Menu
Joomla Just for Sharing - Joomla Club Templates and Extensions
บ้านของ (หญิง) นักเดินทาง อีเมล
บทความ | บทความน่าสนใจ | ชัยณรงค์ กิตินารถอินทราณี
ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่ 'ติดบ้าน' คุณคงรู้ดีว่า การก้าวพ้นประตูบ้านเพื่อไปที่อื่นที่ไม่ใช่ออฟฟิศ หรือบ้านญาตินั้น เป็นความลำบากยากเย็นอย่างยิ่ง

กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : อย่างน้อยที่สุดเราคงต้องต่อสู้กับ 'ความขี้เกียจส่วนตัว' ในระดับหนึ่ง หรือไม่ก็สถานการณ์กดดันบางอย่าง

แต่คงไม่ใช่สำหรับหญิงสาวที่มีโลกกว้างเป็นบ้านหลังใหญ่อย่าง วัชรินทร์ สังขาระ นักเดินทางสาวที่ใช้เวลากว่า 6 ปีของการออกไปสำรวจบ้านหลังใหญ่ใบนี้ ทั้งกับเพื่อนร่วมทาง และตัวคนเดียว ภายใต้ 'ร่ม' ของงานสายองค์กรพัฒนาเอกชน ที่สอดรับกับความสนใจของเธอ

อดีตนักศึกษาบริหารธุรกิจ ลาดกระบัง ที่ไม่ได้มองเรื่องเงินมาเป็นตัวเลือกแรกยอมรับว่า ประสบการณ์จาก 'ค่ายอาสา' ในรั้วมหาวิทยาลัยนั้นถือเป็นกุญแจดอกสำคัญให้เธอค้นพบประตูบานนี้ เปรียบเทียบระยะเวลาและประสบการณ์ แม้เจ้าตัวจะยืนยันว่าไม่ได้เชี่ยวชาญมากนัก แต่ความช่ำชองในการไปเป็น 'ผู้อาศัย' ที่ดีนั้น เธอพิสูจน์ให้เห็นแล้วผ่านข้อเขียนเรื่อง ไปเป็นลูกแขก : โลกคือครอบครัวเดียวกัน

ทุกวันนี้วัชรินทร์ยังคงเป็นฟรีแลนซ์ ในงานสายนี้อยู่อย่างแข็งขัน ในตรอกเล็กๆ ที่ซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางโรงแรมหรูย่านสาทร หญิงสาวคนนี้ยืนรออยู่ตรงปากทางเข้าสำนักงาน หลังประตูบานนั้นเรื่องราวใน 'บ้านใบใหญ่' ของสาวตัวเล็กคนหนึ่งกำลังเริ่มต้นขึ้น

  • ทำไมคุณถึงเลือกเรียนอย่างหนึ่งแต่กลับมาทำอีกอย่างหนึ่ง
ที่จริงตอนแรกก็อยากเป็นนักธุรกิจนะ ถึงเลือกบริหารเอาไว้ คือตอนประถมจนถึงมัธยมเองมันมีไม่กี่อาชีพที่เรารู้จัก หมอ พยาบาล นักธุรกิจ อะไรอย่างนี้ เราไม่รู้จักเอ็นจีโอ ไม่รู้จักสังคมอะไรที่กว้างกว่านั้น ยิ่งเรียนสายวิทย์ยิ่งแล้วใหญ่ ช่วง ม.ปลายมันจะมีบ้านยายเป็นเวทีให้เรียนรู้เรื่องของเงิน พบว่าเงินไม่ใช่คำตอบ ยายขายที่ได้ 6 ล้าน ปรากฏว่าเงิน 6 ล้านที่ยายมีพอบริหารไม่เป็น แทนที่จะนำความสุขมาให้มันกลับนำความทุกข์มาให้ตระกูลมากมาย โกงกันฟ้องร้องกันในหมู่ญาติพี่น้อง นั่นเป็นครั้งแรกที่เรารู้สึกว่าความสุขในชีวิตมันไม่ใช่เงินแล้วล่ะ ต่อมาได้ไปเข้าค่ายถ่ายรูปก็รู้สึกสนุกรวมทั้งพี่สาวแนะนำเราว่าถ้าอยากทำ อะไรแบบนี้ก็ไปเข้าชมรมตรงนั้นถือเป็นจุดเริ่มต้น

