| ระบบของการ "ปรองดอง" |
|
| บทความ | บทความน่าสนใจ | | ||||
|
คุณสุ จิตต์ วงษ์เทศ ผู้ที่รากของท่านฝังลึกในสังคมวัฒนธรรมไทย ได้เขียนบทกวีไว้ในหนังสือพิมพ์มติชน (13 มิ.ย. 2553) ในประเด็นนี้ ความว่าเมื่อคนฝ่ายที่ได้เปรียบคิดประดิษฐ์คำว่า "ปรองดอง" ขึ้นมา ก็หมายได้ว่าคนที่เสียเปรียบ ก็ต้องเสียเปรียบมากขึ้นไปอีก คุณสุ จิตต์ เข้าใจดีว่าการใช้คำอันนำไปสู่ปฏิบัติการทางสังคมภายใต้ความหมายของคำคำนั้น โดยที่มองไม่เห็นความไม่เท่าเทียมกันก็ยิ่งจะทำให้ความไม่เท่าเทียมกันขยาย ตัวออกกว้างขวางลึกซึ้งมากขึ้น ซึ่งท้ายที่สุดแล้ว คนที่ไม่พอใจต่อปฏิบัติการทางสังคมของคำก็จะเปลี่ยนแปลง และทำลายความหมายด้านดีของคำคำนั้นไปเสีย ที่ สำคัญ ก็คือ มันจะไม่นำไปสู่การ "ปรองดอง" อะไรเลย ผมคิด ว่าหากพิจารณาคำว่าปรองดองในสังคมไทยต้องให้อยู่ในบริบททางสังคม และต้องมองอย่างมีพลวัต (หรือประวัติศาสตร์ในความหมายกว้าง) จะพบว่า การ "ปรองดอง" นั้น เป็นผลลัพธ์ของกระบวนการการแก้ไขความขัดแย้งด้วยการเจรจา/ต่อรอง/อันนำไปสู่ การยอมรับซึ่งกันและกัน ผลลัพธ์ ที่จะเกิดเป็นการ "ปรองดอง" ได้นั้น ต้องอยู่ในเงื่อนไขประกอบกันหลายประการ ประการ แรก ได้แก่ สายใยของความสัมพันธ์ทางสังคม การปรองดองจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อทั้งสองฝ่ายที่ขัดแย้งกันนั้น มี "ความสำนึกร่วมกัน" ทางสังคมที่แรงกล้ามากพอ จะทำให้การคาดคำนวณว่าหากสูญเสียความสำนึกร่วมกันนี้ไป จะกระทบกระเทือนความเป็นอยู่ของตนเองสูงมาก หากปราศจากสายใยความสัมพันธ์ทางสังคมแล้ว การคิดเรื่องปรองดองก็เป็นเรื่องเพ้อฝันเท่านั้น จาก ประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาของสังคมไทย เราจะมองเห็นถึงความเปลี่ยนแปลงของสายใยความสัมพันธ์ทางสังคมเกิดขึ้นในหลาย ระดับและหลายมิติ การเกิดขึ้นและดำรงอยู่ของชุมชนต่างๆ ในสังคมไทยนั้นได้สร้าง "สมบัติชุมชน" (Common property) ในหลายด้าน และความสัมพันธ์ระหว่างปัจเจกชนกับสมบัติชุมชนนี้เอง ทำให้คนในชุมชนได้สร้างระบบและกระบวนการพูดคุย/ควบคุม/การใช้สมบัติร่วมซึ่ง ทำให้เกิดการยอม "ปรองดอง" กันได้ง่ายมากขึ้น เพราะความขัดแย้งอย่างไม่ปรองดองนั้น จะส่งผลกระทบต่อทุกคนในชุมชน ประการที่สอง ได้แก่ ความเสมอภาคเชิงสัมพัทธ์ ภายในสายใยความสัมพันธ์ทางสังคม จะต้องมีความสัมพันธ์ทางสังคมที่มีความเสมอภาคเชิงสัมพัทธ์อยู่ กล่าวคือ ทุกสังคมย่อมไม่ได้เสมอภาคกันในทุกเวลา หากแต่ในยามวิกฤติหรือในยามที่จะต้องแก้ไขความขัดแย้งให้เกิดการ "ปรองดอง" จะต้องทำให้เกิดการพูดคุย/เจรจา/จัดการแก้ปัญหา ต้องทำให้เกิดความรู้สึกเสมอภาคขึ้นมาในระดับที่คู่ความขัดแย้งนั้น สามารถยอมรับได้
