| "ความสุขที่คุณดื่มได้? นั่นคือคำโปรยเครื่องดื่มยี่ห้อดังเจ้าหนึ่งที่เชื้อเชิญให้ผู้บริโภคซื้อหาความสุขแบบง่ายๆ และรวดเร็ว แล้วเราก็รับมาจนกลายเป็นหนึ่งในวิถีที่เราแสวงหาความสุขด้วยการซื้อข้าวของต่างๆมากมาย แม้ของเหล่านั้นจะถูกเก็บไว้ในชั้นเก็บของเฉยๆโดยไม่เคยใช้ประโยชน์เลยก็ตาม เราอาจจะลืมไปว่ายังมีรูปแบบอื่นๆอีกหลากหลายที่จะทำให้เราได้สิ่งของต่างๆโดยไม่ต้องซื้อหาและก็มีความสุขกับมัน อย่างเช่น การแบ่งกัน หรือการลงมือทำเอง
ในวงเสวนา ?สุขได้เพราะไม่ซื้อ? ซึ่งร่วมเสวนาโดย คุณโจน จันได จากสวนพันพรรณ คุณแทนคุณ จิตต์อิสระ พิธีกรรายการแฟนพันธ์แท้ และคุณฐิตินันท์ ศรีสถิต ผู้เขียนหนังสือ ?โลกร้อน ทุกสิ่งที่เราทำเปลี่ยนแปลงโลก?โดยมีคุณกรรณิการ์ กิจติเวชกุล เป็นผู้ดำเนินรายการ ได้บอกเล่าประสบการณ ์และมุมมองของผู้ร่วมเสวนาแต่ละท่านในการก้าวผ่านการซื้อหาความสุข และการใช้ชีวิตให้มีความสุขโดยไม่ต้องซื้อมีวิธีการอย่างไร
ก่อนใช้ชีวิต ?สุขได้ไม่ต้องซื้อ? หรือ คิดมากขึ้น ก่อนหน้านี้เป็นอย่างไร 
โจน ก่อนหน้านี้เหมือนคนทั่วๆไป ไม่มีแรงซื้อมาก แต่มีความอยากสูง อยากซื้อ แต่ไม่มีเงินซื้อ ก็ทุกข์ อยากมี เหมือนที่คนอื่นอยากมี ถ้าไม่มีจะรู้สึกด้อย อายเขา เป็นความรู้สึกที่ทรมาน ความอยากจะมีเหมือนคนอื่น ทำให้ต้องเข้ามาหางานในกรุงเทพ
จุดเปลี่ยนที่ทำให้ไม่ต้องกระเสือกกระสน
โจน สมัยเป็นเด็กมีเทปคลาสเสทออกมาใหม่ อยากได้มาก รู้สึกว่างามมาก อยากซื้อมาก แต่ไม่มีปัญญาซื้อ พอวันที่มีเงินซื้อ ตอนแรกพอใจมาก แต่ว่าไม่นาน ความพอใจก็ลดลงๆ แล้วก็อยากได้อย่างอื่นไปเรื่อยๆ ก็เลยรู้สึกว่ามันไม่มีที่สิ้นสุด สิ่งที่เราอยากได้ไม่ใช่สิ่งที่จำเป็น แต่เป็นสิ่งที่เกิดจากอารมณ์ชั่ววูบ เกิดจากความต้องการชั่ววูบ? แล้วก็เริ่มรู้สึกว่าธุรกิจใช้อารมณ์ชั่ววูบของคนเป็นเครื่องมือ ทำให้เราอยากมากขึ้นๆ
ผมรู้สึกว่าคนมีชีวิตที่ยุ่งยากขึ้น ซับซ้อนขึ้น เหนื่อยมากขึ้น เพราะต้องหาเงินซื้อสิ่งที่ไม่มีความจำเป็น เพื่อสนองความอยากไร้สาระ
ก็เลยขัดขืนและตื่นรู้ คุณอี้อยู่ในแวดวงบันเทิง ต้องเจอของที่น่าซื้อ เพื่อนๆมี ก็อยากมี ช่วงนั้นเป็นอย่างไร

