| วิวัฒนาการ 8 ขั้น สู่ความสำเร็จของการเคลื่อนไหวทางสังคม |
|
| บทความ | wechange magazine | | |
|
ขั้นที่ 1 สภาวะปกติปัญหายังคงอยู่แต่ไม่มีใครจัดการ และสาธารณชนไม่ตระหนักถึงปัญหานั้นๆ การเคลื่อนไหวระดับนี้มักกระทำโดย นักเคลื่อนไหว บทบาท พลเมือง และ นักปฏิรูป กลยุทธ์เน้นการเจรจาผ่านสถาบันที่เป็นทางการต่างๆ เช่น การเลือกตั้ง ฟ้องศาล และจัดตั้งกลุ่มรณรงค์อย่างเป็นทางการ มีการชุมนุมขนาดเล็กๆจำนวนไม่มาก แต่คาดหวังความสำเร็จต่ำและไม่ค่อยมีพลัง สาธารณะจึงยังไม่ได้ตระหนักถึงปัญหา และมีไม่ถึง 15% ของสาธารณะที่ต้องการเปลี่ยนแปลงนโยบาย เป้าหมายหลักของการเคลื่อนไหวขั้นนี้คือ สร้างองค์กรวิสัยทัศน์ ยุทธศาสตร์ เต็มไปด้วยข้อมูลของปัญหา ข้อมูลของบทบาทกลุ่มอำนาจทางสังคม จึงมีการพยายามให้ข้อมูลออกไป
ขั้นที่ 2 เริ่มเห็นความล้มเหลวของสถาบันที่เป็นทางการเกิดคลื่นลูกใหม่ เกิดพื้นที่ของคนรากหญ้า ซึ่งต้องตรวจสอบการทำงานของสถาบัน หรือช่องทางที่เกื้อหนุนสถาบันและปกป้องการเปลี่ยนแปลงในระดับนี้นักเคลื่อนไหวมักเป็นบทบาท พลเมืองหรือนักปฏิรูปเช่นกัน กลยุทธ์ยังเน้นให้ความสำคัญกับการใช้ระบบที่เป็นทางการ เพื่อเผยแพร่ข้อมูลที่เป็นปัญหา สิ่งที่เป็นความอยุติธรรมต่อความไว้วางใจของสาธารณะ กลุ่มรากหญ้ารุ่นใหม่เริ่มเติบโตและสามารถทำงานร่วมกับกลุ่มนักรณรงค์รุ่นเก่าได้ ส่วนสาธารณะทั่วไปก็ยังคงไม่ตระหนักถึงปัญหาสักเท่าใด แต่สนใจจะสนับสนุนสถาบันของทางการและนโยบายทางการ และมีไม่ถึง 20% ที่ต้องการเปลี่ยนระดับนโยบาย เป้าหมายการเคลื่อนไหวขั้นนี้ คือต้องการตรวจสอบและเผยแพร่ความผิดพลาดของสถาบันที่เป็นทางการ และ กลุ่มอำนาจในสังคม เพื่อค้ำจุนความไว้วางใจของสาธารณชน และ วิกฤติซึ่งเป็นจุดสิ้นสุดของขั้นนี้ คือนักกิจกรรมรากหญ้าตระหนักว่ากลุ่มอำนาจทางสังคมและสถาบันเชิงสาธารณะกลับล่วงละเมิดสิทธิสาธารณชน และ การเมืองในระบบสภาจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลง ขั้นที่ 3 เงื่อนไขสุกงอมเข้าใจสภาพเงื่อนไขอันเลวร้ายอย่างแท้จริง และเกิดสถานการณ์ปัญหาที่รุนแรงขึ้น มีชาวรากหญ้าที่ไม่พอใจต่อเงื่อนไข หรือสถาบันในระบบ มีกลุ่มผู้มีอำนาจและนักรณรงค์หัวเก่ามากขึ้น อาจเกิดสถานการณ์อันเศร้าสลด ขณะเดียวกันก็เกิดกลุ่มคนที่เข้ามาสะท้อนแก่นแท้ของปัญหาการเคลื่อนไหวขั้นนี้ นักเคลื่อนไหวมักเป็นบทบาท พลเมือง นักปฏิรูป และ ผู้ขัดขืน มีลักษณะที่ประชาชนรากหญ้าเติบโต ขยายกลุ่ม ทวีจำนวนมากขึ้น เกิดปฏิบัติการไร้ความรุนแรง ชุมชนที่เข้าใจประเด็นปัญหาเข้าร่วมการเคลื่อนไหว และ เกิดเครือข่ายหลวมๆ ระหว่างกลุ่มที่มีมวลชนพื้นฐาน เป้าหมายการเคลื่อนไหวขั้นนี้ มุ่งเน้นที่การ จัดการศึกษาหาชุมชนมาเป็นเครือข่าย มีการจัดเตรียมชาวรากหญ้าเพื่อการเคลื่อนไหวใหม่ๆและมีการปฏิบัติการท้องถิ่นและกลุ่มย่อยๆ มากขึ้น โดยระหว่างนี้ กลุ่มอำนาจทางสังคม หรือสถาบันที่เป็นทางการยังรู้สึกปลอดภัย ยังนำเสนอนโยบายตัวเอง และ สามารถควบคุมอำนาจการตัดสินใจเอาไว้ ส่วนสาธารณะทั่วไปก็ยังไม่ตระหนักถึงปัญหาเท่าใดนัก ยังคงสนับสนุนกลุ่มอำนาจเดิม แต่สาธารณชนที่ไม่เห็นด้วยกับนโยบายที่เป็นอยู่ เพิ่มขึ้นเป็น 30 % วิกฤติหรือจุดสิ้นสุดไปสู่ขั้นต่อไป อยู่ตรงที่ชาวรากหญ้าเริ่มหมดอาลัยตายอยาก หงุดหงิดกับปัญหาและระบบโครงสร้าง ซึ่งนำไปสู่จุดแตกหัก หรือรอคอยเหตุการณ์ประทุในขั้นต่อไป ขั้นที่ 4 ช่วงขึ้นบิน (ขาขึ้น)มีสถานการณ์สุกงอมทำให้ปัญหาที่ละเมิดต่อคุณค่าโดยร่วมแจ่มชัดขึ้น ส่งผลให้สาธารณชนหันมาสนใจ ทั้งนี้ยังเร่งให้เกิดปฏิบัติการไร้ความรุนแรงขนาดใหญ่และการเคลื่อนไหวเพื่อสังคมใหม่ๆ ของชาวรากหญ้า วาระทางสังคมโดยรวมอยู่ในสภาวะวิกฤติ นักเคลื่อนไหวในขั้นนี้เป็นบทบาทของผู้ขัดขืนที่มีประสิทธิภาพ เกิดปรากฏการณ์์ประกาศกฎหมายหรือตอบโต้ต่อสถานการณ์ ผู้ขัดขืนใช้กลยุทธ์เดินขบวนครั้งใหญ่ การดื้อแพ่ง การชุมนุมในหลายๆ พื้นที่ ปฏิบัติการทางตรงแบบการเคลื่อนไหวแนวใหม่ เกิดองค์กรในรูปแบบไม่เป็นทางการ มีพลังและความหวัง เพื่อการเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน แต่นักรณรงค์รุ่นเก่าบางส่วนก็อยู่ฝ่ายตรงข้ามกับนักเคลื่อนไหว เป้าหมายการเคลื่อนไหวขั้นนี้ คือ เพื่อสร้างการเคลื่อนไหวแบบใหม่ในระดับรากหญ้า ทำให้เกิดการตื่นตัว จัดการศึกษา เกิดความคิดคว้าชัยชนะ ต้องการเคลื่อนไหวอย่างชอบธรรม ส่วนสาธารณะทั่วไปเริ่มตระหนักในปัญหามากขึ้น ผู้ต่อต้านนโยบายเพิ่มจำนวนเป็น 40 – 60 % หลุมพรางกับดักของขั้นนี้ คือ คาดหวังให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว มีแนวคิดที่ไม่เป็นระบบ มีวิธีคิดการตัดสินและภาพลักษณ์แบบคนหัวรุนแรง ยังมองประเด็นปัญหาต่างๆ แยกส่วนจากกัน ปกติขั้นนี้จะกินเวลานาน 2 ปี วิกฤติหรือจุดสิ้นสุดไปสู่ขั้นต่อไป คือ นักกิจกรรมเห็นข้อจำกัดของการประท้วงที่ทำอยู่ เริ่มหมดหวังแล้วเคลื่อนไปสู่ขั้นที่ 5 คือ เข้าใจว่าล้มเหลว (แต่จริงๆ ไม่ใช่) ขั้นที่ 5 เข้าใจว่าล้มเหลวเป็นความก้าวหน้าทางการเคลื่อนไหวสู่ขั้นที่ 6 แต่นักกิจกรรมจำนวนมากไม่เห็นถึงความก้าวหน้านี้ และเชื่อว่าการเคลื่อนไหวของพวกเขาล้มเหลว จำนวนผู้เข้าร่วมการชุมนุมลดลง มีสื่อรายงานข่าวน้อย