|
ผ่านไปแล้ว กับงานเสวนา ที่เข้มข้น เพราะเนื้อหาของกาพูดคุย มีทั้งในแง่ทฤษฎี และกรณีศึกษา จาก คุณ ยุ้ย สฤณี และ คุณจือ ผู้ที่เรียกว่านักเศรษฐศาสตร์ตัวจริง อีกทั้งในแง่ประสบการณ์ การปฏิบัติจริง จาก พี่ทิพย์ ซึ่งทำรกิจ ไข่ไก่ อารมณ์ดี มีประสบการณ์ การผ่านพ้นวิกฤตไข้หวัดนก ด้วย
การทำให้ธึรกิจให้เล็กลง เราเก็บตกจากวงเสวนา มาให้อ่านกันจ้า
ช่วงแรก เรามารีวิว เอกสารที่คุณจือ ทำสรุปออกมาร่วมกัน เกี่ยวกับเรื่องระบบตลาด ซึ่งปกติ เขาจะ ใช้เวลาเรียนกัน 1 เทอม คุณยุ้ยรีวิวให้เรา ในเวลาเพียง 1 ช.ม. เท่านั้น โอ้โห... แค่เริ่มต้น ก็เข้มข้น ดุจดั่งกาแฟเอ็กเพรสโซ่เสียแล้ว ใครสนใจเอกสาร ดาวน์โหลดได้ที่นี่
ช่วงแรก เรามารีวิว เอกสารที่คุณจือ ทำสรุปออกมาร่วมกัน เกี่ยวกับเรื่องระบบตลาด ซึ่งปกติ เขาจะ
ใช้เวลาเรียนกัน 1 เทอม คุณยุ้ยรีวิวให้เรา ในเวลาเพียง 1 ช.ม. เท่านั้น โอ้โห... แค่เริ่มต้น ก็เข้มข้น
ดุจดั่งกาแฟเอ็กเพรสโซ่เสียแล้ว ใครสนใจเอกสาร ดาวน์โหลดได้ที่นี่
คุณยุ้ย พูดถึงระบบตลาดที่ แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ ตลาดแข่งขันสมบูรณ์ (perfect competition)
และตลาดแข่งขันไม่สมบูรณ์ (imperfect competition)
โดยสรุปแล้ว ตลาดแข่งขันสมบูรณ์ ก็คือ ตลาดที่ต่อรองกันได้แบบสุดๆ นั่นเอง ระหว่างผู้ซื้อ และผู้ขาย ทั้งสองฝ่ายได้ทั้งคู่ ซึ่งก็มีองค์ประกอบย่อยที่สำคัญ เช่น ต้องเป็นผู้ขายรายเล็ก จำนวนมากๆ
มีอิสระในการ กำหนดราคา เข้าออกตลาดได้อย่างเสรี ไม่มีกีดกัน ไม่โกหก ผู้ซื้อรู้ข้อมูลสินค้า มาก
พอๆ กับผู้ขาย แต่อย่างว่า ความสมบูรณ์แบบนี้มันหายากยิ่งใน ปัจจุบัน แต่มันเป็นอุดมคติ ของ
ระบบตลาด ที่เชื่อว่า ที่เปิดให้แข่งกัน อย่างยุติธรรม มันก็จะทำให้ระบบเศรษฐกิจ โดยรวมดี
ตามคำศัพท์ที่ใช้ "มือที่มองไม่เห็น" หรือกลไกตลาด ที่จะนำพาไป ด้วยอุปสงค์-อุปทาน ชักพาไป
แต่เราต้องไม่ลืมว่า ระบบตลาดไม่มีภูมิคุ้มกันหรือกลไกใดๆ สำหรับประเด็นความยุติธรรมทางสังคม
นโยบายสาธารณะ และ “ผลกระทบต่อภายนอก” (externalities) เช่น เงินเฟ้อ, การว่างงาน, มลภาวะ, ความเหลื่อมล้ำของชีวิตความเป็นอยู่, ความยากจน และอุปสรรคทางการค้าระหว่างประเทศ
ไม่เพียงเท่านั้น นะซาร่า มันยังมีปัจจัยแห่งความล้มเหลว ของระบบตลาด ที่ควบคุมได้ยากอีก โอ้
พระเจ้าจอร์จ อาทิ การเกิดหนี้สามานท์ , การปล่อยมลพิษจากโรงงาน , นโยบายรัฐที่สนับสนุนนักลงทุน ในส่วนสินค้าสาธารณะ ,อำนาจเหนือตลาด ฯลฯ
ในเอกสารดังกล่าว ยังมีรายละเอียดอีกมาก แต่เราคุยไปไม่ถึง เพราะสมองจะระเบิดเสียก่อน
กลับมาดูที่ตลาดแบ่งปันของเรา โอ้... หายหน้าไปเสียนานเลย เป็นไงบ้าง สบายดีมั้ย ?
ตลาดแบ่งปันที่เราทำ นั้นก็ต่างจาก ระบบตลาดที่คุยมาค่อนข้างมาก เพราะเป็นตลาด ที่เราคนเมืองๆ ที่มีของสะสมจำนวนมาก มาแบ่งปัน สร้างความสัมพันธ์ ผ่านการให้ และรับ
คุณยุ้ย ก็เลยเล่ากรณีศึกษา เบี้ยกุดชุม ซักหน่อย โดยชาวบ้านประมาณ 5 หมู่บ้าน มาร่วมกันแก้ปัญหา เศรษฐกิจท้องถิ่น เพราะช่วงที่เริ่มนั่น เพราะเงินบาทหายากมาก ใครอยากเห็นหน้าตาเบี้ยกุดชุม ดูได้ที่นี่นะ
รายละเอียดเรื่องเบี้ยกุดชุม คงหาอ่านในเน็ตได้ไม่ยาก ลองหาใน google ดูละกัน
เมื่อฟังคุณยุ้ยเล่าเรื่องของชาวบ้านกุดชุม เราได้ประเด็นที่มาเปรียบเทียบกับตลาดแบ่งปัน คือ ข้อแตกต่างที่ชัดเจนว่า ชาวบ้าน แลกเปลี่ยนสินค้าที่ผลิตเอง แต่ตลาดแบ่งปัน ไม่ได้เอาของที่ผลิตเองมา ซึ่งนัยยะของการก่อเกิดเบี้ยกุดชุม คือการส่งเสริมให้ เกิดการผลิต และแลกเปลี่ยนกันใน ชุมชนนั่นเอง อีกทั้งยังเปิดกว้าง ให้สามารถผสมผสานากับระบบเงินบาทได้อีกด้วย เรื่องบทเรียนจากเงินตราท้องถิ่น เราคงต้องเก็บไปขบคิดกันต่อไป
ที่นี้มาฟังประสบการณ์ จาก พี่ทิพย์ ที่ทำเรื่องขายไข่ไก่ อารมณ์ดีกันบ้าง

พี่ทิพย์เล่าถึงช่วงที่ก่อนเกิดวิกฤต ไข้หวัดนก ว่าต้องต่อสู้กับ ระบบการกวาดต้อน ผู้ประกอบการราย

เล็ก ออกจากตลาดไข่ไก่ เนื้อไก่ ด้วยหลากหลายวิธี ที่สำคัญก็คือ ระบบ contact farming ที่ให้ผู้
ประกอบการรายเล็ก มาเป็นผู้ร่วมกิจการ ซึ่งฟังดูดี มีชาติตระกูล แต่ผลก็คือ ผู้ประกอบการนั้น หลงกล หมากที่วางเอาไว้ เพราะเมื่อ มาร่วมอยู่ใน ระบบ contact farming แล้ว จะต้องทำคอกไก่ใช้ อาหารที่ต้องซื้อ จากรายใหญ่ ใช้ยาและสารเคมี จำนวนมาก ซึ่งล้วนแล้วแต่ต้องซื้อ ไม่สามารถผลิตขึ้นมาเองได้ พี่ทิพย์ยกตัวอย่าง อาหารไก่ ที่แต่เดิม ตั้งแต่รุ่นพ่อรุ่นแม่ ก็จะผสมกันเอง กันทั้งนั้น
พอมาเข้าระบบ ก็จะต้องเลิก และเปลี่ยนมาทำเหมือนๆ กันทั้งหมด
