้ เลยทำให้กลายเป็นกระแสการอ่านของยุคไปโดยปริยาย เพราะเข้าร้านไหน(ที่มีร้านใหญ่อยู่ไม่กี่ร้าน) ก็เห็นแต่แนวนี้จนลายตา

ทำให้อดคิดไม่ได้ว่าหรือเอาเข้าจริงการจะเลือกอ่านหรือไม่อ่านอะไร? หนังสือเล่มไหนจะขายดีหรือขึ้นเบสเซลเลอร์แห่งยุค ?นักอ่าน? แทบไม่ได้มีอำนาจเข้าไปกำหนดอะไรจริงๆได้เลย

อำนาจนักอ่าน หรือเป็นเพียงอุดมคติของนักฝัน

วิทยากร ??? 1.มกุฎ อรฤดี บรรณาธิการบริหารสำนักพิมพ์ผีเสื้อ ผู้ก่อตั้งโรงเรียนหนังสือ 2. สฤณี อาชวานันทกุล นักอ่าน นักเขียน คอลัมนิสต์ เจ้าของสำนักพิมพ์คนชายขอบ บรรณาธิการเว็บไซต์ onopen.com? 3.กิตติชัย งามชัยพิสิฐ จากสถาบันต้นกล้า กลุ่ม we change ผู้จัดงานเทศกาลหนังสือของนักอ่าน?? ดำเนินรายการโดย ทวีศักดิ์ พึงลำภู? จากสำนักพิมพ์มูลนิธิเด็ก

เสวนาวงนี้คุยกันแบบข้นๆ ถึงอำนาจนักอ่านที่ไม่พ้นไปการกำหนดทิศทางหนังสือจากกลุ่มธุรกิจด้านนี้ที่ส่วนมากก็ครอบคลุมทั้งการทำสำนักพิมพ์ หน้าร้าน สายส่ง ฯลฯ? แล้วที่ทางอำนาจต่อรองของนักเขียน สำนักพิมพ์เล็กๆ นักอ่านอย่างเราๆ จะอยู่ตรงไหนกัน

ผู้ดำเนินรายการจากสำนักพิมพ์มูลนิธิเด็ก เปิดเสวนาด้วยประเด็นเบาๆจากจุดเริ่มอ่านของวิทยากรแต่ละคน? โดยสฤณีเล่าว่าตั้งแต่เด็กมีอะไรให้อ่านก็อ่าน ก้าวที่สำคัญคือมีน้าที่จบด้านอักษรศาสตร์แล้วชอบซื้อหนังสือให้เป็นของขวัญกล่องใหญ่ ของขวัญน้าเป็นจุดตั้งต้นให้อยากหาอ่านเองต่อ รวมทั้งเมื่อเรียนช่วงประถมก็มีกลุ่มเพื่อนที่ชวนกัน ?แข่งอ่าน? หนังสือเรื่องยาวๆ ทั้งสามก๊ก ผู้ชนะสิบทิศ ฯลฯ เธอจึงกลายเป็นหนอนหนังสือตัวเอ้ตั้งแต่เด็กๆแล้ว

ส่วนกิตติชัย ผู้เป็นต้นคิดงานเทศกาลหนังสือของนักอ่านที่แบกขนหนังสือของตัวเองมาขายกองโต เล่าว่าที่บ้านติดนิยายกันหมด แต่เขาเริ่มจากอ่านการ์ตูนญี่ปุ่นและการ์ตูนเล่มละบาท แล้วมักนำเรื่องที่อ่านไปเล่าให้เพื่อนฟัง กลายเป็นนักเล่าเรื่องที่เพื่อนๆบอกว่าเล่าสนุกกว่าในหนังสืออีก?? เมื่อโตขึ้นมาก็เริ่มอ่านหนังสืออย่างที่เรียกกันว่าวรรณกรรมเพื่อชีวิต แนวคิดทางสังคม การเมือง ประวัติศาสตร์ โหราศาสตร์ ธุรกิจ ฮาวทู ฯลฯ จนกลายเป็นนักสะสมหนังสือคนหนึ่งที่มีแทบทุกแนว
แต่ มกุฎ อรฤดี ได้กล่าวข้ามไปว่าพออายุมากจะไม่ค่อยนึกแล้วว่าเริ่มอ่านอย่างไร จะนึกถึงอนาคตด้วยความเป็นห่วงมากกว่า จากสิ่งที่พบเจอทำให้เห็นว่าการอ่านของไทยเปลี่ยนไปมาก กระทั่งน่าวิตกว่าจะหลงเหลือหนังสือดีๆสักกี่เล่ม คนทำหนังสือดีๆจะเหลือสักกี่คน

?

