|
21 เมษายน 2552 ที่ผ่านมา ท่ามกลางอากาศร้อนชื้นและการเมืองที่ยังไม่คลายร้อนนัก สถาบันต้นกล้า ได้จัดกิจกรรมเสวนา ?สื่อท่วมหัวเอาตัวให้รอด? หลังยกเลิกอีเวนท์สัปดาห์ปิดทีวีที่สวนสันติชัยปราการไป ด้วยบรรยากาศสังคมไม่เป็นเอื้ออำนวย งานนี้จัดกันที่ห้องประชุมตึกรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดย วิทยากรจากคนแวดวงสื่อและนักสังเกตการณ์ทางสังคม คือ ชูวัส ฤกษ์ศิริสุข บรรณาธิการประชาไท ทอแสงรัศมี ถีถะแก้ว ผู้ประกาศข่าว มาโนช พุฒตาล ศิลปินและนักจัดรายการวิทยุ ฮาเมอร์ ซาลวาลา ผู้สร้างหนังสั้นอิสระ ดำเนินรายการโดยนักจัดรายการวิทยุจากคลื่นความคิด 96.5 ธนาทิพ ฉัตรภูมิ เราเก็บบางประเด็นน่าสนใจมาถ่ายทอดต่อ เพื่อให้เป็นสายธารการสังสรรค์ทางปัญญาสืบเนื่องต่อไป
เรามีอำนาจมากกว่าที่สื่อจะบอกว่าควรทำอะไร?? ผมจะไม่พยายามดูอย่างเดียว?? ทุกอย่างมันมีระหว่างบรรทัด ทุกเรื่องโกหกมีความจริงอยู่ในนั้น แค่พยายามคิดกับมันหน่อย
ฮาเมอร์ ซาลวาลา
เมื่อผลิตสื่อเองได้หลากหลายมากขึ้น รัฐจะครอบงำคุณได้ยากขึ้นด้วย นี่เป็นจังหวะของสังคมไทยและโลกต่อปรากฏการณ์ใหม่ๆ? ปรากฏการณ์อย่างเสื้อแดงเลยเกิด ไม่ว่ารัฐจะครอบงำคุณอย่างไร ดีขนาดไหน กลไกไหนก็จะควบคุมคุณได้ยากขึ้น
ชูวัส ฤกษ์ศิริสุข

หากหาความจริงไม่เจอเราจะจินตนาการ แล้วเราไม่ใช้เวลามากกับเรื่องนี้ ทุกวันนี้ที่เรามีปัญหาเพราะเราแต่งเรื่องกันเองมากเกินไป มาโนช พุฒตาล
มันไม่มีความเป็นกลาง?? ในห้องเรียนก็สอนให้ยึดหลักความถูกต้อง แล้วความถูกต้องคืออะไร ที่ทำได้คือเสนอข่าวให้รอบด้านมากที่สุด แต่ยืนยันความเป็นกลางของเราไม่ได้ เพราะเอาเข้าจริงก็ไม่รู้ว่าคืออะไร
ทอแสงรัศมี ถีถะแก้ว
?
ชูวัส ฤกษ์ศิริสุข บรรณาธิการแห่งหนังสือพิมพ์ออนไลน์ประชาไทย? เริ่มจากเท้าความถึงการก่อเกิดของประชาไท ซึ่เกิดก่อนการปฏิวัติ 19 กันยายน 2549 ครึ่งปี หลังรัฐประหารมีคนเข้าเว็บไซต์มากขึ้นเป็นเท่าตัว จากจำนวนคนที่ทวีขึ้นนี้ อาจกล่าวได้ว่าเป็นตัววัดเสรีภาพของสังคม ชี้วัดจำนวนผู้เป็นเหยื่อจากการรัฐประหาร
?วันที่ประชาไทมีคนอ่านน้อยอาจชี้วัดว่าบ้านเมืองสงบสุขก็ได้ ผมคิดว่านัยสำคัญของประชาไทมันสะท้อนสภาวะเสรีภาพที่เป็นปัญหาและภาวะที่คนต้องการสื่อใหม่ ภาวะคนที่ต้องการเป็นผู้สื่อข่าวเอง พลเมืองที่เขียนข่าวเองได้ อันเนื่องจากการถูกปิดกั้น?
