Menu
Joomla Just for Sharing - Joomla Club Templates and Extensions
เก็บตกจากวงเสวนา วันแถลงข่าว อีเมล
ข่าว | ข่าวคราวงานสัปดาห์ไม่ซื้อ | wechange

เก็บตกจากวงเสวนา

 การซื้อโดยตัวมันเองไม่เป็นปัญหา แต่ในระบบบริโภค นิยม มันกลายเป็นค่านิยม มากำหนดชีวิตเรา ทำให้เรารู้สึก อิสระ รูปแบบการซื้อ ในยุคปัจจุบัน มีผลทางสังคม ต่อตัวเรา ต่อสิ่งแวดล้อมเยอะ เวลานี้ถูกทำให้ เข้าใจว่าการซื้อ คือ ที่มาของความ สุข เพียงอย่างเดียว ความสุขเรา กำหนดจากว่า เราซื้อได้มาก แค่ ไหน นิยามตัวตนของเรา ก็ไปอยู่ ที่เราบริโภคอะไร ไม่ใช่เราทำ อะไร ทำให้ความเข้าใจ ไขว้เขวไป”

เก็บตกจากวงเสวนา

เราเข้าใจว่า การซื้อ เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ เพราะเราต่างเติบโตหล่อเลี้ยงชีวิต มาด้วยการพึ่งพาห้างสรรพสินค้า แกงถุงสำเร็จรูป เสื้อผ้าของใช้สำเร็จรูป ฯลฯ จนจินตนาการไม่ออกเลยว่า ชีวิตที่ ไม่ซื้อ จะเป็นไปได้อย่างไร ?


     หากการซื้อ การบริโภคอุปโภค ของเราที่ผ่านมา เป็นไปแต่เพียงเพื่อ ประทังชีวิตให้ไม่อดตาย ให้ไม่ลำบากจนเกินไป แล้วไม่เบียดเบียดสรรพสิ่งอื่นมากจนเกินควร ก็คงไม่เกิดปัญหาโลกร้อน พื้นที่ป่าไม้ลดลง แผ่นดินทรุด ฯลฯ จนทำให้ผลเสียย้อนกลับมา กระทบกับเราเองที่เป็นผู้กระทำ คงจะเป็นการดีไม่น้อย หากจะจัดให้สักช่วงสัปดาห์หนึ่ง ในปีนี้(และทุกๆปี) เป็นช่วง‘งดซื้อ’เพื่อทบทวนการกินการใช้ของเราที่ผ่านมาว่า วิ่งไล่ตามคุณค่าที่นำเสนอ ผ่านโฆษณามากไปหรือเปล่า และยิ่งกว่านั้นก็เพื่อค้นพบ ‘ทางเลือก’ ออกจากการบริโภค ที่ล้นเกินจนสร้างหายนะ ให้ตัวเองและโลก

 “การซื้อโดยตัวมันเองไม่เป็นปัญหา แต่ในระบบบริโภคนิยมมันกลายเป็นค่านิยมมากำหนดชีวิตเรา ทำให้เรารู้สึกอิสระ รูปแบบการซื้อในยุคปัจจุบันมีผลทางสังคม ต่อตัวเรา ต่อสิ่งแวดล้อมเยอะ เวลานี้ถูกทำให้เข้าใจว่าการซื้อคือที่มาของความสุขเพียงอย่างเดียว ความสุขเรากำหนดจากว่าเราซื้อได้มากแค่ไหน นิยามตัวตนของเราก็ไปอยู่ที่เราบริโภคอะไร ไม่ใช่เราทำอะไร ทำให้ความเข้าใจไขว้เขวไป”
 
 
     พระไพศาล วิสาโล เจ้าอาวาสวัดป่ามหาวัน จ.ชัยภูมิ ได้มาร่วมแลกเปลี่ยนในวงเสวนาไม่ซื้อก็สุขได้ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของวันแถลงข่าว สัปดาห์ฉลาดไม่ซื้อ (28ม.ค. – 3ก.พ. 51) ที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 13 มกราคม 2550 ที่ผ่านมา ณ สตูดิโอมะขามป้อม ทั้งนี้ได้มีกิจกรรมละคร และวงเสวนาโดยสามวิทยากร คือ พระไพศาล วิสาโล , อธิคม คุณาวุฒิ บรรณาธิการนิตยสารWAY , สารี อ๋องสมหวัง ผู้จัดการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค  มาร่วมแลกเปลี่ยนกันอย่างเข้มข้นในบรรยากาศกันเอง 