?เกือบ 40 ปี มาแล้วที่รัฐร่วมกับยูเนสโกเพื่อส่งเสริมการอ่าน กระทั่งตั้งหน่วยงานศูนย์พัฒนาหนังสือแห่งชาติเพื่อที่จะพัฒนาการอ่าน แต่ทฤษฎีที่เรานำไปใช้ คือ การอ่านต้องเริ่มกับครอบครัว หลับตานึกภาพดูสิ ถามว่าครอบครัว 90% ของไทยเป็นใคร อ่านหนังสือออกมั้ย มีเงินรายได้วันละเท่าไหร่ พอจะซื้อหนังสือให้ลูกได้สักเล่มมั้ย พอบอกการอ่านเริ่มจากครอบครัวมันผิดตั้งแต่ต้น ไปถามรัฐมนตรีแล้วกันว่ามีครอบครับไหนบ้างที่อ่านหนังสือให้ลูกฟังก่อนนอน?


สิ่งที่ผู้อยู่ในวงการหนังสือมาเกือบตลอดชีวิตได้ถ่ายทอดออกมา ล้วนเป็นความจริงที่หากจะคุยกันถึงเรื่องการอ่าน(แบบลงลึก)ก็ไม่อาจข้ามเลี่ยงไปได้ ไม่ว่าจะเป็นประเด็นปัญหาของหนังสือบริจาคที่เป็นการให้เพราะอยากโละทิ้งเลยไม่ได้สนใจว่าจะเป็นประโยชน์กับคนปลายทางแค่ไหน?? ปัญหาหนังสือเก่ากับผลเสียต่อสุขภาพ ปัญหาการอ่านที่เกี่ยวพันกับระดับนโยบาย ปัญหาวัฒนธรรมการลดราคาหนังสือ ฯลฯ ซึ่งแม้จะออกตัวว่าไม่ได้อยากนำเรื่องวิตกมาให้รู้ แต่สิ่งที่นำเสนอบอกเล่าคงไม่พ้นไปจากนี้ได้ เพราะเขาเจอแต่เรื่องน่าวิตกมาตลอดหลายปีที่ผ่านมานั่นเอง


?ผมได้ทำสำรวจเรื่องระบบหนังสือหมุนเวียนในโรงเรียน? ออกสำรวจโรงเรียนต่างจังหวัดที่ห่างกรุงเทพฯไม่ถึง 100 กิโล หนังสือที่อบจ.ส่งไปให้โรงเรียนคืออะไรรู้มั้ย หากเราไม่ทราบเรื่องพวกนี้ เราไม่อาจทำเรื่องวาระแห่งชาติได้?? คือส่วนมากเป็นหนังสือเย็บปักถักร้อย?? ซึ่งสำนักพิมพ์ขายไม่ออกในหลายปีที่ผ่านมา แล้วนำไปเสนออบจ. แล้วก็พวกหนังสือที่ลอกมาจากอินเตอร์เน็ตทั้งหลาย งบประมาณมากมายที่อบจ.มีมันหมดไปกับหนังสือไม่ได้ความ ไม่ได้ช่วยในการเติบโตของเด็กเลย นี่เป็นสิ่งที่เราต้องคิดกัน เงินภาษีของเราก็ไปอยู่กับเขา??
นอกจากการขับเคลื่อนเพื่อสร้างวัฒนธรรมการอ่านที่จริงจัง ด้วยความอยากเห็นหนังสือดีๆยังมีอยู่ในอีกหลายสิบปีข้างหน้า นอกจากเปิดโรงเรียนสอนการเป็นบรรณาธิการ? ก่อตั้งโรงเรียนวิชาหนังสือ การผลิตหนังสือแปลชั้นดีอย่างประณีตของสำนักพิมพ์ผีเสื้อ ตอนนี้พญาผีเสื้อหรือนักเขียนรุ่นใหญ่อย่างมกุฎ ยังเริ่มดำเนินการสร้างห้องสมุดหนังสือดี 100 แห่ง โดยเริ่มจากมัสยิดที่ถือเป็นชุมชนเข้มแข็ง 50 แห่ง และตามร้านหนังสือให้เช่าอีก 50 แห่ง ทั้งเขายังมองว่าวัฒนธรรมการลดคาหนังสือที่เป็นแนวทาง ?ส่งเสริมการอ่าน? ยอดนิยม กลับเป็นสิ่งที่ส่งผลลบต่อการอ่านและธุรกิจหนังสือ คล้ายกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องไม่พยายามจะนึกกลไกอื่นเอาเลย ขณะในต่างประเทศบางประเทศถึงกับมีกฎหมายห้ามลดราคาหนังสือใหม่ในระยะเวลา 1-2 ปีแรกด้วยซ้ำไป

