|
จากกรณีที่มีกลุ่มนักเรียนนักศึกษานำโดย นาย ธนิต บุญญนสนีเกษม แกนนำกลุ่มพลังมวลชนเชียงราย นายกิตติพงษ์ นาตะเกศ อายุ 24 ปี นายนิติเมธพนฎ์ อายุ 23 ปี นักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย และนักเรียน อายุ 16 ปีโรงเรียนดำรงราษฎรสงเคราะห์เชียงราย ถูกออกหมายจับในข้อหาชุมนุมหรือมั่วสุมกันตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป หรือกระทำการใดอันเป็นการยุยงให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อย ภายในเขตพื้นที่ที่หัวหน้าผู้รับผิดชอบประกาศพระราชกำหนด, ร่วมกันเสนอข่าว, ทำให้แพร่หลายซึ่งสิ่งพิมพ์หรือสิ่งอื่นใดที่มีข้อความอันอาจทำให้ประชาชน เกิดความหวาดกลัวหรือเจตนาบิดเบือนข้อมูลข่าวสารทำให้เกิดความเข้าใจผิดใน สถานการณ์ฉุกเฉิน
กลุ่มนักเรียนและนักศึกษาดังกล่าวได้ถือป้ายแสดงข้อความต่างๆ เช่น "ผมเห็นคนตายที่ราชประสงค์" "นายกครับอย่าเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินนะครับ ไม่งั้นรัฐบาลจะพัง" และ"พ.ร.ก.ฉุกเฉินต้องคงไว้เพื่อไม่ให้ความจริงปรากฏ" โดยกลุ่มนักเรียนทั้งหมด สวมหน้ากากอนามัยเพื่อปิดบังใบหน้า พร้อมเขียนข้อความไว้บนหน้ากากอนามัยว่า พ.ร.ก. ส่วนเสื้อที่สวมใส่ก็ได้มีการเขียนว่า "ปรองดอง""ไม่รักรัฐบาลทรราช"โดยถือป้ายที่บริเวณตลาดสดเทศบาล 1 และปากทางขึ้นศาลากลาง จ.เชียงราย จนถูกออกหมายจับดังกล่าว พ.ต.ท.บัญญัติ ทำทอง รักษาราชการแทน รอง ผกก.สส.สภ.เมืองเชียงรายกล่าวว่า นายธนิตยังมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวโดยติดต่อกับกลุ่มนัก เรียนนักศึกษาทางเฟซบุ๊กด้วย ซึ่งทางตำรวจเห็นว่าเข้าข่ายกระทำความผิด เพราะพื้นที่ยังประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน
ล่าสุดนักเรียนอายุ 16 ปี หนึ่งในผู้ที่ออกหมายจับได้เข้ารายงานตัวกับสถานพินิจที่จังหวัดเชียงรายและ ถูกเรียกให้พบอีกครั้งในวันที่ 30 ก.ค.นี้ แม่ของนักเรียนอายุ 16 ปี เปิดเผยกับ "มติชนออนไลน์" ว่า ในวันเกิดเหตุวันที่ 16 ก.ค.ครูที่โรงเรียนลูกชายโทรมาแจ้งให้พาลูกชายไปพบที่โรงเรียนแม่ก็บอกว่า ไม่รู้เรื่องลูกชายไปชูป้าย และตอนนั้นครูแจ้งว่าไม่ผิดหรอกที่จะทำ แต่ไม่ควรใส่เสื้อนักเรียนที่มีป้ายชื่อสถานบันไป จึงไม่ได้คิดอะไรก็พาลูกกลับบบ้าน