แทนคุณ ถูกกระตุ้นอยู่ประจำ ก็มีเหตุผลให้กับตัวเอง เหตุผลที่ตามใจตัวเองมากๆก็เป็นข้ออ้าง มือถือยุคแรกๆ เครื่องแรกของผม สามหมื่นกว่าบาท ตอนนั้นยังไม่ค่อยมีทางเลือกมากนัก พอทางเลือกมากขึ้น ก็ยังอยากตามใจกิเลสอยู่ว่าต้องเลือกที่มีนดูดีหน่อยนะ มีความดูดี มีหน้ามีตาเข้ามาเกี่ยวข้อง เพราะสังคมที่อยู่ก็มีเพื่อนคอยมาอวดโชว์กันอยู่
สิ่งที่มาเปลี่ยนแปลงได้มากๆก็คือความรู้สึกสงสารพ่อแม่ สงสารตัวเองด้วย เพราะต้องคอยเคลื่อนตามคนอื่นอยู่ตลอดเวลา แล้วเบื้องหลังคนเหล่านี้ก็เป็นหนี้สิน ในชีวิตโชคดีที่มีภูมิคุ้มกัน คือพ่อแม่ลำบากมาก่อน แล้วก็ฝึกให้เราลำบากแต่เด็ก แม่จะบอกเสมอว่า นี่เป็นสูตรสำหรับใครจะเลี้ยงลูก ยิ่งตามใจลูกมากลูกยิ่งไม่กตัญญู ความหมายก็คือ อย่าตามใจลูก ให้เขาพึ่งพาตัวเอง และเป็นที่พึ่งของผู้อื่น พ่อแม่ให้ผมทำงานตั้งแต่เด็ก ตั้งแต่จำความได้ ผมก็อยู่บนกองบะหมี่ จนโตก็เลยเห็นคุณค่าของเงิน
ก็เลยรู้สึกว่ามัน ?ไม่ใช่? แต่ไม่รู้ว่าที่ ?ใช่? คืออะไร เพราะว่าก็ยังต้องใช้ทั้งเสื้อผ้า หน้าตา ข้าวของเครื่องใช้ ตอนหลังศึกษาธรรมะมากขึ้น มีความกล้าแกร่งทางจิตใจมากขึ้น แล้วก็ประสบความสูญเสีย คือคุณพ่อเสียไปก็เลยรู้สึกว่าสิ่งที่ตามอยู่ไม่ใช่ตัวเรา และสิ่งที่ใช่ตัวเราก็ยังไม่สามารถเป็นตัวของตัวเองได้ เราต้องเป็นตัวเองตลอดไป หรือเป็นสิ่งที่คนอื่นอยากให้เราเป็นตลอดไป และในเวลานั้นก็รู้สึกว่าชีวิตสั้นมาก ในชั่วข้ามคืนอาจเสียชีวิตไปได้ ฉะนั้นเราต้องหาจุดยืนของตัวเองให้ชัดเจน
ตอนนั้นมีภาวะบีบคั้นให้ประหยัดอาจเพราะว่าเป็นผู้ชายคนเดียวในครอบครัว จะต้องดูแลแม่ น้องสาว พี่สาว? ยิ่งต้องประหยัด แทนที่จะคิดถึงตัวเอง ก็ไม่อยากจะซื้ออีก เพราะรู้สึกว่าพอแล้ว
ผมถือคติง่ายๆตามท่านพุทธาสว่า ?ทำตัวอย่างต่ำ มุ่งกระทำอย่างสูง? มีหลายๆอาจารย์ขยายความ อย่างเช่น กินอยู่อย่างต่ำ มุ่งการกระทำอย่างสูง หมายความว่า เรื่องภายนอกให้มองอย่างต่ำ เรื่องภายในให้มองสูง นี่เป็นคอนเซ็บท์ชีวิตผม คือการใช้ของเครื่องใช้ เรามองคนที่มีน้อยกว่าเรา ไม่ได้มองดูถูก เหยียดหยามเขา แต่มองว่าสิ่งที่เรามี มันมากกว่าที่เขาไม่มีตั้งเยอะ เขายังอยู่ได้ เราเปรียบเทียบคนที่มีน้อยในเชิงวัตถุ แต่เราเปรียบเทียบคนที่มีมากในเชิงจิตใจ แล้วเราจะรู้สึกว่าทำไมเขาถึงคิดดีได้ ทำไมเขาทำดีได้ ทำไมเขาจึงเสียสละได้ เพื่อเรียนรู้การใช้ชีวิตโดยไม่ต้องซื้อ แล้วก็กลับมาสู่ความพอเพียง กลับมาเป็นตัวของตัวเอง แล้วก็พร้อมจะแสดงออกหรือบอกต่อ ว่าการทำตัวที่เรียบง่าย คือความสุขที่แท้จริง ดีกว่าการวิ่งตามแฟชั่น มันเหนื่อยมาก
อย่างที่รู้ว่าผู้หญิงมีสัญชาตญานการล่ามากกว่าผู้ชาย วิธีการล่าของเธอคือการล่าของ โดยเฉพาะในกระบะเซลล์ คุณนุ่นรู้สึกอย่างนั้นมั้ย
ฐิตินันท์ ก็เคยเดินชอปปิ้ง เดินห้างแล้วเจอที่เซลล์ผิดปกติ ถูกมาก ก็ทำให้อยากเข้าไปดูว่ามีอะไร พอเห็นลดเยอะ ๆก็ซื้อสักหน่อย
ทำไมถึงเริ่มเปลี่ยนมาซื้อน้อยลง หรือเริ่มคิดมากขึ้น ตอนที่เรียนอยู่ก็ยังซื้อเยอะ พอเริ่มทำงาน ก็รู้ว่าเงินไม่ได้หามาง่ายๆ ต้องมีการจัดสรรที่ดี มีการวางแผนมากขึ้น ซื้อน้อยลงระดับหนึ่ง พอทำงาน ได้เขียนหนังสือ ก็ได้รู้ว่าของแต่ละชิ้นกว่าจะมาวางถึงห้าง มีต้นทุนที่เรามองไม่เห็น เช่น ของที่เดินทางไกลๆ อาจจะถูก หรืออาจจะพอๆกับของในเมืองไทย แต่ว่าต้องคิดค่าใช้จ่ายในการเดินทางของมัน การสิ้นเปลืองน้ำมัน ทำให้เราคิดเยอะขึ้น ก่อนที่จะซื้อ จำเป็นจริงๆมั้ย เราจะใช้ยาวมั้ย ทำให้คิดมากขึ้นระดับหนึ่งได้
เห็นของแล้วก็เห็นข้างหลังมันด้วย เห็นคนทำ เห็นการเดินทางของมัน การปล่อยมลภาวะของมัน หนังสือที่คุณนุ่นเขียนก็คือ ?โลกร้อน ทุกสิ่งที่เราทำเปลี่ยนแปลงโลกเสมอ? เป็นจุดเปลี่ยนจุดหนึ่ง กลับมาที่คุณโจน หลายคนชอบคิดว่า ถ้าไม่ซื้อจะสุขได้อย่างไร เขาบอกว่าความสุขที่คุณดื่มได้ จะดื่มยังต้องซื้อ จะทำอย่างไรให้คนที่ร่วมกิจกรรมหรือคนที่อยากจะทำต่อ หลังจากอาทิตย์นี้แล้วก็อยากจะมีความสุขโดยไม่ต้องซื้อ
โจน จริงๆแล้วการบริโภคมากเป็นทุกข์ ซื้อมากเป็นทุกข์ ศาสนาทุกศาสนาสอนให้คนมีน้อย อะไรที่มีมากเป็นทุกข์เสมอ แม้แต่เงินหากมีเกินความจำเป็นก็ถือว่าเป็นภาระ ถ้ามีเงินมากเกินไปก็กลายเป็นขยะ ขยะในชีวิตที่ต้องแบกต้องถือ ต้องรับผิดชอบ ชีวิตที่เป็นจริงได้ ต้องมีน้อย ใช้น้อย และบริโภคน้อยลง มีให้พอดี ใช้ให้พอดี ก็จะไม่มีปัญหา อย่างคนที่กินมากๆ เราถูกสอนมาว่า โปรตีนดี เนื้อนมไข่ดี เราก็กินเข้าไปมากๆ แต่ร่างกายเราต้องการเท่าไร กินเข้าไปมากๆก็กลายเป็นขยะ ร่างกายต้องทำงานมากขึ้น ต้องขับมันออก