reader_review04
ส่วนในฐานะนักเศรษฐศาสตร์ นักเขียน นักอ่านที่มีพลังล้นเหลืออย่างสฤณี เธอสะท้อนให้เห็นไปถึงภาพตลาดหนังสือในต่างประเทศที่เป็นข้อต่างจากในไทย คือ ร้านหนังสือใหญ่ๆไม่ได้วางแต่หนังสือที่ได้รับความนิยมแต่ยังคำนึงถึงความหลากหลายที่จะเกิดประโยชน์ต่อคนอ่านด้วย


?ในเมืองไทยมันแย่ด้วยข้อเท็จจริงที่ว่า ร้านหนังสือก็ทำสำนักพิมพ์ด้วย ลองไปดูสิว่าบางร้านเบสเซลเลอร์หนึ่งถึงสิบของเขาคืออะไร ถ้าสังเกตดูมันจะเป็นสำนักพิมพ์เดียวกับที่เป็นเจ้าของร้าน?? ซึ่งในทางเศรษฐศาสตร์จะเรียกว่ามันเป็นการบิดเบือนข้อมูล?? คนอ่านก็อยากเห็นเบสเซลเลอร์เป็นข้อมูลที่ถูกต้อง? แต่ตามร้านมักถูกครอบงำโดยหนังสือที่ทำยอดขายได้เยอะ ซึ่งมักเป็นสำนักพิมพ์ของเขาเอง อุตสาหกรรมหนังสือในไทยเป็นธุรกิจมักง่าย และค่อนไปทางผูกขาด?


แต่ในความน่าวิตก สฤณียังมองเห็นกลไกทางเลือกอื่นที่จะขับเคลื่อนคู่ไปกับกลุ่มที่ทำเชิงนโยบาย อย่างการที่คนอ่านสามารถเปิดมุมมองด้วยตัวเอง ผ่านการอ่านบทวิจารณ์แนะนำหนังสือแทนที่จะไปดูจากยอดขายของร้านอย่างเดียว หรือการขายทางตรงจากผู้เขียนหรือสำนักพิมพ์เล็กๆเอง ซึ่งไม่ต้องเจียดไปให้กับสายส่งก็จะทำให้ขายได้ในสมเหตุสมผลและได้น้ำได้เนื้อมากกว่า?? รวมทั้งเมื่อสำนักพิมพ์ทำความรู้จักลูกค้าขาจรจากการออกบูธตามเทศกาลลดราคาหนังสือ ก็นำมาสร้างเป็นกลุ่มลูกค้าประจำผ่านการสื่อสารทางอีเมล อย่างต่อเนื่องได้ อย่างการบอกข่าวคราวโปรโมชั่น หนังสือออกใหม่ต่างๆ?? ซึ่งกลายมาเป็นรายได้หลักมากกว่าการหว่านขายไปเรื่อยๆหรือถูกนำไปวางอยู่ด้านในสุดของร้านหนังสือที่คนซื้อแทบมองไม่เห็น


