|
ในวันที่หมอกปกคลุมอำพรางยอดดอยหลวงเชียงดาวให้อันตรธานไปจากสายตา ฟ้าสลัว ละอองฝนละเอียดโปรยปรายลงมาราวถูกเลือกสรรแล้วอย่างบรรจงจาก
ปวงเทพ เสียงจิ้งหรีดสอดผสานกันรอบราวป่า ในบ้านกึ่งไม้กึ่งปูนที่
สร้างขึ้นอย่างง่ายๆ ด้วยฝีมือเจ้าของบ้าน เรากำลังเฝ้ามองการ ทุยโส่ว ของชายต่างวัย... มือต่อมือ แรงผสานแรง การเคลื่อนตัวรุก รับ เป็นจังหวะ พลังบางอย่างไหลเคลื่อน...
ทุยโส่วหรือการผลักมือในศาสตร์แห่งไท้เก๊ก ไม่ใช่เรื่องของการเอาชนะหรือแค่การออกกำลัง แต่เพื่อการ ฟังแรง เรียนรู้ ผสานตัวเองเข้ากับอีกฝ่าย รักษาสมดุลทางกาย ตลอดจนอาจเป็นหนทางแห่งการเติบโตทางจิตวิญญาณ อย่างที่ขณะนี้... ชายผู้สูงวัยกว่ากำลังใช้มันถ่ายทอดการละวางความรู้สึก แพ้ ชนะ ล้มเหลว สำเร็จ แก่ชายหนุ่มคนหนึ่ง
ยากจะนิยามว่าชายสูงวัยกว่าคนนี้.... ธีรวัฒน์ ตันติวิรมานนท์
คือใคร? อดีต เขาคือวิศวกรที่ปรึกษาให้กับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เอ็นริโก-
เฟมิ ในมลรัฐมิชิแกน และวิศวกรวางแผนงานของบริษัทฟอร์ด มอเตอร์ (Ford Motor Company) ประเทศสหรัฐอเมริกา, อาสาสมัครของกลุ่มศาสนาเควกเกอร์ เจ้าหน้าที่ของโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) และผู้ดำเนินงานอีกหลายสิบโครงการด้านพัฒนาชุมชน ในประเทศ สปป ลาว, อาจารย์สอนวิชา Sustainable De-
velopment และ Buddhist Studies มหาวิทยาลัยพายัพ และที่ใกล้เคียงกับชีวิตปัจจุบันของเขามากที่สุด เห็น
จะเป็น นักจัดกระบวนการแบบมีส่วนร่วม, นักประเมินโครงการ วางแผนยุทธศาสตร์ ที่ชี้ทางให้องค์กรเห็น "ดาวและธง" ในการทำงานมามากต่อมาก และผู้ใฝ่ศึกษาในศาสตร์ไท้เก๊กอย่างเอาจริงเอาจังคนหนึ่ง
ล่าสุด เขาเพิ่งเสร็จสิ้นภารกิจจากโครงการฟื้นฟูวิถีชีวิตดั้งเดิมของชุมชนและการจัดการระบบนิเวศน์อย่างยั่งยืนของเกาะลันตา ซึ่งเป็นพื้นที่ประสบภัยจากสึนามิ ปัจจุบันรับเป็นที่ปรึกษาการจัดการองค์กรและวางแผนยุทธศาสตร์ให้กับองค์กรต่างๆ ภายใต้มูลนิธิเสฐียรโกเศศ - นาคะประทีป
ค่ำคืนแรกที่ไปเยือน พวกเราพูดคุยและได้เห็นใบหน้ากันจากแสงสว่างของเปลวเทียน บ้านของธีรวัฒน์ที่อำเภอเชียงดาวไม่ได้ใช้ไฟฟ้าจากการไฟฟ้า ไม่มีตู้เย็น ทีวี เครื่องอำนายความสะดวกเกินจำเป็นใดๆ เมื่อพลังงานจากโซลาเซลล์มีไม่เพียงพอในวันไร้แดดอย่างวันนี้ ความมืดมิดจึงมาเยือนฉับพลัน แต่ก็เป็นเรื่องปกติเสียแล้วสำหรับครอบครัวนี้