แต่ถ้าถามถึงการเดินทางของเราจริงๆ มันมีพื้นมาตั้งแต่พ่อ ทุกวันหยุดพ่อจะพาไปทะเล ไปกับครอบครัวญาติๆ มันคือความผูกพันกับการเดินทาง สนุก ได้เปลี่ยนบรรยากาศ ต่อมาก็ได้มารู้จักกับการทัศนศึกษา ชมรม-ค่าย โบกรถเที่ยว แล้วพอมารู้จักเอ็นจีโอ เจอพี่คนหนึ่งอายุจะ 30 ปีแล้ว เขามาโบกรถกับเรา ก็เออ... ถ้าเราได้ทำอาชีพนี้เราก็จะได้เดินทางแบบนี้ต่อไป เลยตัดสินใจเป็นฟรีแลนซ์มา 6 ปี เคยตั้งใจเข้าไปทำงานประจำอยู่ 2 ครั้งแต่ก็ออกมา เพราะเราอยากทำความรู้จักกับงานด้านนี้ให้ได้มากที่สุด

  • ที่ผ่านมาทำงานด้านไหนบ้าง
ก็มีเยาวชน สิ่งแวดล้อม จิตวิญญาณ สังคม ผู้หญิง เด็ก การศึกษาทางเลือก สันติภาพ (หัวเราะ) ที่เป็นประเด็นก็เยอะเหมือนกัน

  • แล้วได้ไปที่ไหนมาบ้าง
เริ่มเดินทางตั้งแต่ปี 2543 เชียงใหม่ไปค่าย แล้วจากนั้นก็เดินทางเรื่อยมา ปี 2545 เป็นกึ่งๆ อาสาสมัคร ไปอยู่อเมริกา 3 เดือน ปี 2546 ก็ไปอยู่อินเดีย 4 เดือน เอาเงินที่เก็บไว้ 2 ปีไป แล้วก็ปี 2548 ไปทำงาน ช่วงหลังๆ ที่ไปต่างประเทศจะไปเรื่องงานไม่ต้องจ่ายเงินเองแล้ว (หัวเราะ) แต่บางที่ไปทำงานแล้วก็ได้เงินด้วย (ยิ้ม) ก็คือทำงานมา 6 ปีได้เดินทางไป 6 ประเทศ ไปอเมริกา 3 ครั้ง ไปอินเดีย 3 ครั้ง เกาหลีใต้ มาเลเซีย ลาว กัมพูชา แล้วก็จังหวัดต่างๆ ในประเทศไทย

  • แสดงว่าจริงๆ การเดินทางมันมีวิธีการหลากหลาย
การเดินทางไม่จำเป็นว่าต้องนอน เกสท์เฮ้าส์แล้วก็ไปตามแหล่งท่องเที่ยวเท่านั้น แต่การทำอย่างนั้นก็คือการเดินทางนะ สำหรับคนกลุ่มหนึ่ง จริงๆ คือ...ออกนอกบ้านก็เดินทางแล้ว หรือไม่ก็เปลี่ยนเส้นทางบ้าง สมมติถ้าคุณไปบีทีเอสทุกวันก็เปลี่ยนดูบ้าง อาจจะได้เจออะไรใหม่ๆ มันแล้วแต่ความพร้อมของใคร บางคนเริ่มเดินทางตอนอายุ 30 ปีหรือ 50 ปี แล้วแต่... ในนิยามเรา ก็คือแค่เปลี่ยนสิ่งแวดล้อมที่คุณเคยอยู่