ต่อประเด็นเศรษฐกิจที่น่าจะทำให้คนอ่านควักกระเป๋าซื้อหนังสือน้อยลงกว่าเดิม แต่จากที่เธอเคยคุยกับเจ้าของร้านหนังสือบางร้าน ทำให้เห็นว่ายอดขายนั้นขึ้นกับประเภทหนังสือมากกว่า อย่างหนังสือธรรมะจะขายดีขึ้น แต่หนังสือวรรณกรรมก็มีกลุ่มคนอ่านน้อยมาแต่ไหนแต่ไรอยู่แล้ว สฤณีเห็นว่าที่น่าตกใจแบบตลกร้าย คือ ยอดพิมพ์ตอนที่นักเขียน ?ศรีบูรพา? ทำหนังสือสุภาพบุรุษ คือ 2,000 เล่ม ซึ่งก็เกือบครึ่งศตวรรษมาแล้ว ตอนนี้เราก็ยังพิมพ์หนังสือด้วยยอดเท่านี้กันอยู่เลย?
นอกจากนี้ สิ่งที่สามารถทำคู่ขนานกันไปกับการขับเคลื่อนในระดับนโยบาย คือ การสร้างพื้นที่อื่น ในบรรยากาศอื่นที่ต่างไป อย่างที่กิตติชัยผู้เป็นต้นคิดงานเทศกาลหนังสือของนักอ่านครั้งที่ 1 นี้ลองชักชวนนักอ่านมาร่วมทำ ซึ่งเขาเองยอมรับว่าไม่ได้พุ่งไปไปที่รัฐหรือต้องการให้กระทบกับระบบใหญ่อย่างทันทีทันใด และไม่ใช่ว่าทุกคนในโลกต้องชอบหนังสือ คนไม่อ่านหนังสือมากนักก็อาจจะมีชีวิตที่ดีได้ แต่เขาก็ยังอยากสร้างบรรยากาศของการอ่านให้เกิดขึ้น? เป็นตลาดของนักอ่านกับนักอ่านกันเอง

?

?พื้นที่แบบนี้ทำให้คนอ่านสร้างบรรยากาศการพูดคุยกัน แลกเปลี่ยนถกเถียง เป็นการพบระหว่างผู้บริโภคกับผู้บริโภค ผมเชื่อว่าอำนาจนักอ่านคนหนึ่ง มีพลังทำให้อีกคนอ่านด้วยได้? อย่างผมเองก็เริ่มสร้างบรรยากาศแบบนี้ในออฟฟิส? ในภาคสังคมผมว่ามันจะขยายตัวในอนาคตได้แน่ๆ แต่จะเคลื่อนตัวได้ทันความรวดเร็วของธุรกิจหรือเปล่า?


จะเคลื่อนตัวได้ทันความรวดเร็วของธุรกิจหรือเปล่า หรือจะสร้างกลไกอะไรที่สามารถสร้างสมดุลทางธุรกิจให้เกิดต่อทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องได้ นักอ่าน นักเขียน สำนักพิมพ์ ร้านหนังสือ ฯลฯ? ถึงแม้จะเป็นธุรกิจแต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นธรรมไม่ได้เลย? และเราในฐานะผู้อ่านก็น่าจะได้เริ่มจากการอ่านหนังสือที่อยากอ่านจริงๆ? ไม่ใช่เพราะโปรโมชันล่อตา กระแสรอบข้างล่อใจ รวมทั้งการขับเคลื่อนเพื่อเปลี่ยนแปลงในระบบ ทั้งด้านกฎหมาย การออกนโยบายที่เกี่ยวข้อง ฯลฯ? ก็ยังเป็นเรื่องสำคัญ เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นเหตุปัจจัยหนึ่งต่อปัญหาทางธุรกิจหนังสือและวัฒนธรรมการอ่านของไทยที่ปรากฏเวลานี้

?


blog comments powered by Disqus
17.gif

Comments

logo footer   We can change the world everyday.- \\(^3^)//
เรามี 10 บุคคลทั่วไป ออนไลน์
กินเปลี่ยนโลก | สถาบันต้นกล้า | เยาวชนสืบสาน | ฟิ้วส์ | มะขามป้อม | เสมสิกขาลัย | iLaw | อาศรมวงค์สนิท
มาร่วมเป็นแฟน wechange555.com
ติดตามเรา
คลิ๊ปวีดีโอต่างๆ