- ทดลองความจริง -
เมื่อเด็กหนุ่มคนหนึ่งตัดสินใจไปสหรัฐอเมริกาเพียงลำพังด้วยเงินจำนวนน้อยนิด หลังจบปริญญาตรี คณะวิศวกรรม-
ศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ชีวิตของเขาก็คล้ายเพิ่งได้
เริ่มต้นอย่างจริงจัง และแม้จะได้ปริญญาโทสาขาบริหารโครงการ จากมหาวิทยาลัยมิชิแกนติดมือมา ทว่าการเดินทางของธีรวัฒน์ครั้งนั้น ไม่ใช่ด้วยเหตุผลของความก้าวหน้าทางการงาน ดีกรีการศึกษา ฐานะทางสังคมที่อาจเลื่อนสูงขึ้น แต่เป็นการออกก้าวเพื่อ "หลุด" ออกจากร่องอารมณ์ ที่เขาพลัดดิ่งจมลงไปจากการปฏิบัติธรรมอย่างคร่ำเคร่งตั้งแต่ครั้งเป็นนักศึกษา สำนักธรรมแห่งไหน สายคิดไหนที่ว่าดี ว่าแน่ เขาจึงเพียรดั้นด้นไป
เยือน ด้วยความ "ไม่รู้" อะไรเลย ที่แล้ว...ที่เล่า แม้แต่การฝึกขับเครื่องบิน ด้วยได้รับแรงบันดาลใจจากการอ่าน โจนาธาน ลิฟวิงสตัน นางนวล.. นกนางนวลที่แสวงหาหนทางหลุดพ้นจากวัฏฏะตัวนั้นนั่นเอง... เขาก็ลองทำมันมาแล้ว
 "ผมใช้ชีวิตในอเมริกาคนเดียว ๓ ปี มีอิสระมาก ไม่มีอาณาเขต อยู่ในห้องเล็กๆ ช่วงนั้นที่ทดลองได้มากที่สุดจะเป็นเรื่องทางพุทธ ผมทดลองไปเข้าศึกษาปฏิบัติกับนิกายเซ็นทั้ง สายรินไซ และโซโตะ นิกายวัชรยาน สายเชอเกรียม ตรุงปะ แต่ที่ติดมากที่สุดคือ รินไซ"
"มีเจตนาจะทดลองใช้ชีวิตเงียบๆมากกว่า เรียนหนังสือดูจะเป็นฉากบังหน้า งานก็ทำหลายอย่าง ผมจะพยายามทำให้ถึงที่สุดดูว่าเราจะอยู่ในระดับขนาดไหน ก็ทดลองกับตัวเอง ทดลองกับความเหงา ทดลองกับความกลัว ทดลองจัดการกับชีวิต จนในที่สุดคิดว่าเราต้องไปญี่ปุ่น เพราะว่าปฏิบัติด้วยตัวเองมันมาถึงจุดที่ผมรู้สึกว่ามันตัน เจตนาตอนนั้นมีอย่างเดียวคือ ต้องการล้างอารมณ์"
การล้างอารมณ์ของเขาคือ การทำอย่างไรก็ตามให้กลับมาอยู่ในโลกปัจจุบันขณะให้ได้ การปฏิบัติธรรมที่คร่ำเคร่ง เพ่งจิตไป ณ จุดกลางลำตัว เฝ้ามองนิมิต เป็นเวลาหลายปี ทำให้เขาแทบใช้ชีวิตกับผู้คนทั่วไปไม่ได้ คุยกับใครไม่ค่อยรู้เรื่อง การเรียนตกต่ำ เวลามีอารมณ์ใดมากระทบก็แยกไม่ออก เขาอธิบายภาวะที่ตัวเองเป็นตอนนั้นคล้ายกับอาการถูก "ผีอำ"
ที่ประเทศญี่ปุ่น ธีรวัฒน์อาศัยอยู่ที่วัดสายรินไซ เขาตระเวนไปทั้งหมด ๑๑ วัดในรูปลักษณ์ไม่ต่างจากแบ็คแพ็กเกอร์ เริ่มแรกเดินทางจากการแสวงหา โรชิ ซึ่งเป็นพระที่ผ่านกระบวนการของสำนักรินไซมาแล้วระดับหนึ่ง และอาศัยจดหมายรับรองจากวัดหนึ่ง ไปยังอีกวัดหนึ่งในสายเดียวกันนี้ต่อเนื่องไปเรื่อยๆ เขาศึกษาและฝึกฝนยังสำนักปฏิบัติสายรินไซ