จริงๆในชีวิตเรา พื้นที่นิดเดียวก็นอนพอแล้ว แต่เราทำบ้านหลังใหญ่โตก็เกินความจำเป็น เราต้องใช้เวลาเท่าไร ถึงจะมีบ้านหลังนี้? แล้วลองมาคิดดูว่า เรามีเวลานานเท่าไร บนโลกใบนี้ เราต้องทำงานมากเพื่อซื้อสิ่งที่ไม่จำเป็นมากมาย แล้วก็เสียเวลาของชีวิตไป แทนที่เราจะได้ชื่นชมการมีชีวิตอยู่ แต่ไม่มี เพราะว่าการที่เราทำงานมาก ทำให้ไม่มีเวลาอยู่กับตัวเอง การไม่เคยอยู่กับตัวเอง ทำให้ไม่รู้จักตัวเองว่าเกิดมาทำไม อยู่เพื่ออะไร เราไม่เคยคิดเลย? ให้สื่อบอกว่าความสุข ต้องดื่มเครื่องดื่มชนิดนี้ ต้องมีบัตรเครดิต ทำให้เห็นกรงจักรเป็นดอกบัว สื่อทั้งหลายไม่เคยบอกว่า พอแล้ว คุณมีแล้ว ทั้งหมดจะบอกว่า คุณไม่มี คุณไม่มีความสุข ต้องซื้อตลอด? ต้องหามาเพิ่ม
ยิ่งหามาก เรายิ่งเหนื่อยมาก เราก็จะทำลายตัวเองมากขึ้น ยิ่งทำงานมากขึ้น เรายิ่งละเลยชีวิตตัวเอง ละเลยต่อครอบครัว ละเลยต่อสิ่งแวดล้อม
ความเจริญในปัจจุบัน ถูกนำพาด้วยความโลภ ความโลภไม่มีที่สิ้นสุด มันถึงมีปัญหาโลกร้อนอะไรมากมาย เพราะว่าเราบริโภคเกินความจำเป็น คนถึงไม่มีใครรู้สึกว่าตัวเองมีความสุข เพราะว่าเราบริโภคมากเกินไป? ถ้าเราบริโภคลดลง ชีวิตจะง่ายขึ้น แล้วความสุขจะเกิดขึ้นมา
แต่ก่อนอยู่กรุงเทพ ผมใช้เวลา 8 ? 12 ชั่วโมงในการทำงาน เพื่อจะหาเงินและใช้เงิน เป็นเวลา 7 ปี ผมรู้สึกว่าไม่มีอะไรที่ผมต้องการเลย และไม่ได้อะไรเลย กลับไปอยู่บ้าน ทำนา 2 เดือนต่อปี มีข้าวกินทั้งปี แล้วทำไมต้องมาทำงาน 8 ชั่วโมงต่อวัน เพื่ออะไร? แล้วก็เริ่มถามตัวเอง ทำงานไปเพื่ออะไร ต้องการอะไรจากงาน มาคิดดูการทำงานของเราคือการทำลายทั้งสิ้น ไม่มีใครที่ได้ประโยชน์จากการทำงานหนักของเราเลย เราได้อะไรจากงาน ไม่ได้อะไรเลย ต้องมากินไข่ดาวทุกวัน กินอะไรก็ได้เพื่อให้ท้องอิ่ม เพื่อจะได้ไปทำงานทุกวันๆ เป็นเวลานานๆ
หากเรามีลูก ต้องพาลูกไปโรงเรียน ไปสถานเลี้ยงเด็ก ไปอยู่กับพ่อแม่ เพื่อตัวเองจะได้ทำงานมากขึ้นๆ ช่วยอะไรชีวิตคนเราบ้าง นอกจากทำให้เราทำงานมากขึ้น เราทำงานมากขึ้นเพื่ออะไร