?สัญชาติญาณหรือสันดานมนุษย์ที่ต้องการเสรีภาพ ได้แสดงออกผ่านเครื่องมือสมัยใหม่อย่างอินเตอร์เน็ต เมื่อผลิตสื่อเองได้หลากหลายมากขึ้น รัฐจะครอบงำคุณได้ยากขึ้นด้วย นี่เป็นจังหวะของสังคมไทยและโลกต่อปรากฏการณ์ใหม่ๆ? ปรากฏการณ์อย่างเสื้อแดงเลยเกิด ไม่ว่ารัฐจะครอบงำคุณอย่างไร ดีขนาดไหน กลไกไหนก็จะควบคุมคุณได้ยากขึ้น อีกปัจจัยคือ การเติบโตของเศรษฐกิจ คนชั้นกลางที่เพิ่มขึ้นในสังคม?
แล้วในฐานะที่เคยได้รับเชิญมาเป็นวิทยากรในอีเวนท์สัปดาห์ปิดทีวีปีที่แล้ว บรรณาธิการประชาไท ยังได้กล่าวเชื่อมโยงไปว่า รณรงค์ปิดทีวีเป็นมากกว่าการปิดทีวี เพราะมีนัยของการออกจากการครอบงำของรัฐ ซึ่งครอบงำเราผ่านภาษา ละคร ข่าว ฯลฯ ตั้งแต่เกิดจนตาย? โดยการสร้างสื่อของตัวเอง การเกิดเว็บไซต์จำนวนมากก็มีนัยของการก้าวออกจากการครอบงำเช่นกัน
ในด้านการทำงานของสื่อ จากการนำเสนอข่าวช่วงสถานการณ์การชุมนุมคนเสื้อแดงเมื่อสงกรานต์ที่ผ่านมาและในหลายๆครั้งใน ชูวัสมองว่าสื่อไทยยังคับแคบอยู่มากและยังไม่ทำหน้าที่ของตัวเองอย่างที่ควรเป็น? ไม่พยายามทำความเข้าใจหรือมองลึกลงไปยังรากเหง้าปัญหา แต่กลับร่วมตะลุมบอนกับสงครามสีนั้นด้วย
? ถ้าเราอยู่อัฟกานิสถาน หน้าที่สื่อไม่ใช่รุมยำตาลีบันนะ แต่คือต้องเข้าถึงตาลีบันเพื่อเข้าถึงเขา เพื่อเยียวยาความโกรธแค้นของเขา เราถึงอยู่ด้วยกันได้อย่างสันติ แต่ตอนนี้เรากำลังรุมยำคนถืออาวุธ? ผมไม่คิดว่าสื่อมีเจตนาไม่ดี แต่ผมว่าสื่อโง่ ผมก็ด้วย ราคาของการฉลาดมันคือเลือกและน้ำตา เป็นแบบนี้มาสามสิบปี ก็เป็นแบบนี้ต่อไป??
และที่ชูวัสใช้คำว่า ?น่าอับอาย? ที่สุดคือปรากฏการณ์ของการยอมให้รัฐปิดสื่อชาวบ้านอย่าง ดีสเตชั่น ซึ่งมาจากฐานคิดว่า สื่อคิดว่าตนเป็นสื่อแล้วคนอื่นไม่ใช่
?เมื่อกลางปี 2549 สมาคมนักข่าวเคยออกแถลงการณ์เรื่องสื่อแท้สื่อเทียม ซึ่งมันเป็นบาดแผลของสมาคมฯเลย ในที่สุดตอนนี้คุณก็ยอมให้ปิดสื่อที่คิดต่างจากคุณ มันหน่อมแน้มเกินไปที่คิดว่าสื่อฉบับหนึ่งจะต้องแท้ ต้องรอบด้าน มันไม่ใช่หลักประกันเลย แต่หลักประกันคือคุณต้องมีดีสเตชั่น มีเอเอสทีวีให้คนเข้าถึงแล้วเลือกที่จะสร้างสมดุลเอง ประชาไทเลยอยากเสนอข่าวที่ไม่ค่อยเป็นข่าว ซึ่งเป็นหน้าที่สังคมไทย ตอนนี้คุณไม่มีทางเลือกอะไรนัก นอกจากปิดหูปิดตาไปเลย หรืออ่านเยอะๆ แล้วผลิตสื่อใหม่จากความคิดคุณ ต่อยอดออกมา