ในญี่ปุ่นเพียงสามเดือน แต่ที่นี่เองที่ทำให้ "หลุด" ออกจากร่องอารมณ์ที่ตกค้างอยู่ ประตูสำคัญก่อนเห็นแสงสว่างให้คว้าจับ คือ โกอาน หรือปริศนาธรรมที่อาจารย์รินไซคนหนึ่งถามเขาในขณะหนึ่งของการบำเพ็ญเพียรแบบปลีกวิเวกเจ็ดวันที่เรียกกันว่าพิธี เซ็สชิน
"คืนสุดท้ายนี่ไม่ได้นอนเลย ผมจำได้ว่านั่งจนรู้สึกเหมือนกระดูกหัวเข่าจะทะลุออกมา ผมว่าอาจารย์อ่านผมออกนะ ผมได้โกอานแรก คือ ถ้าผมเจอพระพุทธเจ้าเดินมาให้ฟันคอพระพุทธเจ้าขาดเลย โกอานที่สอง ถามว่าหมามีความเป็นพุทธะไหม อันนี้ผมใช้เวลานานมากกว่าจะตอบได้ สมัยนั้นผมไม่มีความรู้เรื่องพวกนี้เลย" เมื่อย้อนกลับไปมอง เขาค้นพบว่าในห้วงนั้น ที่สุดแล้วคือการติดอยู่ในนิวรณ์๕* ปริศนาธรรมจากอาจารย์แห่งรินไซน่าจะเป็นไปเพื่อให้ฝ่าข้ามมายาภาพ ละวาง ไม่ติดยึดกับสิ่งใด
"ผมเห็นคุณเครียดแล้วนึกถึงตัวเองนะ เราจริงจังกับมันมากไป แทนที่จะผ่อน แล้วทำใจให้ร่าเริง มีสัมปชัญญะ ดูว่าเราหลงอะไรไปรึเปล่า ดูข้างหลัง ข้างหน้า แล้วค่อยไปต่อ" ขณะหนึ่งของการสนทนา ธีรวัฒน์หันมาพูดกับหนึ่งในพวกเราซึ่งเป็นชายหนุ่มผู้ฝึกฝนไท้เก๊กได้ร่วมปีและเคยพบเจอกันมาบ้าง เมื่อผ่านการทุยโส่วกัน ได้มองเห็นท่วงท่าไท้เก๊กไม่กี่ท่า ก็คล้ายเขาจะสัมผัสได้ถึงความจริงจังและการติดยึด จากจังหวะเคลื่อนไหวของชายหนุ่มที่อ่อนกว่าทั้งวัยและประสบการณ์ ธีรวัฒน์บอกว่าจิตของชายหนุ่มอยู่ที่มือมากเกินไปจนไม่ระวังหลัง ท้อง หน้าอก หากถูกกระทบเพียงนิดเดียวก็จะล้มลงได้ง่ายมาก
หลังการเติบโตทางอารมณ์จากญี่ปุ่น อีกช่วงเวลาหนึ่งเขาออกเดินทางเลาะเลี้ยวไปในจีนกว่าสี่เดือน ผ่านหลายเส้นทางในหน้าประวัติศาสตร์และปรากฏอยู่ในนวนิยายกำลังภายใน เขาได้เห็นง้าวของกวนอู หุบเขามังกรหลับอันเป็นที่พำนักของขงเบ้ง ด้วยดวงตาตัวเอง หลังจากนั้นธีรวัฒน์ได้กลับมาใช้ชีวิตที่
อเมริกาไปตามครรลองแห่งโลกสามัญ เรียนจบ มีครอบครัวกับภรรยาชาวอเมริกัน ไต่เต้าในหน้าที่การงานกระทั่งเรียกได้ว่าประสบความสำเร็จอย่างสูง หากวัดจากตำแหน่งและความสุขสบายทางทรัพย์ศฤงคาร แต่อีกไม่กี่ปีต่อมาเขาก็ละทิ้งทุกอย่าง แล้วเดินทางสู่ "เมืองลาว" ที่นั่นเขาและภรรยาได้สัมผัสกับความเป็นอิสระจากวิถีที่ต่างจากดินแดนแห่งเสรีภาพอย่างสิ้นเชิง กระทั่งสิบปีให้หลัง เขาและครอบครัวก็ย้ายกลับมาเมืองไทย เพื่อค้นหาและค้นพบต่อไป ในสิ่งที่ไม่อาจคาดเดาได้