  • ผู้หญิงตัวคนเดียวไปต่างประเทศ กลัวไหม
(ยิ้ม นิ่งคิด...) มันฝึกเนอะ แต่ถามว่ากลัวไหม กลัวนะ แต่เราก็มีอาวุธป้องกันตัว (หัวเราะ) คือช่วงปี 4 ได้เรียนสันติวิธีกับพระไพศาล (วิสาโล) กับพี่คุ้ง นารี แซ่ตั้ง เรื่องสันติวิธีนี้มันสอนเราเรื่องอาวุธของคนกล้า เรื่องของความดีงามของมนุษย์ คือมันเหมือนกับ... เราไม่ต้องมียูโดก็ได้แต่ว่าเข้าให้ถึงจิตใจที่ดีของผู้คนเท่านั้น ก็เริ่มไป ตอนแรกซ้อม เริ่มไปต่างจังหวัด ไปนครสวรรค์คนเดียว มีคนมารับนะ แต่นั่งรถไฟคนเดียว (หัวเราะ) แต่มันก็ติดนะ ไปก็สนุก

  • แล้วตอนที่ไปอยู่กับครอบครัวต่างๆ คุณปรับตัวอย่างไร
ที่จริงมันมาจากเรื่อง สาธิต กุมาร นักเดินเท้า 8 พันไมล์จริงๆ พี่ภิญโญ (ไตรสุรยธรรมา) โอเพ่น เป็นคนพูดเรื่องนี้สองประโยคให้ฟังในวงวงหนึ่งว่า สาธิตกับเพื่อนเขาเดินเท้าจากอินเดียไปอเมริกา 8 พันไมล์ เดินเท้าไปโดยที่ไม่พกเงิน แล้วก็กินมังสวิรัติ การไม่พกเงินนั่นคือ คุณต้องรอความเมตตาจากคนอื่นที่ให้ข้าวคุณกินเหมือน อ.ประมวล เพ็งจันทร์ ของไทยที่เดินจากเชียงใหม่ไปสมุยแบบนั้น เราก็อ่านหนังสือของสาธิต คือมันมีความเป็นไปได้ การที่เขาจะให้ข้าวเรา หรือการที่จะเลี้ยงข้าวคนคนหนึ่งสัก 2 อาทิตย์อาจจะไม่ใช่เรื่องใหญ่ แล้วเราก็ตอบแทนเขา อย่างช่วยงานเขา เขามีอะไรให้ช่วยก็ช่วย และอยู่อย่างอ่อนน้อมถ่อมตัว คือมันจะไม่อิสระเหมือนนอนเกสท์เฮ้าส์

  • ได้เรียนรู้อะไรบ้าง
ในแง่ของความเชื่อมโยง อเมริกากับเมืองไทยแล้วไปอินเดีย รู้สึกเหมือนกับเมืองไทยอยู่ตรงกลาง เมืองไทยมีกรุงเทพฯ กรุงเทพฯ ที่เหมือนกับนิวยอร์กมาก เพราะตอนไปอเมริกาไปโรงหนังที่ฟิลาเดลเฟีย มันเหมือนเมเจอร์บ้านเราเปี๊ยบเลย ในแง่ความเป็นเมืองแล้ว เราเห็นความเปลี่ยนแปลงของมนุษย์ คือมนุษย์น่ะเปลี่ยนแปลงได้ รับได้ ถ้าเมืองมันเข้ามา ที่อินเดียมันเป็นบทพิสูจน์ อย่างถุงพลาสติกในเมืองเขาใช้ แต่ชนบทอินเดียยังไม่ใช้ เขาจะมีตะกร้ามาจ่ายตลาด คุณค่าของเขาก็คือ ถ้าคุณไม่เอาตะกร้ามาจากบ้าน พ่อค้าอาจด่าคุณก็ได้ บางทีบางร้านมีถุงพลาสติกแต่ว่าเขาไม่อยากให้ เพราะมันเปลืองเขาด้วย ในแง่หนึ่งมันเป็นวิถีชีวิตเขาเลยนะไม่ใช่การรณรงค์โลกร้อน จะซื้อน้ำมันทำกับข้าวเขายังเอาแกลลอนจากที่บ้านเอาไปเติมที่ร้านเลย