ด้านนักจัดรายการวิทยุและนักดนตรีรุ่นใหญ่ มาโนช พุฒตาล ที่เฝ้ามองสังคมในฐานะประชาชนที่ไม่ยอมนั่งเฉยๆ บอกเล่าจากประสบการณ์ของตัวเองในการแสวงหาความจริงด้วยอารมณ์ตลกร้ายว่า
ช่วงสงกรานต์ผมอยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ก็ไม่รู้ เพราะไม่ไว้วางใจสื่อไหนเลย ผมไปร้านข้าวมันไก่ แถวบ้าน คนขายก็ชอบเล่นเน็ต เป็นคนประเภทว่าพอเว็บไหนถูกปิดเขาก็หาเว็บใหม่ไปเรื่อยๆ เขาไม่เชื่อสื่อรัฐแต่เชื่อสื่อที่หาอ่านจากเน็ต แต่ผมก็ว่ามันอันตรายหากเชื่ออย่างปักใจ ผมเลยทำอย่างที่ชูวัสว่า คือ หาทางรู้เอง ผมโทรหาทุกคนเลย? โทรหาวรพจน์ (พันธุ์พงศ์) เขาก็หาคนเสื้อแดงมาคุยให้เลย คือ ไม้หนึ่ง ก.กุนที วันนั้นนะอารมณ์เหมือนจะก่อการเลย คุณไม้หนึ่งก็เล่าให้ฟัง มีคุณฮาเมอร์ (ซาลวาลา) คอยค้านบ้าง ผมก็ได้ข้อมูลมาส่วนหนึ่ง กลับมาบ้านก็โทรหาลูกชายที่อยู่ต่างประเทศก็จะได้ดูข่าวต่างประเทศ โทรหานักข่าวไทยรัฐ เขาก็เล่าเป็นตุเป็นตะ เหมือนวาทุกคนมีข้อมูลหมด ผมก็ทำหน้าที่ประมวลนะ แต่มันไม่สามารถเจอความจริงได้ สุดท้ายผมก็จินตนาการ เหมือนคนโบราณที่เจอฟ้าร้องแล้วไม่รู้ว่าคืออะไรก็คิดว่าเป็นภูตผีไป
มือดีทางดนตรีรุ่นใหญ่เล่าให้ผู้ฟังฟังถึงจินตนาการล้นเหลือของเขา อันเป็นเรื่องราวเชื่อมโยงกับเหตุการณ์การเมืองช่วงนั้นผสานผสมกับหนังแนวมาเฟียและการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ที่เคยดูมา ก่อนจะไปสรุปลงตรงที่ เขาออกจากภวังค์กลับสู่ความจริงแล้วพบว่ายังได้อยู่กับครอบครัว กับคนที่รัก ยังสามารถดึงลูกเข้ามาอยู่ในอ้อมกอดได้จริง?
?ที่เล่ามาทั้งหมดคือ หากหาความจริงไม่เจอเราจะจินตนาการ แล้วเราไม่ใช้เวลามากกับเรื่องนี้ ทุกวันนี้ที่เรามีปัญหาเพราะเราแต่งเรื่องกันเองมากเกินไป?
มาโนชปิดท้าย ด้วยการย้อนกลับไปมองในมุมมองที่ต่างไปจากข้อเสนอของบรรณาธิการประชาไท ต่อประเด็นการสร้างสื่อเอง? ?การบอกว่าให้สร้างสื่อเอง ผมว่ามันก็มีทั้งโทษและประโยชน์ เหมือนรัฐและชาวบ้านเป็นศัตรูกัน ชาวบ้านเป็นพระเอก ซึ่งจริงๆแล้วชาวบ้านก็เป็นตัวร้ายเหมือนกัน ตอนนี้เราอยู่ในภาวะลำบาก แล้วก็ยังไม่มีคำตอบ วิธีที่ผมว่าน่าจะดี แต่อาจฟังดูโบราณ คือ มันมีศาสนาที่แต่ละคนยังใช้ประโยชน์ได้ อย่างเมื่อคืนผมเห็นพระไพศาลมาออกทีวี? สื่อที่เกี่ยวกับศาสนามันมีหัวใจบางอย่าง ซึ่งจะขยายออกมาช่วยปัญหาได้ เพราะตอนนี้เราไม่ไปหาหัวใจแต่ไปหารายละเอียดกันมาก?