ประวัติศาสตร์ชุมชนของไทยนั้น แสดงให้เห็นว่า ในการแก้ไขความขัดแย้งระหว่างสมาชิกในชุมชน หากคู่ความขัดแย้งไม่สามารถที่จะตกลงกันได้เอง ก็จำเป็นที่จะต้องแก้ไขความขัดแย้งด้วยการใช้ผู้หลักผู้ใหญ่มาเป็นตัวกลาง และผู้หลักผู้ใหญ่จะทำให้เกิดความเสมอภาคเชิงสัมพัทธ์ขึ้นมาระหว่างคู่ความ ขัดแย้ง เพราะเอาเข้าจริงๆ แล้ว ผู้หลักผู้ใหญ่ (ผู้อาวุโสในชุมชน) ไม่ได้เป็นผู้ตัดสินให้เกิดการแก้ปัญหาแบบขาว/ดำ หากแต่เป็นเพียงผู้ที่ทำให้เกิดความเท่าเทียมกัน อันจะนำไปสู่การเจรจาแก้ไขความขัดแย้งได้ในที่สุด พิธีกรรม เกือบทั้งหมดในสังคมไทยล้วนแล้วแต่เป็นกระบวนการที่ทำให้เกิดความเสมอภาค เชิงสัมพัทธ์ขึ้นมา เพื่อที่จะทำให้ทั้งชุมชนนั้นสามารถผ่อนคลายความตึงเครียดทางสังคมที่เกิด ขึ้น และส่งผลให้ทั้งหมดกลับมาร่วมมือร่วมใจกันในลักษณะเดิมได้ต่อไป หากเรา มองการ "ปรองดอง" ว่า เป็นผลลัพธ์จากกระบวนการแก้ไข หรือระบบการแก้ไขความขัดแย้งเช่นนี้ เราก็ต้องมองหาและ/หรือต้องสร้างเงื่อนไขทางสังคมในวันนี้ เพื่อที่จะเป็นพื้นฐานในการแก้ไขความขัดแย้งในทุกระดับ และหวังว่าจะนำไปสู่ผลลัพธ์ คือ การปรองดองกันของคนในชาติ กล่าว ได้ว่า สังคมที่มีศักยภาพการปรองดองสูง ได้แก่ สังคมที่มีความยืดหยุ่นในการปรับตัวสรรค์สร้าง "สมบัติชุมชน" ใหม่ๆ ขึ้นรองรับความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ และเป็นสังคมที่มีความเสมอภาคกันสูง สังคมไทยจะแก้ไขปัญหาความขัดแย้งที่ลึกซึ้งและกว้างขวางเช่นนี้ได้อย่างไร การประกาศการปรองดองโดยคิดแบบมักง่ายโดยไม่ยอมคิดอะไรให้ลึกซึ้งยิ่งจะทำให้ เกิดความขัดแย้งมากขึ้นอีก การตั้งคณะกรรมการปฏิรูปรัฐธรรมนูญเป็นตัวอย่างของความมักง่ายทางความคิด (หรือมองได้อีกอย่างหนึ่ง คือ ไม่อยากให้เกิดการปรองดองอย่างเสมอภาค) ผมยัง มองไม่เห็นเลยว่าการปรองดองจะเกิดได้อย่างไรหากชนชั้นนำไทย (รวมนายกรัฐมนตรีด้วย) ไม่ยอมคิดอะไรให้กว้างไปกว่าความปรารถนาหวงอำนาจไว้ในมือ โดยไม่ยอมเข้าใจความเปลี่ยนแปลงอะไรเลยเช่นนี้ ตีพิมพ์ครั้งแรก : หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 17 มิถุนายน 2553 ที่มา : http://onopen.com/attachak/10-06-18/5441
|

| กินเปลี่ยนโลก | สถาบันต้นกล้า | เยาวชนสืบสาน | ฟิ้วส์ | มะขามป้อม | เสมสิกขาลัย | iLaw | อาศรมวงค์สนิท |