 
      ภิกษุอย่างพระไพศาลมองว่าการรณรงค์ครั้งนี้ น่าจะเป็นตัวกระตุ้นความรู้สึกคนทั่วไปที่เข้าใจว่าการซื้อเป็นธรรมชาติก็เลยไม่เคยได้ตั้งคำถามกับพฤติกรรมของตัวเอง ขณะที่คนในแวดวงสื่อมวลชนที่ใส่ใจประเด็นทางสังคมอย่างอธิคม แลกเปลี่ยนว่าการรณรงค์ชวนงดซื้อ จะทำให้คนทั่วไปรู้สึกว่าการจับจ่ายที่ดูธรรมดาๆ มันน่าจะมีปัญหาบางอย่าง มีคนจำนวนไม่น้อยที่พยายามจะมีชีวิตทางเลือก ด้านหนึ่งก็ซื้อไปแต่ลึกๆรู้สึกผิด แต่เงื่อนไขให้ไปจากตรงนี้ก็มีไม่มากนัก ทางด้านสารีผู้คร่ำหวอดในแวดวงนักพิทักษ์สิทธิ์ผู้บริโภค ก็มีมุมมองคล้ายกันว่า
 
 
       คุณเป็นได้มากกว่าผู้บริโภคหรือคนซื้อ แล้วคุณจะทำอะไรได้บ้าง เท่าที่เจออาจจัดได้เป็นสามกลุ่ม หลักๆกลุ่มแรกคือคนที่เป็นผู้บริโภคจริงๆ ได้ของมามากกว่าที่ตั้งใจไปซื้อเสมอ กลุ่มสองคือไปซื้อแล้วยังทบทวนบ้าง กล้าร้องเรียน โทรไปคุยกับเจ้าของบริษัท ซึ่งก็ถือว่าคุณเป็นมากกว่าคนซื้อแล้ว กลุ่มสามคือใส่ใจว่าของที่ตัวเองซื้อไปส่งผลต่อใครบ้าง แล้วจะทำอะไรได้บ้าง”
     สารีให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่ามีกลุ่มคนที่ยอมซื้อผักอินทรีย์จากผู้ผลิตโดยตรง ซึ่งราคาแพงกว่าผักทั่วไปในตลาด เพราะต้องการสนับสนุนกระบวนการผลิตอาหารปลอดสารพิษ มีผู้บริโภคลักษณะนี้อยู่จำนวนหนึ่ง แต่ก็เป็นเครือข่ายที่เล็กมากจึงต้องเคลื่อนไหวเชิงโครงสร้าง และเปลี่ยนแปลงบริบทสังคมไปด้วยเพื่อจะให้เกิดกระบวนการมารองรับสนับสนุนตรงนี้
     “
ถึงแม้คุณจะเป็นผู้บริโภคสีเขียวแต่ที่สำคัญ คือ คุณจะบริโภคให้น้อยลงยังไง ซึ่งมันทำยากแต่ไม่ได้หมายความว่าทำไม่ได้
นอกจากจะรณรงค์ระดับปัจเจกซึ่งเป็นการเริ่มต้นที่มีค่าแล้ว ก็ยังต้องเชื่อมขยายไปสู่สาธารณะ เชื่อว่าความเปลี่ยนแปลงส่วนใหญ่ก็มาจากคนเล็กๆ ที่อยากเห็นการเปลี่ยนแปลง ” สารีกล่าว
 
 
 

     มีตัวอย่างมากมายของปัจเจกชน หรือเครือข่ายที่ใคร่ครวญ ถึงการบริโภคอย่างบ้าคลั่ง แล้วพยายามหาทางเลือกอื่น หรือมีปฏิบัติการบางอย่าง โดยเฉพาะคนในประเทศอุตสาหกรรม ที่ชีวิตพวกเขาต้องแช่อิ่มอยู่กับการบริโภคที่เข้มข้นอย่างมาก
     ในแคนาดาเมื่อ 16 ปีก่อน (ค.ศ. 1992) เท็ด เดฟ ศิลปินชาวแคนาดา และเพื่อนของเขาได้ร่วมกันกำหนดให้มีวันไม่ซื้ออะไรเลยขึ้น (Buy Nothing Day) คือ วันศุกร์หลังวันขอบคุณพระเจ้าของทุกปี (ราวๆ 23 - 24พ.ย.) ซึ่งเป็นวันที่ ร้านค้าแทบทุกร้านจะลดกระหน่ำ ผู้บริโภคที่ภักดีก็จะพากันไปรอ ตั้งแต่ฟ้ามืด แล้วก็จะเฮละโลกัน เข้าไปทันทีที่ประตูเปิด หากใครล้ม หรือเป็นลมพวกเขาก็จะก้าว หรือเหยียบข้ามไป ซึ่งต่อมาวันไม่ซื้อ ได้กลายเป็นสากลที่ผู้สนใจจากทั่วโลก คิด กิจกรรมเพื่อทำ ในวันนี้พร้อมๆกัน จำนวนประเทศที่มีคนเข้าร่วม วันไม่ซื้อ ก็มีเพิ่มขึ้นทุกปี ล่าสุดในปีที่ผ่านมา มีจำนวน 65 ประเทศ