ต่อเนื่องด้วย ฮาเมอร์ ซาลวาลา ผู้เป็นคนทำหนังทดลองยุคแรกๆของไทย เป็นช่างภาพอิสระ และยังเป็นนักสังเกตการณ์ทางสังคม เขามักถือกล้องวีดีโอตัวเล็กๆ ตระเวนไปเก็บภาพการเคลื่อนไหวทางการเมืองของทุกฝ่าย รวมทั้งการจุดเทียนของสายสันติวิธี เก็บวัตถุดิบเหล่านี้ไว้เพื่อจะนำมาทำอะไรสักอย่างแล้วนำเสนอในวันหนึ่ง ก่อนหน้านี้เขาเคยทำหนังสั้นการเมืองที่มาจากการเก็บภาพช่วงพฤษภาคมทมิฬ พ.ศ. 2535 ออกมาในชื่อ ค้างคาวเดือนพฤษภา (Bat of May) เสวนาครั้งนี้ เขาเริ่มจากเล่าถึงการตระเวนเก็บภาพตามที่เคยทำ? การตัดสินใจขึ้นเล่นดนตรีให้กับเพื่อน ไม้หนึ่ง ก.กุนที ขณะอ่านกวี ด้วยความรู้สึกกดดันบางอย่าง? และมุมมองต่อสื่อในจอโทรทัศน์
สื่อเซ็นเซอร์ตัวเองเกินไป ข่าวบางครั้งสำหรับผม อาจไม่จำเป็นต้องไปที่นั่น คุณแค่ตั้งกล้องเฉยๆ มุมกว้าง นั่นก็เป็นข่าวแล้ว บอกว่ามันเกิดอะไรขึ้น?ได้ สื่อไม่ชอบหรือกลัวอะไรมากเกินไปหรือเปล่า
"ผมไม่มีทีวีที่ห้องมาห้าปี ไม่ดูทีวีไทยมาสิบเอ็ดปีแล้ว ซึ่งพอไม่ได้ดูมันกลับทำให้รู้สึกมีอำนาจเหนือ เราเลือกสื่อ เรามีอำนาจมากกว่าที่สื่อจะบอกว่าควรทำอะไร ผมจะไม่พยายามดูอย่างเดียว?? ทุกอย่างมันมีระหว่างบรรทัด ทุกเรื่องโกหกมีความจริงอยู่ในนั้นนะ แค่พยายามคิดกับมันหน่อย

ในด้านของ ทอแสงรัศมี ถีถะแก้ว สาวหน้าหวานผู้ซึ่งคลุกคลีอยู่กับแวดวงสื่อกระแสหลัก เป็นทั้งนักข่าวและผู้ประกาศข่าว เริ่มจากช่องสาม ตอนนี้เธอมาประจำอยู่ที่ช่องทีวีไทย ทีวีสาธารณะช่องแรกของประเทศ ซึ่งย่อมต้องถูกคาดหวังถึงความ ?เป็นกลาง? โดยเฉพาะในช่วงสถานการณ์ร้อน แต่จากที่ผ่านมา เธอฟังธงเลยว่า ไม่มีความเป็นกลางในสื่อ
คนที่ได้เปิดทีวีดู โดยเฉพาะทีวีไทยก็คงต้องการคาดหวังการเสนอเหตุการณ์รอบด้าน เป็นพื้นที่ของทุกกลุ่ม แต่ก็ต้องผิดหวังไป? ภาพข่าวซ้ำๆ กันไปหมด เช้าสายบ่ายเย็น เนื้อหาที่ผู้ประกาศออกมาพูด? ความลึก ความหลากหลาย มันแทบไม่มี
ถามว่า สื่อมวลชนเป็นเด็กดีของรัฐหรือเปล่า? อุ้มชูหรือเปล่า ? สำหรับเราในฐานะที่นั่งอยู่แถวๆกองบรรณาธิการ อย่างหนึ่งคือเราเหมือนปลามองไม่เห็นน้ำ รู้แต่ว่าอยากติดตามข่าว โดยไม่ดูว่าช่องอื่นเขาก็ทำ มันเลยไม่แตกต่าง แล้วการประชุมข่าวมันก็ไม่ได้มีประเด็นอะไรท้าทาย ไม่คิดต่างจากที่อื่น อะไรที่ดูแหกคอกหรือน่าสนใจ พอไปถึงระดับบรรณาธิการ มันไม่มีคำสั่งให้ไปตามข่าวนี้ หรือมีก็หลังจากเหตุการณ์นานแล้ว? ข่าวที่ออกมาเหมือนอุ้มรัฐเพราะตามได้แต่แหล่งข่าวของรัฐ มันไม่มีนะคะความเป็นกลาง ในห้องเรียนก็สอนให้ยึดหลักความถูกต้อง แล้วความถูกต้องคืออะไร ที่ทำได้คือเสนอข่าวให้รอบด้านมากที่สุด แต่ยืนยันความเป็นกลางของเราไม่ได้ เพราะเอาเข้าจริงก็ไม่รู้ว่าคืออะไร? .........

