|
เมื่อครั้งหนึ่งที่ต้องตัดสินใจเลือกว่าจะทำงานอะไรดี ระหว่างเป็นเจ้าหน้าที่รณรงค์กับกรีนพีซ หรือประสานงานโครงการความร่วมมือเพื่อคนรุ่นใหม่ลุ่มน้ำโขงให้มูลนิธิอาสา สมัครเพื่อสังคม (มอส.) รุ่นพี่คนหนึ่งบอกว่าบทบาทขององค์กรข้างต้นต่างกัน คงต้องดูว่าเราอยากจะทำงานในบทบาทไหนกันแน่ พร้อมกับส่งงานเขียนภาษาอังกฤษหนึ่งหน้า เรื่อง “สี่บทบาทของนักกิจกรรม ที่มีผลต่อการเคลื่อนไหวสังคม” มาให้ แล้วกำชับว่า “เธออ่านหน้านี้ประกอบการคิดก็แล้วกันนะ”
สี่บทบาทที่ว่าคือ 1. พลเมือง 2.นักปฏิรูป 3. ผู้นำการเปลี่ยนแปลง 4. ผู้ขบถหรือผู้ขัดขืน
พลเมือง (Citizen)
 |
ดอกไม้:
- ส่งเสริมคุณค่าเชิงบวก เช่น ประชาธิปไตย,เสรีภาพ,ความเป็นธรรม, การไม่ใช้ความรุนแรง
- ป้องกันการจู่โจมของ “พวกสุดโต่ง”
- เป็นรากฐานของสังคม
|
ก้อนหิน:
- พลเมืองไร้เดียงสา (Naive) ยังไม่ตระหนักว่าผู้กุมอำนาจ และสถาบันต่างๆ มีไว้เพื่อสนองผลประโยชน์ของชนชั้นสูงโดยชนชั้นล่างเป็นผู้จ่าย
- “ผู้รักชาติสุดๆ” (super- patriot) เชื่อในผู้กุมอำนาจและรัฐชาติอย่างไม่ลืมหูลืมตา
|
นักปฏิรูป (Reformer)
 |
ดอกไม้ :
- ใช้ช่องทางที่เป็นทางการเพื่อการเปลี่ยนแปลง
- ใช้วิธีการหลากหลาย อาทิ ล็อบบี้,ประชามติ,ชุมนุมทางการ, เลือกตั้ง, ปฏิบัติการภายใต้กฎหมาย
- คอยดูว่ามีการบังคับใช้ผลสำเร็จแล้วขยายผลและคอยป้องกันปฏิกิริยาต่อต้านที่อาจเกิดขึ้น
|
ก้อนหิน:
- ส่งเสริมการปฏิรูปขนาดเล็กๆ ที่ผู้กุมอำนาจยอมรับได้
- มักเลือกทำงานกับผู้กุมอำนาจมากกว่าประชาชนรากหญ้า
- ถูกจำกัดด้วยระบบโครงสร้างแบบลำดับชั้นและระบบอุปถัมภ์
- ไม่สนับสนุนการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์
|
ผู้นำการเปลี่ยนแปลง (Change Agent)
 |
ดอกไม้ :
- ใช้พลังประชาชน : ให้การศึกษา โน้มน้าวและเกาะเกี่ยวพลเมืองส่วนใหญ่ให้เข้าสู่กระบวนการเปลี่ยนแปลง
- จัดตั้งมวลชนรากหญ้า
- มียุทธศาสตร์,ยุทธวิธีในการเคลื่อนไหวระยะยาว
- ส่งเสริมทางเลือกและการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์
|
ก้อนหิน :
- อุดมคติแบบเพ้อฝัน (Utopian): ส่งเสริมวิสัยทัศน์ที่สมบูรณ์พร้อมแต่ไม่เชื่อมกับความจำเป็นของการเคลื่อนไหวในขณะนั้น
- ยึดติด (Dogmatic): เชื่อว่ามีวิธีการเดียวที่ไปถึงเป้าหมายได้ โดยไม่สนใจวิธีอื่นๆ
- ละเลยความต้องการส่วนตัวของนักกิจกรรม
- ไม่เกาะเกี่ยวกับขบวนการเคลื่อนไหว แยกตัวไปอยู่โดดๆ แบบชีวิตทางเลือก
|
ผู้ขบถ หรือ ผู้ขัดขืน (Rebel)
 |
ดอกไม้ :
- คัดค้าน : หยุดยั้งความรุนแรงที่ขัดกับคุณค่าด้านบวก
- ปฏิบัติการไร้ความรุนแรงทางตรง, อารยะขัดขืน
- ชูประเด็นปัญหาให้สาธารณะได้รับรู้
- มีการวางยุทธศาสตร์
- ตื่นเต้น, ใช้ความกล้า, เสี่ยง