  • มองว่าตรงนั้นเขามีอะไรซ่อนอยู่หรือเปล่า
เขาเป็นอยู่แล้ว มันเป็นวิธีดั้งเดิม เราว่าเมืองไทยสมัยก่อนไม่มีถุงพลาสติกคงเป็นแบบนี้ ใช้ที่เป็นตะกร้า แต่ว่าเมืองของอินเดียที่ไปอยู่เป็นชนบทรัฐทมิฬนาดู ซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของประเทศ เป็นตะกร้า แต่ว่าเมืองอย่างมาดาสก็ใช้ถุงพลาสติก เมื่อมันสะดวกขึ้นมนุษย์ก็เปลี่ยน ถึงคนทั่วโลกจะบอกว่าคนอินเดียด้อยพัฒนา แต่ถ้าการพัฒนาเข้าไปเขาก็รับนะ นั่นคือมนุษย์ เมื่อก่อนคนอเมริกาก็อาจไม่ได้ใช้ถุงพลาสติกเหมือนกัน แต่เดี๋ยวนี้ที่นั่นเข้าไปสู่ยุคที่มีแม้กระทั่งเครื่องล้างจาน เราไปแล้วหงุดหงิดมาก ไปทุกบ้านมีเครื่องล้างจานหมดเลยนะ ไม่ใช่คนรวยด้วย มีทุกอย่าง ไมโครเวฟ เครื่องล้างจาน ตู้เย็นบ้านหนึ่งไม่รู้กี่เครื่องที่เก็บของเอาไว้ เห็นภาพเลยนะที่เขาบอกว่าอเมริกาใช้ทรัพยากรมากกว่าคนเอเชีย 10 เท่า ที่บอกว่ามนุษย์เปลี่ยนแปลงได้เพราะเมืองนี่เป็นข้อพิสูจน์อย่างดีเลย

  • เท่าที่คุณไปเห็นมา ความสุขของแต่ละบ้านคืออะไร
เป็นคำถามที่ดี (ยิ้ม... นิ่งคิด) คือความสุข... แต่ว่าบ้านที่เราไปอยู่จะพิเศษหน่อยตรงที่เขาเป็นนักกิจกรรม นิยามคำว่ากิจกรรมของเราคือ เขาเริ่มที่จะลงมือบางอย่าง เพื่ออยากเห็นชุมชนเขาดีขึ้น ความสุขของเขาส่วนมากคือ เขาได้ทำตามความฝัน แล้วเขาก็ลองผิดลองถูก ถ้าจะตอบ...ความสุขคือเขาได้ลงมือทำในสิ่งที่เขาฝันเพื่อให้ที่ที่เขาอยู่ดี ขึ้น

  • ประทับใจครอบครัวไหนเป็นพิเศษ?
ครอบครัวหนึ่งในชนบทของรัฐทมิฬนาดู เขาทำโรงเรียนทางเลือกให้เด็กในหมู่บ้าน เป็นโรงเรียนที่ไม่มีไม้เรียว แล้วเขาก็สร้างครูที่เคยใช้ไม้เรียวให้ไม่ใช่ไม้เรียวได้ เด็กๆ ก็ไปโรงเรียนทุกวัน เราอยู่ 2 อาทิตย์ เหมือนเด็กๆ ไปเข้าค่ายทุกวันน่ะ มาสนุกทุกวัน ตัวครูเองก็รู้สึกดี คือครูก็ไม่อยากตีเด็ก แต่ว่าบางที่มันก็ยาก สมมติต้องดูแลเด็ก 50 คนมันอาจจะต้องตีบ้าง แต่อันนี้เขารู้ว่าเงื่อนไขมันไม่เหมาะกับการมีห้องเรียนอย่างนั้น เขาก็จำกัดจำนวน อย่างเช่น เด็กอนุบาลถ้า 20 คนก็จะมีครู 2 คนเด็กประถมก็ไม่เกิน 30 คน แล้วตัวคนก่อตั้ง คุณอรุณา ตอนเช้าเขาจะมาเหมือนเลกเชอร์ให้เราว่าปรัชญาโรงเรียนคืออะไร วันละชั่วโมง เป็นอะไรที่ดีมาก