 

 
      จากแรงบันดาลใจนี้เองในประเทศไทย โดยความร่วมมือ จากหลายองค์กรพัฒนาเอกชน ก็ได้จัดให้มีสัปดาห์ฉลาดไม่ซื้อขึ้น เป็นปีแรกระหว่างวันที่ 28 ม.ค. – 3 ก.พ. 2551 โดยนำมาปรับให้เข้ากับบริบท ของสังคมไทย ดังนั้นแล้ว ความหมายของการไม่ซื้อ จึงไม่ใช่ไม่ซื้ออะไรเลย แต่เป็นการชักชวนให้ผู้บริโภคทุกคน ลดการซื้อลง ลดซื้อของฟุ่มเฟือย ของไม่จำเป็น ของที่มาจากกระบวนการขูดรีดแรงงาน ทำร้ายสิ่งแวดล้อม ฯลฯ กระทั่งเลือกที่จะซื้อ แต่อาหาร การเดินทาง หรือยา เป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์ ให้ได้เป็นช่วงเวลาที่เรา จะได้ทบทวนการบริโภคที่ผ่านมา สร้างนิสัยการซื้อใหม่ แล้วระบายของสะสม ออกมาผ่านช่องทางต่างๆ โดยในวันที่ 2 ก.พ. 2551ทางเครือข่ายฯ ยังได้จัดให้มีกิจกรรม‘ไม่ซื้อก็สุขได้’ขึ้น ที่สวนสันติชัยปราการ เพื่อเป็นพื้นที่ให้ผู้สนใจ กิจกรรมไม่ซื้อมาพบปะกัน โดยในงานจะมีกิจกรรมหลากหลาย และจะไม่มีใครต้องควักเงินออกมาสักบาทเดียว  
 
     ช่วงท้ายของวงเสวนาในวันแถลงข่าว วิทยากรทั้งสามได้แลกเปลี่ยนกรณีที่น่าสนใจเกี่ยวกับการบริโภคที่เข้ามามาอิทธิพลกับตัวเราอย่างคาดไม่ถึง

     “ไม่ซื้อก็สุขได้ เพราะมีแหล่งความสุขหลายอย่าง แต่ถ้ามองให้ดีๆต้องบอกว่าสุขได้เพราะไม่ซื้อ คนเราทุกข์ตั้งแต่เริ่มอยากซื้อแล้ว เคยลองให้ผู้เข้าอบรม เข้าไปเดินในห้างให้ทั่วโดยมีข้อแม้ว่าห้ามซื้อ แต่ปรากฏว่า อาการอยากซื้อมันพรั่งพรูเข้ามาแล้วเกิดขึ้นโดยไม่รู้ตัว ได้ของกันกลับมาจริงๆ เราซื้อทุกวัน ก็ไม่รู้สึกถึงแรงดึงดูดที่นี้หรอก กระทั่งมีเงื่อนไขบางอย่างเข้ามา มนุษย์มีความสามารถ ในการปรับตัว เหมือนน้ำ มีทางให้ไหลก็ไหลไปเรื่อยๆแต่พอปิดทางมันก็ต้องไหลไปทางอื่น ที่ผ่านมาการแสวงหาความสุขของเรา ออกไปทางการซื้อ ถ้าลองปิด ก็ทำให้ต้องไปทำอย่างอื่น ปลูกต้นไม้ วิ่ง อยู่กับครอบครัว ฯลฯ” พระไพศาลเล่าถึงครั้งหนึ่งที่เคยจัดอบรมประเด็นเท่าทันบริโภคนิยม แล้วยังยกตัวอย่างถึงซีอีโอชาวอเมริกันคนหนึ่ง ที่ได้นับข้าวของในบ้านทั้งหมดได้ 600 ชิ้น ซึ่งถือว่าน้อยมากหากเทียบกับคนอเมริกันทั่วไป โดยเขาตั้งเงื่อนไขให้ตัวเองว่าหากจะซื้อสิ่งใหม่เข้ามา ก็ต้องเอาสิ่งที่มีอยู่ออกไปในจำนวนเท่ากัน ซึ่งทำให้เขาต้องคิดมากขึ้น เห็นคุณค่าของสิ่งที่มีอยู่มากขึ้น
 