ต่อเนื่องจากประเด็น ความเป็นกลาง และ ความจริง ธนาทิพ ฉัตรภูติ ผู้ดำเนินรายการได้นำมาเป็นประเด็นเสวนาต่อในรอบสอง เธอถามวิทยากรที่เหลือว่า แล้วอย่างไรเราจะเห็นความจริงได้
ชูวัสมองว่าประเด็นนี้เป็นปัญหาทางปรัชญาที่มีคำตอบเลื่อนไหลง่ายและไม่สมบูรณ์แบบ
ใครกำหนดได้ว่าดี จริงคืออะไร ใครทำนอกเหนือจากนี้ก็เลว มันก็มีสถาบันเข้ามากำหนด สำหรับผมคิดว่าไม่มีความจริงหนึ่งสถิต ณ เวลานั้นตายตัว สมบูรณ์แน่นอน แม้กระทั่งศาสนา เชื่ออะไรก็เปลี่ยนแปลงได้ ทุนนิยมเราก็พบว่ามันไม่ได้เลวร้ายเสมอไป ผมไม่เชื่ออีกต่อไปแล้วว่าอะไรคือดี อะไรคือจริง?? เมื่อวันที่คุณไม่ได้ถูกครอบงำให้เชื่ออีกแล้ว คุณจะสับสน อ้างว้าง แต่มันคือภูมิต้านทาน แล้วจะเกิดความจริงในใจขึ้นมา? ถ้าพูดกันจริงๆแล้วมันจะไกลจากประเด็นสื่อออกไปแล้ว?
หลังจากนั้น ผู้ดำเนินรายการได้ส่งประเด็นให้มาโนช ในเรื่องการเอาตัวรอดจากภาวะสื่อท่วมหัว? โดยมาโนชมองว่า เอาเข้าจริงแล้วอาจเป็นเรื่องการกลับมาใช้สามัญสำนึกพื้นๆ ธรรมดาๆ และหลักยึดอย่างศาสนา ที่จะทำให้เราผ่านยุคสมัยแบบนี้ไปได้
คนเราต้องมีสามัญสำนึก นึกแบบธรรมดาๆ คนพุทธก็มีศีลห้า มุสลิมก็มีกติกาแบบมุสลิม แต่จะเอาสามัญสำนึกที่เหมาะสมมาจากไหน มันก็มาจากตั้งแต่เราเด็กๆ และการไม่ปล่อยให้ตัวเองถูกชักจูงไปด้านใดด้านหนึ่ง การพยายามจะเข้าใกล้ความถูกต้องเหมาะสมมากที่สุด? ในกรณีสื่อ มันยกฐานะตัวเองมาใกล้กับปัจจัยสี่มากแล้ว ผมเห็นว่า เราก็ใช้สามัญสำนึกของเรา แล้วอยู่กับมันห่างๆหน่อยก็ได้ แล้วอีกอันที่ผมเห็นว่ามันเป็นปัญหาคือ เราอยู่กันแบบประชดประชันกันมากเกินไป ไม่พยายามแก้ที่ตัวปัญหา
เมื่อเสวนาดำเนินมาถึงช่วงสุดท้าย? ธนาทิพ ได้พาคนฟังเข้าประเด็นทิ้งท้ายที่ว่า จะเสพสื่ออย่างไรไม่ให้เครียด?? ด้านบรรณาธิการประชาไทที่อยู่กับความเครียดจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตไปแล้ว แนะนำแบบตลกร้ายแต่ก็น่าคิดไว้ว่า
เครียดให้ชินไง มนุษยชาติเคยเรียนรู้ว่าจะอยู่กับมันอย่างไร เหมือนสิทธารถะ (ตัวละครในนิยายของเฮอร์มาน เฮสเส) คุณเครียดมากขึ้นก็ได้เห็นข้อขัดแย้งมากขึ้น เห็นความจริงมากขึ้น ยิ่งจริงกว่า ๆๆ แล้วที่สุดก็พบว่า มันไม่มีความจริงเลย ผมจะไม่แนะให้ใครหนี แต่พักได้ เรื่องแบบนี้เครียดได้ เครียดนั้นจะเป็นพื้นให้เราไม่เครียดเมื่อเจอเรื่องยากขึ้น? พระพุทธเจ้าก็เครียด หกปีที่นั่งคิดอย่างเดียว เครียดมากนะ? แต่เราเรียนรู้กันได้? ปิดท้ายด้วย มาโนช พุฒตาล ซึ่งแนะนำแบบคนที่เคยฟังเขาจัดรายการวิทยุหรือตามอ่านสัมภาษณ์ชิ้นเด็ดๆของเขาจะไม่แปลกใจเลย? เมื่อศิลปินหนุ่มใหญ่บอกว่า? ? ผมไม่เครียด ถ้าหมั่นไส้ก็ด่าสิ ด่าให้เพื่อนฟัง ด่าออกวิทยุ สนุกดี ขำๆ ?