  • มันมีบางคำพูดที่ว่า นักเดินทางออกเดินทางก็เพื่อค้นหาที่ทางของตัวเอง คุณเป็นแบบนั้นหรือเปล่า
คิดว่าไม่ได้เป็นอย่างนั้นในตอนเริ่ม ต้น ไม่ได้ตั้งใจอย่างนั้น แต่ว่าพอไปๆ แล้วเป็นสิ่งที่ได้มากกว่า แต่ว่าถ้าเราเดินทางเพราะอะไร อาจจะเป็นเพราะว่ามันสนุก และการเดินทางมันเป็นสะพานของการเรียนรู้ของเรา ปกติเราเป็นคนเฉื่อยๆ แต่พอเดินทางแล้วมันไปเห็นอะไรมากขึ้น กลับมามันมีวัตถุดิบ เพื่อที่จะอ่านต่อ เขียนต่อ ฟังต่อ เดินทางไปเห็นแล้วก็กลับมาเรียนรู้ต่อ เป็นสะพานน่ะ

  • ในฐานะคนเดินทางนิยามคำว่าบ้านไว้อย่างไร
สายสันติวิธี มันมีคำว่าโลกคือครอบครัวเดียวกัน เคยมีคนพูดว่าทุกๆ ที่เป็นบ้านได้บนโลกนี้ ทำไมเราถึงได้จองพื้นที่แค่ 40 ตารางเมตรเป็นบ้านเรา เราก็มีคำนี้สะกิดใจเราตลอด เวลาที่เราไปนอนตามบ้านคนทั้งหลาย พอเราหลับมันก็รู้สึกว่าทุกที่เป็นบ้านได้ แต่แน่นอนว่าเราจะขี้เกียจเหมือนเราอยู่ที่บ้านเราเองไม่ได้ แต่ว่าพอเราไว้ใจตัวเอง ไว้ใจคนอื่นอย่างนี้เราก็หลับได้ เราก็อยู่ได้ มีชีวิตอยู่ได้

  • หัวใจเดินทาง
"อันนี้ได้มาจากวงเสวนาที่ร้านหนังสือ เดินทาง พี่ภิญโญเขาให้เป็นของที่ระลึกในวันนั้นท้ายวงเสวนา เขาก็ให้เราอธิษฐาน 2 ที่ที่เราอยากไปในปีนั้น แล้วเราก็อธิษฐาน อินเดียกับอเมริกา ปีนั้นก็ได้ไปอเมริกา ก็เลยมีมันอยู่ในกระเป๋าเวลาออกเดินทางตลอด ห้อยไว้ในกระเป๋า แล้วมีอยู่ครั้งหนึ่ง เราไปเชียงดาว ไปเจอผู้หญิงคนหนึ่ง เขาเห็นก็บอกว่า น้องได้มาจากที่ไหน ปรากฏว่าเราไปเจอคนที่เขาทำ โห...แบบมันบังเอิญมาก (ลากเสียงยาว)"

    ชัยณรงค์ กิตินารถอินทราณี
    ภาพ : อนันต์ จันทรสูตร์




blog comments powered by Disqus
43.gif

Comments

logo footer   We can change the world everyday.- \\(^3^)//
เรามี 19 บุคคลทั่วไป ออนไลน์
กินเปลี่ยนโลก | สถาบันต้นกล้า | เยาวชนสืบสาน | ฟิ้วส์ | มะขามป้อม | เสมสิกขาลัย | iLaw | อาศรมวงค์สนิท
มาร่วมเป็นแฟน wechange555.com
ติดตามเรา
คลิ๊ปวีดีโอต่างๆ