ไข่ไก่สีแดง นั้นก็เพราะใส่สี เนื้อไก่ที่แดง ก็เพราะใส่สารเคมี วิธีการเลี้ยงที่ทรมานสัตว์ เหล่านี้ก็ต้อง รับมาทำทั้งหมด เมื่อจะขายก็ต้องขายให้กับ บริษัทเท่านั้น และแน่นอน ว่าใครเป็นคนกำหนดราคา
พี่ทิพย์จึงเริ่ม ค่อยๆ ลดการใช้สารเคมี และลดขนาดของการผลิตลง ผลิตอาหารไก่เอง และ
พยายามใช้วิธีเลี้ยงแบบดั้งเดิม คือไม่กักขังไว้ในคอนโดมิเนียม แต่ปล่อยให้เดินามธรรมชาติ ผลที่
ออกมาก็คือ แม่ไก่ที่อารมณ์ดี ผลิตไข่ไก่ที่ ทำให้คนกินอารมณ์ดี ไข่ไก่นี้จะไม่แดง เรื่องคุณภาพได้
คุณค่าทางอาหารที่ดี เพราะมีการส่งไปตรวจผลที่ LAB มาแล้ว แต่ทาง LAB มีกฏห้ามไม่ให้เอา
ข้อมูลมา โฆษณาทางการค้า แต่ถึงกระนั้น คุณภาพของสินค้า จะโฆษณาตัวมันเอง ถ้าใครเคยได้
ลองลิ้ม ไข่ไก่อารมณ์ดี ก็จะรู้เอง อยากดู อยากชิมแล้วใช่มั้ย คลิ๊กดูที่นี่เลย
เพราะอยู่ในเครือข่ายตลาดสีเขียวด้วย
จนกระทั่ง กะว่าทำไม่ไหว คงต้องล้มเลิกกิจการเสียแล้ว ก็เลยเข้ามากรุงเทพฯ พาลูกมาที่โรงเรียน
รุ่งอรุณ แล้วธรรมะจัดสรร ให้ได้มาขายไข่ไก่ที่โรงเรียนนี้ และอีกหลายๆ ที่ ทำให้เกิดการเปิดตลาด
ใหม่ โดยพี่ทิพย์ จะขนไข่ใส่รถ ไปส่งตามที่ต่างๆ
เรื่องไข่ไก่อารมณ์ดี ของพี่ทิพย์ ยังมีรายละเอียดอีกมาก ประเด็นย่อยๆ ตกเกลื่อนเต็มห้องเสวนา จน
เก็บไม่ทัน คงต้องรอสรุปวงเสวนา ตลาดเพื่อการเปลี่ยนแปลง ฉบับสมบูรณ์ อีกทีนะ
โดยสรุป ตลาดเพื่อการเปลี่ยนแปลง ครั้งนี้ เราได้รับฟังเนื้อหาสาระ มากมาย โดยสรุป เราต้องการ
ตลาด ที่สมดุล ระหว่าง ผู้ผลิต ผู้ขาย และผู้ซื้อ คือ ประโยชน์ะต้องตกอยู่กับทั้งสามส่วน อย่างเท่า
กัน ซึ่งปัจจุบัน เราจะเห็นชัดว่า ผลประโยชน์ ตกอยู่กับคนกลาง ที่เป็นผู้ค้ารายใหญ่ มีอำนาจใน
การกำหนดราคา ไม่ว่าจะเป็นสินค้าเกษตร น้ำมัน แก๊ส ไฟฟ้า ฯลฯ
ทางเลือกตอนนี้ก็อาจเป็นเรื่องของ การสร้างระบบตลาด ขนาดเล็ก ที่เป็นตลาดอย่างใน กรณีศึกษา
บ้านกุดชุม หรือเป็นแบบไหน ช่วยคิดกันหน่อยสิจ๊ะ

|