|
ก้อนหิน :
- นิยามตัวเองว่า “เป็นคนชายขอบ”
- “ถ้าจำเป็นจะไม่เลือกวิธีที่ใช้” รวมถึงอาจใช้ความรุนแรงและทำลายทรัพย์สมบัติ
- ปฏิบัติการโดยใช้อารมณ์ด้านลบ เช่น โกรธ สิ้นหวัง ไร้อำนาจ
- ต่อต้านสถาบัน, กฎเกณฑ์หรือโครงสร้างต่างๆ
- ความจำเป็นส่วนตัวมีน้ำหนักกว่าความจำเป็นของขบวนการเคลื่อนไหว
|
โดยแต่ละบทบาทจะมีด้านที่ส่งผลและไร้ผลต่อการเคลื่อนไหวสังคม ต่างกันไป ตามตารางข้างต้น (ดาวน์โหลดต้นฉบับภาษาอังกฤษได้ที่ www.socialinclusion.sa.gov.au/files/Day2b_MoyerCharts.pdf) การจัดหมวดนักกิจกรรมนี้ เป็นแนวคิดของ Bill Moyer (และเป็นผู้เขียนงานนี้ขึ้นเผยแพร่) เขามีชีวิตอยู่ในช่วงปีพ.ศ. 2476 - 2545 เป็นวิศวกรชาวอเมริกันที่ผันตัวมาเป็นนักเคลื่อนไหวสังคมด้านสิทธิ ความเท่าเทียมของพลเมือง สันติภาพและสิ่งแวดล้อม ทำงานด้านนี้มากว่า 40 ปี ได้ศึกษาปฏิบัติการไร้ความรุนแรง จากกลุ่มเควกเกอร์ และตัวเขายังได้ทำงานใกล้ชิดกับมาร์ติน ลูเธอร์คิง และเหล่าผู้นำที่ต่อสู้ในประเด็นเดียวกันนี้ช่วงปี พ.ศ. 2509 Bill ยังเสนออีกว่า ประโยชน์ของการจัดหมวดแบบนี้คือ ให้แต่ละคนหรือองค์กรมีทิศทางที่จะตั้งเป้าหมายโดยเพิ่มด้านที่ส่งผลและลดด้านที่ไร้ผลต่อการเคลื่อนไหวสังคม
อ่านคร่าวๆ แล้ว ถึงกับร้อง โอ้โห! มีวิธีแยกแยะแบบนี้ด้วยเหรอ อืม...แล้วเราจะทำตรงไหนดีล่ะ จะคิดแบบ “ภววิสัย” คือ อะไรเป็นสิ่งจำเป็นที่สังคมไทยต้องการสุดๆ ตอนนี้? หรือจะคิดแบบ “อัตวิสัย” คือ อะไรที่ฉันรักและถนัดจะทำที่สุดตอนนี้? (ต้องเน้นว่า “ตอนนี้” เพราะชีวิตฉันเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลาน่ะสิ)
บทบาทนักรณรงค์ของกรีนพีซก็ออกแนวขบถ ตื่นเต้น ต้องกล้า และเสี่ยง แล้วฉันจะไหวเหรอเนี่ย... โทรไปปรึกษาเพื่อนอีกคนที่เคยทำกิจกรรมนักศึกษาในนาม คอทส. (คณะกรรมการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสภาพแวดล้อม 16 สถาบัน) ซึ่งออกแนวต่อต้านโครงการขนาดใหญ่ของรัฐบาลที่มักทำลายธรรมชาติ เช่น เขื่อน โรงไฟฟ้า เราเคยพากันไปประท้วงหน้าทำเนียบและที่รัฐสภาหลายรอบ
เขาเล่าว่า “กรีนพีซโดนฟ้องร้องเรื่องไปเด็ดมะละกอที่สงสัยว่าปนเปื้อนจีเอ็มโอ ในสถานีวิจัยพืชสวนขอนแก่น ของกรมวิชาการเกษตร” ฉันมองว่านี่เป็นหนึ่งในปฏิบัติการสันติวิธีทางตรงที่องค์กรนี้ใช้สม่ำเสมอ อย่างที่เราเห็นๆ กัน อาทิ ปีนขึ้นไปปล่อยป้ายผ้าจากที่สูงๆ หรือเอาเรือไปขวาง ตอนฉันไปสัมภาษณ์กรีนพีซเจ้าหน้าที่ก็ถามแบบท้าทายทีเดียวล่ะว่า
“นักสันติวิธีอาจต้องติดคุกนะ แบบคานธีไง กลัวตำรวจหรือเปล่า?”
“เชื่อเรื่องการมีส่วนร่วมเหรอ ถ้าพรุ่งนี้จะต้องปฏิบัติการแต่ทีมงานเห็นต่างกัน คุณจะทำอย่างไร? โดยเฉพาะถ้าคุณเห็นต่างกับผมซึ่งเป็นหัวหน้า?”