ผมเริ่มรู้สึกว่ายิ่งเราทำงานมากขึ้น ก็ยิ่งทำลายตัวเองมากขึ้น เราทำไปเพื่ออะไร ไม่มีใครถามตัวเองว่า เราทำไปทำไม เพื่ออะไร ใครได้ประโยชน์จากมัน เป็นคำถามที่คนไม่เคยถามตัวเอง
พอผมเริ่มถามตัวเอง เวลาของชีวิตมันสั้นมาก เป็นสิ่งสำคัญมากที่คนต้องแสวงหามากกว่าการบริโภคเพื่อตัวเอง? สิ่งนั้นก็คือ ความสุข ความสงบ การอยู่ร่วมกันอย่างง่ายๆ เงินทำให้คนมีความสุขไม่ได้ เงินทำให้คนรักกันไม่ได้ เป็นความจริง ถ้าต้องการความสุข ความรัก ต้องบริโภคให้น้อยลง ใช้เงินเท่าที่จำเป็นเราจะมีความสุข และมีความรักได้
ในแนวทางที่คุณโจนเลือก หลายๆคนก็เลือก แต่ว่าคนในเมืองใหญ่จะทำลำบากเหมือนกัน ก็อยากรู้แนวคิดของคุณอี้ เนื่องจากอยู่แวดวงบันเทิง มีสิ่งเร้ามากมาย ทำอย่างไรที่จะมีความสุขโดยไม่ต้องซื้อ ไม่ต้องแข่งกับใคร
แทนคุณ มีเป้าหมายในการดำเนินชีวิต ทำงานเพื่ออะไร ผมมีปณิธาน 3 ด้าน คือ 3 ส. 1. การศึกษา 2.สื่อสาร 3. ศาสนา การศึกษาคือการหาความรู้ นั่งคุย การเป็นวิทยากร การสื่อสาร คือการทำงานกับคนส่วนใหญ่ วงกว้าง ศาสนา เพื่อค้นหาเป้าหมายชีวิตที่ถูกต้อง
การอยู่บนโลกให้มีความสุขจริงๆ ต้องไม่ได้ทำเพื่อตัวเองอย่างเดียว เพราะว่าโลกนี้มี 4 ด้านที่เราต้องอยู่ด้วยกันคือ ตัวเอง ครอบครัว หน้าที่การงาน? และสังคม ถ้าเราปรับสมดุล ตัวเองอยู่ได้ ครอบครัวอยู่รอด สังคมก็อยู่ดี หน้าที่การงานก็จะเป็นเครื่องมือที่จะช่วยให้ปริศนาทุกอย่างไขกระจ่างแล้ว เราจะทำอย่างไรให้สิ่งที่เราทำอยู่เข้มแข็งขึ้น นั่นคือตัวเราต้องเสียสละ ตัวเราและหน้าที่การงานต้องเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในการเสียสละเพื่อครอบครัว เพื่อสังคม ผมพยายามผูกโยงจิตใจตัวเองกับความอยู่รอดของส่วนรวม ผมคิดเสมอว่าถ้าเราเอาตัวรอดคนเดียวมันไม่ยาก แต่ว่าสังคมจะพัง และถ้าทุกคนคิดว่าตัวเรารอดก่อนค่อยช่วยเหลือคนอื่น เราสามารถเรียนรู้กระบวนการไปพร้อมๆกันได้ ?ถ้าเราคิดถึงคนอื่นด้วย ตัวเราจะรอด