และไม่เห็นเป้าหมายระยะยาว นักเคลื่อนไหวในขั้นนี้เป็นบทบาท ผู้ขัดขืน และพลเมืองที่มีความหวังจะประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว ซึ่งไม่เป็นไปตามสภาพที่เป็นจริงทำให้หลายๆ คนสิ้นหวัง แล้วออกจากขบวนการไปอย่างน่าเสียดาย หลุมพรางกับดักของขั้นนี้ คือ นักเคลื่อนไหวไม่สามารถจินตนาการภาพการเคลื่อนไหวที่สำเร็จได้ และที่ผ่านมาเป็นปฏิบัติการที่มาจากความโกรธความรุนแรง กลายเป็นลัทธิวัฒนธรรมซึ่งโดดเดี่ยวและไม่มีประสิทธิภาพ สาธารณชนทั่วไปรู้สึกกลัว ไม่ไว้ใจปฏิบัติการของขบวนการนี้ สอดคล้องกับสิ่งที่ผู้มีอำนาจ (ฝ่ายตรงข้ามขบวนการ) ต้องการให้เป็น คือ ทำให้การเคลื่อนไหวล้มเหลว ทำให้ภาพลักษณ์เสื่อมเสีย โดยเน้นเรื่องความรุนแรง การทำให้เกิดภาวะจลาจล ดังนั้นแล้ว เป้าหมายช่วงนี้ที่นักเคลื่อนไหวควรให้ความสำคัญ คือ จำแนกให้เห็นความสำเร็จ ยอมรับการเคลื่อนไหวในขั้นที่ 6 แล้วเลือกบทบาทที่เหมาะสม รวมทั้งปฏิเสธการก่อการเชิงลบ ขั้นที่ 6 เกิดความคิดเห็น(ข้อถกเถียง)ในสังคมวงกว้างการเคลื่อนไหวเปลี่ยนผ่านจากการประท้วงในช่วงวิกฤติ ไปสู่การต่อสู้กับผู้มีอำนาจทางสังคมในระยะยาว และเกิดการพิจารณาทางเลือกในแง่บวกต่างๆ พื้นที่การเคลื่อนไหวในสังคมเพิ่มขึ้น นักเคลื่อนไหวในขั้นนี้เป็นบทบาทของ ผู้นำการเปลี่ยนแปลง นำการเคลื่อนไหวด้วยการวิเคราะห์ที่หลากหลาย มีแนวคิดพหุนิยม แสวงหาแนวร่วม จึงเอื้อให้เกิดกลุ่มใหม่ๆ จำนวนมาก รวมทั้งกลุ่มกระแสหลักที่ไม่ได้มีแนวคิดตรงกันเสียทีเดียว กลยุทธ์ของผู้นำการเปลี่ยนแปลงจะใช้ช่องทางที่เป็นทางการ เช่น ลงเลือกตั้งคู่ไปกับปฏิบัติการไร้ความรุนแรง เน้นการมีส่วนร่วมของประชาชน มีเป้าหมายย่อยๆหลากหลายและการรณรงค์มากมาย ด้วยแนวทางลักษณะนี้ทำให้สาธารณชนยอมรับการเคลื่อนไหวมากขึ้น แต่ก็ยังมีการต่อต้านประปราย ในลักษณะต่อต้านนโยบายรัฐปัจจุบัน แต่ก็ระแวงทางเลือกจากขบวนการ เป้าหมายของขั้นนี้ นักเคลื่อนไหวจึงควรรักษาประเด็นและข้อเสนอให้อยู่ในวาระสังคม ให้สาธารณชนมีส่วนร่วม หลุมพรางกับดักของการเคลื่อนไหวขั้นนี้ คือ องค์กรระดับชาติ และ ผู้ปฏิบัติการครอบงำการเคลื่อนไหว ตัดมวลชนรากหญ้าออกไปจากขบวน นักเคลื่อนไหวที่มีลักษณะปฏิรูปก็ประนีประนอมกับระบบมากเกินไป และยังเชื่อว่าการเคลื่อนไหวจะล้มเหลว ด้านผู้มีอำนาจทางสังคม(ฝ่ายตรงข้าม) ยังคงพยายามทำให้สาธารณชนหวาดระแวงทางเลือกของขบวนการ และส่งเสริมการปฏิรูป /กระบวนการสันติวิธีแบบจอมปลอม บางครั้งมีการสร้างสถานการณ์วิกฤติให้คนส่วนใหญ่หวาดกลัว และกระจายการทำงานเป็นหน่วยงานย่อยมากขึ้น ขั้นที่ 