 
      ทางด้านอธิคม ก็ได้นำเสนอ ‘เงื่อนไข’ ให้ลองทำไว้อย่างน่าสนใจทีเดียว
     “ถ้าอยากให้คนซื้อน้อยลง เราจะหา แรงจูงใจแบบไหน ผมเสนอสองส่วน ส่วนแรกในระดับปัจเจก ก่อนเดินเข้าไปห้าง ให้วางแผนก่อน จดว่าจะซื้ออะไรบ้าง แล้วซื้อเท่าที่จดเพราะผ่านการพิจารณาแล้ว แล้วใน สิ่งที่จดลงไปก็ให้หาเหตุผล ในการซื้อมันอย่างน้อย 5 ข้อ ซึ่งเราก็ได้ยิน วิธีการแบบนี้เสมอผ่านนิตยสารผู้หญิง forward mail ฯลฯ ซึ่งมันสะท้อนว่าแต่ละคน ก็อยากเตือนตัวเองให้ซื้อน้อยลง มันมีความต้องการนี้อยู่แล้วลึกๆ”

 
 
      นอกจากนี้เขายังได้เล่าถึง การ์ตูนแอนนิเมชั่น ของเอ็นจีโออเมริกันที่เคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อมคนหนึ่ง ซึ่งชี้ให้เห็นถึงกระบวนการ ที่เชื่อมร้อยกันเป็นสายโซ่ระหว่าง ผู้ผลิต ผู้บริโภค และทรัพยากรของโลก การที่เรากินและใช้อยู่ในประเทศไทย ก็อาจมีส่วนร่วมทำลายพื้นที่ป่าอเมซอนอยู่ก็เป็นได้ แต่วิถีการบริโภคในปัจจุบันไม่ทำให้เราเชื่อมโยงตรงนี้ได้เลย
     “เราซื้อของผ่านชั้นวาง ผ่านพนักงานขาย แต่ไม่เคยรู้ว่าสินค้าที่เราซื้อ หน้าตาคนผลิตเป็นอย่างไร เขาเป็นใคร การรณรงค์ครั้งนี้ จึงน่าจะเชื่อมโยง ให้เห็นโครงสร้างที่มีปัญหาได้ด้วย เพราะการที่เราซื้อของได้ถูกมากๆ จากร้านค้าปลีกใหญ่ จริงๆแล้วใครเป็นผู้จ่าย ? คนในประเทศโลกที่สาม ซึ่งเป็นต้นทางของทรัพยากรการผลิต คนจนที่เป็นแรงงานซึ่งต้องรับสารพิษโดยตรง และถูกกดค่าแรงหรือเปล่า? ”
     ไม่ใช่แค่ใครคนใดคนหนึ่ง ที่จะต้องตอบคำถามนี้ แต่คือผู้บริโภคทุกคน ที่ต้องใคร่ครวญขบคิด แล้วหาทางเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิต ที่ต้องบริโภคทุกวันให้เป็นมิตรกับโลก กับตัวเอง และกับผู้คนในประเทศ ที่ถูกผลาญทรัพยากร มาผลิตเป็นสินค้าสนองความต้องการอันไม่ยั้งคิดของพวกเรา

 

ไม่ ซื้อ ก็ สุข ได้  สุข ได้ เพราะ ไม่ ซื้อ

 

blog comments powered by Disqus
3.gif

Comments

logo footer   We can change the world everyday.- \\(^3^)//
เรามี 18 บุคคลทั่วไป ออนไลน์
กินเปลี่ยนโลก | สถาบันต้นกล้า | เยาวชนสืบสาน | ฟิ้วส์ | มะขามป้อม | เสมสิกขาลัย | iLaw | อาศรมวงค์สนิท
มาร่วมเป็นแฟน wechange555.com
ติดตามเรา
คลิ๊ปวีดีโอต่างๆ