แล้วในโลกปัจจุบันเป็นโลกการแข่งขันและการบริโภควัตถุนิยม ต่อไปลูกหลานของเราจะยิ่งลำบากมากๆ เพราะว่าทรัพยากรต่างๆจะแย่และน้อยลง กระบวนที่จะช่วยได้ก็คือการจัดสรร ถ้าเราเก็บวัตถุนั้นจนพอแล้ว แต่ยังมีสภาพที่ดีและพอจะใช้งานได้ ก็เอามาแบ่งปัน หรือแม้แต่เราเองก็สามารถรับเอาสิ่งที่คนอื่นใช้จนพอแล้ว แล้วก็อยู่ในสภาพที่ดี พอใช้ เราก้เอามาใช้ต่อได้ เป็นการแบ่งปันหมุนเวียนถ่ายโอนจากที่หนึ่งสู่ที่หนึ่ง โดยไม่ต้องสนใจ ลดตัวตน ลดความมีหน้ามีตา ซึ่งท่านพุทธาสบอกว่าสังคมไทย หรือสังคมโลกกำลังวุ่นวายอยู่? 3 ด้าน คือ กิน กาม เกียรติ คือสิ่งที่อยู่ในชีวิตเราจนเป็นปกติ หรือว่าเราชินชากับความชั่วแล้ว จนไม่สนใจว่าใครจะกินจะโกง ซึ่งไม่ใช่ ถ้าคนที่แสวงหาคุณธรรมที่แท้จริงเขาจะมองออกว่าอะไรคือชีวิตที่เป็นมายาคติ เป็นสิ่งที่ถูกสร้าง ถูกหลอกให้หลงไป
มาช่วยเหลือแบ่งปัน เกื้อกูล รักษาทรัพยากร ไม่ใช่เพื่อเราเอง แต่เพื่อลูกหลาน เรามีหน้าที่ดูแลรักษาทรัพยากรให้ดีที่สุด เพื่อส่งต่อคืนเจ้าของในอนาคต
ความสุขไม่ได้สุขเพื่อตัวเอง แต่เป็นสุขเพราะคิดถึงคนอื่น การอยู่การทำเพื่อคนอื่น เพื่อสังคม แล้วมันก็ทำให้เรามีความสุขได้ด้วย ถามคุณนุ่น การเขียนหนังสือเรื่องโลกร้อน ทำ ให้เราคิดมากขึ้น แล้วแนวทางสำหรับทำทั่วไป เขาทำอะไรได้บ้าง ที่จะทำให้โลกมีความสุขมากขึ้น
ฐิตินันท์ ปัญหาโลกร้อน เป็นปัญหาระดับโลก เมืองไทยก็พูดถึงเยอะมาก รากเหง้าของโลกร้อนก็คือการบริโภค ยิ่งบริโภคมาก ก็ยิ่งผลิตมาก ก็ยิ่งทำให้ทรัพยากรแย่ลงเรื่อยๆ
โครงการฉลาดไม่ซื้อ จริงๆไม่ได้ห้ามซื้อ แต่เป็นการสะกิดนิดนึงให้มีสติก่อนจะซื้อ ถามก่อนว่าเราจะใช้มันคุ้ม ไม่คุ้ม ก่อนซื้อให้คิดมากขึ้น
คนมืองเวลาชอปปิ้งการอ่านฉลากก็เป็นสิ่งสำคัญ แทนที่จะดูแค่วันหมดอายุ อาจจะดูแหล่งผลิตว่าผลิตที่ไหน ก็จะเป็นเรื่องหนึ่งที่เชื่อมโยงปัญหาโลกร้อน สำหรับคนเมืองที่จะช่วยปัญหาโลกร้อนอย่างหนึ่งก็คืออย่าวิ่งตามแฟชั่นมาก ส่วนใหญ่ fast cost หรือเสื้อผ้าที่ผลิตอย่างรวดเร็ว แล้วก็ขายถูกๆ ใช้ไม่ทน ใส่ไม่กี่ครั้งก็จะพัง คนที่ซื้อมาก็ไม่คิดจะซ่อมแซมเพราะว่าซื้อมาถูก ควรหลีกเลี่ยงการซื้อ fast cost หลีกเลี่ยงการเร่งการผลิต
ของใช้ไอที ถ้าเราวิ่งตาม ก็จะไม่ทัน เพราะมีผลิตภัณฑ์ออกมาเยอะแยะในแต่ละวัน เราต้องซื้อที่จำเป็นจริงๆและใช้งานจริงๆ? ไม่ต้องรีบเปลี่ยน ใช้ให้นานๆ
อ้างอิงจาก www.tonkla.org
?
|