"เวลาประมาณ 17.00 น. พ.ต.ท.บัญญัติ ทำทอง โทรมาขอเบอร์สามีจึงบอกไปว่าอยู่กรุงเทพฯ 2-3 เดือนถึงจะลงมาสักครั้งหนึ่ง จากนั้นจึงโทรไปหาสามีว่าจะมีตำรวจโทรไปหา ยังไม่ทันคุยจบ ก็ได้ยินเสียงคนเดินเข้ามาในบ้าน เพราะว่าประตูรั้วเปิดแง้มไว้ จึงวางโทรศัพท์แล้วออกไปดูพบว่ามีชาย 3 คนเข้ามาในบ้าน แล้วแจ้งว่าเป็นตำรวจนอกเครื่องแบบมาตรวจสอบ มาสอบถามเรื่องลูกชายว่ามีใคร ชักชวน ซึ่งลูกชายก็บอกว่ารู้จักกันทางเฟซบุค และตำรวจขอดูโน้ตบุคของลูกชาย แต่ก็ไม่พบอะไร แล้วตำรวจเชิญไปโรงพัก แต่เราไม่ไปเพราะเวลานั้นใกล้ค่ำแล้วจึงบอกว่า ขอไม่ไปได้ไหมเพราะค่ำแล้ว และถ้าจะให้ไปจริงขอหมายเรียกมาก่อน แล้วตำรวจนอกเครื่องแบบก็กลับไป

หลังจากตำรวจทั้ง 3 นายกลับไป พ.ต.ท.บัญญัติ โทรมาแจ้งว่าจะมาที่บ้าน และมาพร้อมกับผู้หญิงคนหนึ่งมาค้นข้อมูลจากโน้ตบุคก็พูดขึ้นว่าพอตำรวจเข้า บ้านมาก็ส่งข้อมูลให้เพื่อนทางเฟซบุคเลยจึงขอร้องว่าดึกแล้วให้ตำรวจกลับไป ก่อน ผ่านไป 2 วันไม่มีอะไรเกิดขึ้น
วันที่ 18 ก.ค.ตรงกับวันอาทิตย์ห่วงลูกจึงพาไปทำงานด้วย ตอนเย็นมีตำรวจโทรมาบอกว่าจะไปหาที่บ้านตอน 1 ทุ่ม จึงบอกไปว่าตอนนี้ไม่อยู่บ้าน เพราะตอนนั้นก็กลัวมาก จึงพาลูกชายไปอยู่ที่บ้านเพื่อนก่อนรอจน 3 ทุ่มจึงเข้าบ้านไป ตอน 1 ทุ่มกว่าๆให้ลูกไปดูหน้าบ้านเห็นรถติดไฟไซเรนจอดอยู่ใกล้ๆ บ้านจึงพากันไปกินข้าวรอให้ดึกก่อนถึงกลับเข้าบ้าน พอกลับถึงบ้านก็ไม่พบรถคันดังกล่าวแล้ว
เช้าวันจันทร์ที่ 19 ก.ค. มีตำรวจโทรเข้ามาบอกว่าให้เปิดประตูบ้านเพราะมีหมายเรียกและหมายค้น จากนั้นตำรวจเข้ามาถ่ายภาพห้องนอนลูกชายและยึดโน้ตบุ๊คลูกชายไป แจ้งว่าเวลา 10.00 น. วันที่ 20 ก.ค.ให้ไปที่สถานีตำรวจ จากนั้นก็พาลูกชายไปที่สถานีตำรวจแล้วทาง ตำรวจก็ส่งลูกชายไปที่สำนักงานอัยการเพื่อสอบปากคำ ในวันนั้นมี อัยการ นักจิตวิทยา ทนายความ ตำรวจ นักสิทธิมนุษยชน สอบสวนซักถามลูกชาย ความรู้สึกของแม่ตอนนั้นคือไม่รู้จะทำอะไรได้นอกจากคอยอยู่ใกล้ๆลูกชาย คิดว่าลูกชายคงกดดันมาก แต่เขาก็ตอบไปตามความจริงเรื่องที่ไปชูป้ายกับรุ่นพี่ที่รู้จักกันผ่านทาง เฟซบุค จากนั้นก็แยกย้ายกันกลับ
ตอนนี้ถูกเรียกไปไหนก็ต้องไป แต่ก็เชื่อว่าสิ่งที่กระทำลงไปไม่ผิดเพราะเป็นการแสดงความคิดเห็นเท่านั้น วันที่ไปชูป้ายข้อความว่า "ผมเห็นคนตายที่ราชประสงค์" เป็นการแสดงความคิดเห็นของตนเองจึงคิดว่าไม่ผิดเพราะมีคนตายจริงๆ ข่าวที่ปรากฎตามสื่อก็มี ตอนนี้รู้สึกเครียดเหมือนกันแต่เรื่องราวมาถึงขนาดนี้แล้วก็คงต้องทำใจปล่อย ไปตามเรื่องตามราวที่จะเกิดขึ้น เขาเรียกไปสถานพินิจก็ต้องไป