ไปๆ มาๆ ... ดูท่าจะไม่ไหวแน่ฉัน ถอยมาทำงานกับมูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคมดีกว่า เพราะบทบาทในตำแหน่งประสานงานดูจะเหมาะกับฉันตอนนั้นมากกว่านั่นเอง
แต่นั่นก็ผ่านมา 2 ปีกว่าแล้ว ตอนนี้ฉันทำงานกับสถาบันต้นกล้า (เห็นมะ ชีวิตเปลี่ยนจริงๆ ด้วย) ซึ่งมีประเด็นใหญ่ คือ “We Change” ที่เชื่อว่าคนธรรมดาเปลี่ยนแปลงโลกได้จากวิถีประจำวัน
มาดูกันดีกว่าต้นกล้าเป็นอะไร?
งานรณรงค์การเมืองวิถีชีวิตที่เราทำ การท้าทายทดลองให้ปิดทีวี ไม่ซื้อ ใช้ชีวิตช้าๆ (ดูเพิ่มได้ที่ www.wechange555.com) ฉันก็ว่าเราเป็น “ผู้ขบถ” แล้วล่ะ เพราะเรามียุทธศาสตร์ แม้จะไม่ชัด และเรามียุทธวิธี แม้จะยังไม่ขนาดใหญ่พอ แต่เรายังพยายามทำเรื่องพลังมวลชน และก็พยายามออกแบบปฏิบัติการที่เสี่ยงๆ ตื่นเต้น และต้องกล้าหาญบ้าง ซึ่งก็มีคนชื่นชมอยู่ระดับสอง (คิดว่ามากกว่าระดับหนึ่งแล้วนะ) แต่อีกด้านก็มักมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่า...พวกนี้เนี่ยไร้เดียงสา หน่อมแน้ม ไม่กระทบเชิงโครงสร้าง
ส่วนเรา “ปฏิรูป” หรือยัง?
ฉันว่ายังไม่มากพอ เพราะเรายังไม่ได้ไปแตะอะไรที่เป็นราชการสักเท่าไหร่ และดูท่าเราก็ไม่สนใจจะทำกันด้วยกระมัง ไปๆ มาๆ ตอนนี้ภาพของต้นกล้าคล้ายจะอยู่ในกลุ่ม “ผู้นำการเปลี่ยนแปลง” ที่อยากเป็นนักขบถ แต่จะอย่างไรเห็นตารางนี้แล้ว ฉันว่าต้นกล้ามีทิศทางในการเดินและเป็นทิศทางที่จะส่งผลต่อการเคลื่อนไหวสังคมให้สดใสขึ้นอยู่พอสมควร (ระดับสาม อิอิ)
จริงๆ แล้วเราเพิ่งทดลองปฏิบัติการแบบ we change กันมาสามปีเท่านั้น ยังมีเวลาอีกมาก คิดกันว่าจะทำปิดทีวี 10 ปี นี่ก็เหลืออีก 7 ปี เราคงได้อะไรเป็นชิ้นเป็นอันกันมาบ้างล่ะน่า
ประโยชน์อีกอย่างที่ฉันได้คิดจากตาราง 4 บทบาทนี้คือแต่ละบทบาทควรจะมองกันและกัน อย่างเป็นขั้วตรงข้าม เป็นศัตรูกัน หรือจะมองว่าเป็นแนวร่วมที่ช่วยกันเคลื่อนไหวสังคมได้ อันนี้ก็ฝากเป็นโจทย์ไปร่วมช่วยกันต่อเติมด้วยก็จะเป็นการดียิ่งเลยล่ะ
ฉบับหน้าจะเล่าต่อว่า Bill Moyer อธิบายขยายความว่า 4 บทบาทนี้เกี่ยวข้องกันอย่างไร และเขายังได้เสนอ “ตัวชี้วัด 8 ขั้นตอน” เพื่อการเคลื่อนไหวทางสังคมให้สำเร็จอีกด้วย โดย 8 ขั้นตอนที่ว่า คือ
ขั้น 1 สภาวะปกติ (Normal Times) ปัญหามีอยู่ แต่ยังไม่มีใครจัดการและสาธารณะยังไม่รับรู้ ขั้น 2 (Prove failure of normal institutions) เริ่มเห็นถึงความล้มเหลวของระบบที่เป็นทางการต่างๆ ขั้น 3 เงื่อนไขสุกงอม (Ripening conditions) ขั้น 4 เริ่มถกเถียง (Talk off) สังคมบางส่วนเริ่มถกเถียงถึงปัญหา ขั้น 5 เข้าใจผิดว่าล้มเหลว (Perception of failure) Bill เน้นว่านักเคลื่อนไหวอาจมองว่าล้มเหลว แต่จริงมันเป็นกระบวนการเคลื่อนไปขั้น 6 ขั้น 6 เกิดความคิดเห็นในสังคมวงกว้าง (Majority public opinion) ขั้น 7 เกิดทางเลือกที่สำเร็จ (Achieving alternatives) ขั้น 8 การขยายผลสำเร็จอย่างต่อเนื่อง ( Continuation )
เรียบเรียงและแปลจาก www.socialinclusion.sa.gov.au/files/Day2b_MoyerCharts.pdf ที่มา : wechange magazine ฉบับที่ 1

|