7 เกิดทางเลือกที่สำเร็จแปรสภาพเป็นการเคลื่อนไหวระยะยาวไม่ใช่เป็นเพียงสถานการณ์ต่อสู้ ยกระดับไปสู่การพัฒนาแนวทางเลือกต่างๆ มีผู้คนมากมายกระตือรือร้นเข้าร่วมการเปลี่ยนแปลงและหากผู้มีอำนาจทางสังคมยังดำเนินนโยบายแบบเดิมจะต้องจ่ายแพงกว่าการปรับนโยบายใหม่ เกิดสถานการณ์แหลมคมมากขึ้น นักเคลื่อนไหวขั้นนี้เป็นบทบาท ผู้นำการเปลี่ยนแปลง และ นักปฏิรูป เป็นขั้นใกล้ความสำเร็จเกิดการต่อต้านแนวทางเลือกแบบจอมปลอมจากผู้มีอำนาจทางสังคม มีปฏิบัติการไร้ความ หลุมพรางกับดักของขั้นนี้ คือ นักเคลื่อนไหวประนีประนอมมากเกินไป ทำให้ประสบชัยชนะแค่การปฏิรูปขนาดเล็กอาจเกิดความท้อแท้เพราะไม่จำแนกความสำเร็จ มองไม่เห็นกระบวนการในช่วงจบ และอาจถูกผู้มีอำนาจทางสังคมเหมารวมความสำเร็จ ขณะที่ด้านผู้มีอำนาจก็พยายามปรับกลยุทธ์มาเป็น 1. เปลี่ยนนโยบาย 2. ยอมรับความพ่ายแพ้จากการเลือกตั้ง 3.ตกเก้าอี้ จุดเปลี่ยนของการเคลื่อนไหวขั้นนี้ คือ 1.เกิดการต่อสู้ที่ตื่นเต้นเร้าใจ 2.ผู้มีอำนาจเปลี่ยนแปลงนโยบาย หรือ 3. ทำให้อำนาจเดิมสึกกร่อนระยะยาว ขั้นที่ 8 ขยายผลต่อเนื่องการเคลื่อนไหวจำเป็นต้องปกป้องและขยายผลความสำเร็จ และเปลี่ยนจุดเน้นไปสู่เป้าหมายย่อยๆ หรือการเคลื่อนไหวย่อยๆ ขั้นนี้ มีเป้าหมายระยะยาว คือ เปลี่ยนกระบวนทัศน์นักเคลื่อนไหวขั้นนี้เป็นบทบาท นักปฏิรูป พยายามติดตามขยายผลความสำเร็จ มีการสร้างองค์กรรากหญ้าและเสริมพลังแก่มวลชนอย่างต่อเนื่อง มีการหนุนเสริมประเด็นอื่นๆ ขับเคลื่อน หลุมพรางกับดักขั้นนี้จึงเป็น การได้รับความสำเร็จเพียงการปฏิรูปขนาดเล็ก ล้มเหลวในการควบคุม ตรวจสอบติดตามผลนักเคลื่อนไหวบางส่วนออกจากขบวนการ เลิกเคลื่อนไหว สิ่งสำคัญ หลังจากขั้นที่ 8 นี้ จึงควรมีการติดตามผลไม่หยุดยั้ง ผลสะเทือนของการเคลื่อนไหวจะยังคงมีต่อเนื่อง และเกิดผลยิ่งใหญ่กว่าความสำเร็จเฉพาะหน้า หรือการปฏิรูปขนาดเล็ก บิล โมเยอร์ เป็นนักเคลื่อนไหวทางสังคม นักเขียน นักจัดการศึกษา และนักฝึกอบรมเกี่ยวกับขบวนการทางสังคมไร้ความรุนแรงใน 12 ประเทศ มาเป็นเวลา 40 ปี เขายังเป็นที่ปรึกษาให้กับ มาร์ติน ลูเธอร์คิง เป็นคณะกรรมการองค์กร American Friends Service และขบวนการเคลื่อนไหวเพื่อสังคมใหม่ และเป็นผู้คิดค้นวิวัฒนาการ 8 ขั้นสู่ความสำเร็จของการเคลื่อนไหวทางสังคม บิล โมเยอร์ เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็ง ในปี 2002 ขณะมีอายุ 69 ปี ที่มา : wechange magazine ฉบับที่ 2
|

| กินเปลี่ยนโลก | สถาบันต้นกล้า | เยาวชนสืบสาน | ฟิ้วส์ | มะขามป้อม | เสมสิกขาลัย | iLaw | อาศรมวงค์สนิท |