|
วันเดียวกันเวลาประมาณ 6 โมงเย็น มีตำรวจจโทรมาว่าวันที่ 21 ก.ค.จะพาลูกชายไปส่งสถานพินิจ ตอนนั้นตกใจมากแต่ก็คิดว่าคงไม่มีอะไร พอรุ่งเช้าก็แต่งตัวรอแล้วทางตำรวจก็แจ้งว่าให้พาลูกไปเองไม่มารับแล้ว และย้ำว่าไม่ต้องพาใครไปด้วยให้ลูกชายแต่งชุดนักเรียนไป แล้วทางสถานพินิจก็ให้ลูกชายไปพบพนักงานควบคุมควมประพฤติเซ็นชื่อแล้วก็กลับบ้านไม่ได้มีการสอบสวนอะไร และแจ้งว่าในวันที่ 30 ก.ค.ให้พาลูกชายมาอีกครั้งและให้พาไปตรวจร่างกาย
วันที่ 30 ก.ค.ไม่รู้ว่าจะเรียกไปทำอะไร คิดไว้ว่าถ้าลูกชายถูกควบคุมตัวก็จะดำเนินการประกันตัวออกมา สงสารลูกชายมาก เมื่อก่อนนอนแยกห้องกันหลังจากเกิดเรื่องลูกชายมานอนกับแม่ ทั้ง 2 คนไม่มีใครนอนไม่ค่อยหลับเลยได้แต่นอนกอดกันฟังเสียงลมหายใจ พอลูกชายหลับไปก็สะดุ้งตื่นดิ้นมือไขว่คว้าหาแม่ตลอด แม่เองก็กินไม่ได้นอนไม่หลับพ่อที่ทำงานอยู่กรุงเทพฯก็เป็นทุกข์" แม่นักเรียนอายุ 16 ปี กล่าว
ขณะที่นักเรียน ม. 5 ให้สัมภาษณ์ว่า ตอนนี้ถูกเรียกไปไหนก็ต้องไป แต่ก็เชื่อว่าสิ่งที่กระทำลงไปไม่ผิดเพราะเป็นการแสดงความคิดเห็นเท่านั้น วันที่ไปชูป้ายข้อความว่า "ผมเห็นคนตายที่ราชประสงค์" เป็นการแสดงความคิดเห็นของตนเองจึงคิดว่าไม่ผิดเพราะมีคนตายจริงๆ ข่าวที่ปรากฎตามสื่อก็มี ตอนนี้รู้สึกเครียดเหมือนกันแต่เรื่องราวมาถึงขนาดนี้แล้วก็คงต้องทำใจปล่อย ไปตามเรื่องตามราวที่จะเกิดขึ้น เขาเรียกไปสถานพินิจก็ต้องไป
"ผมไม่กลัวเพราะผมไม่ผิดผมไม่ได้ไป กระทำผิดเรื่องร้ายแรงอะไร การไปชูป้ายเป็นแค่การแสดงความคิดเห็นจึงคิดว่าไม่น่าจะโดนอะไร ไปกับพี่ที่ติดต่อกันทางเฟซบุค และตกใจเหมือนกันที่เห็นตำรวจมาที่บ้านเข้ามาในบ้านแบบไม่ทันตั้งตัว มาค้นข้อมูล" นักเรียนม.5 กล่าว
ทางด้านคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน น.ส.เกศริน เตียวตระกูล คณะอนุกรรมการในคณะอนุกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ด้านสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง กล่าวถึงกรณีนี้ว่า ตนเห็นว่าการถือป้ายลักษณะดังกล่าว เป็นสิทธิเสรีภาพในการคิด เด็กอายุ 16 ปี ก็มีความคิดได้เช่นกัน ดังนั้น จะรวบรวมข้อมูลทั้งหมดนำเสนอต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ต่อไป
ที่มา : มติชนออนไลน์ | 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2553
|