ฮา...ทิ้งท้ายหน่อยจะเป็นไรไปเล่า
แลกเปลี่ยน
วัฒนา นาคประดิษฐ์ มูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม เราทำงานกับพี่น้องวิทยุชุมชน ช่วงที่มีความขัดแย้งทางการเมือง วิทยุชุมชนโดนทุกที? เราคิดว่าประเทศไทยทุกวันนี้มีวิทยุชุมชนตามเจตนารมณ์ร้อยกว่าสถานี? จากที่เราลงไปเจอ คือชาวบ้านก็เลือกจะเซฟตัวเอง แต่ก็เลี่ยงไม่ได้ที่จะถูกถาม? พี่น้องพูดถึงประชาธิปไตยไม่สวยเท่าคนเมืองหรอก แต่เขาเข้าใจและเห็นการเรียนรู้ของคนจนกับการเข้ามามีสิทธิ์ทางการเมือง ตัวเราเองเมื่อเทียบกับเหตุการณ์พฤษภา 2535 เราก็ไม่เครียดแล้ว อายุที่มากขึ้นมันทำให้เห็นความเป็นไปของสังคม? แล้วการทำวิทยุชุมชนทำให้คุ้นเคยกับสื่อกระแสหลักมากขึ้น แล้วเราเห็นนักข่าวหลายคนพยายามจะสร้างให้มันสมดุลนะ แต่พอเป็นการเมืองสี เป็นการเมืองภาพใหญ่ๆ มันมีปัญหาทุกที แต่พอพูดเรื่องเขื่อน เขาก็พยายามนำเสนอว่าโครงการพัฒนามีข้อดีข้อเสียอย่างไร แม้แต่ช่อง11 เอง หรือไทยพีบีเอส ก็สะท้อนได้ เลือกได้ แต่พอมาเรื่องใหญ่ๆมีปัญหา ในระยะยาวเราคิดว่าเมื่อพี่น้องคนจนมีการเรียนรู้มากขึ้นมันจะเกิดการเปลี่ยนแปลง แต่คนชั้นกลางไม่รู้จะเรียนรู้อย่างไรได้บ้าง?
กิตติชัย งามชัยพิสิฐ สถาบันต้นกล้า ผมว่าช่วงเวลาแบบนี้คนจะรู้ทันสื่อมากขึ้น เท่าที่ฟัง สิ่งที่สื่อทำมันไม่ใช่การนำเสนอด้านหนึ่งมากเกินไป บิดเบือนข่าว แต่คิดว่ามันมีการพยายามกำหนดวาระทางสังคมอยู่ในนั้น เสนอแบบนี้เพื่อให้คนเถียงกันเรื่องนี้ ที่เขาต้องการให้เถียง น่าคิดต่อไปว่า แล้วเราจะจัดการกับการสร้างประเด็นให้เราเถียง ให้เราคิดเหล่านี้อย่างไร นอกจากการทำให้สื่อจริงขึ้นได้อย่างไร
เรียบเรียงจากงานเสวนาสื่อท่วมหัว เอาตัวให้รอด 21 เม.ย.52 คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ
|