- สู่สามัญ -
ธีรวัฒน์และวินนี่... ภรรยาของเขาเริ่มต้นทุกอย่างใหม่
่ในเมืองลาว จากงานพัฒนาชุมชนในชนบทห่างไกลของกลุ่ม
เควกเกอร์ และต่อเนื่องไปยังโครงการอื่นๆ รวมทั้งที่อยู่ภายใต้การดูแลของโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP)
พวกเขาใช้ชีวิตยังดินแดนง่ายๆงามๆนี้ร่วมสิบปี จากวิถีบริโภค-
นิยมเต็มรูป สู่ความเป็นอยู่ที่ถูกตีตราว่าอัตคัด ด้อยพัฒนา ไม่น่าจะใช่เรื่องง่ายๆ
"ผมไม่รู้สึกใจหาย แต่รู้สึกว่านี่คือชีวิตที่ถูกกับจริตเรา
ผมกับวินนี่ค่อยๆเปลี่ยน สิบปีผ่านไปก็รู้แล้วว่าจะกลับไปเป็นอย่างเดิมไม่ได้แล้ว เป็นความสุขที่แปลกประหลาด สภาพที่เราอยู่เป็นแบบลาวแท้ๆ ทำกับข้าวแบบง่ายๆ แต่ผมไม่เคยเลยที่จะรู้สึกว่าตัวเองอยู่ในทุกข์ วันเวลาตอนที่ทำเควกเกอร์นี่อัศจรรย์มาก ผมออกจากเวียงจันทร์แล้วก็ไปอยู่หลวงพระบาง เป็นเมืองเล็กๆ มีเสน่ห์อย่างประหลาด มีวิถีชีวิตที่แปลก ไม่กอบโกย ไม่กักตุน ไม่สะสมและเป็นอิสระ" แล้วก็เป็นอิสระ..... ชายหนุ่มที่นั่งฟังอยู่เสริมต่อจาก
คำพูดเขา
"คุณเป็นตัวของคุณเองได้เต็มที่ ไปไหนก็ไม่ต้องมานั่งกรอกตัวเลข Security Number หรือเลขบัตรประชาชน ที่ลาวไม่มีเลย ไม่มีบัตรเครดิต ถือว่าเป็นช่วงที่ดีที่สุดของชีวิต และในลาวผมเริ่มมองเห็นการเชื่อมต่อระหว่างจิตวิญญาณกับวิถีชีวิต"
"ผมยังจำได้ตอนไปครั้งแรก ที่แขวงอุดมไซ ระบบของเขาเป็นสังคมนิยม ไม่มีใครเป็นเจ้าของที่ดิน ดูแลกันและกัน ครบสามปีก็จะมาแบ่งที่ดินตามจำนวนคน ในแต่ละครัวเรือน แต่พอเงินพัฒนาสี่ล้านดอลลาร์ลงไป แล้วก็มีโครงการไมโครไฟแนนซ์เข้ามา พวกเขาก็เป็นหนี้สิน ปีเดียวเท่านั้นเขายืมเงินไปซื้อ
พันธุ์ไม้ ซื้อปุ๋ย ก็เข้าสู่วงจรวัฏจักรแล้ว ผลิตเพื่อขายอย่างเดียว ความยากจนเกิด ขอทานก็เกิดตาม ผมเริ่มไม่เชื่อรูปแบบการพัฒนาแบบนั้น" นอกจากงานพัฒนาชุมชน การดำเนินงานพัฒนาหลายสิบโครงการในลาวที่ผ่านเข้ามาท้าทายให้เขาจัดการแก้ปัญหา ทำให้ธีรวัฒน์มีโอกาสลับฝีมือ จนเป็นมือวางยุทธศาสตร์องค์กรและนักพัฒนาโครงการ "ดาวและธง" เป็นคำที่เขาใช้เรียก
เป้าหมายและเป้าประสงค์ขององค์กรหรือโครงการ ซึ่งมักถูกคนดำเนินงานหลงลืมไปอย่างน่าใจหาย ทั้งที่หากเป็นร่างกายสองสิ่งนี้ก็คงไม่ต่างจากมันสมองและหัวใจสูบฉีดโลหิต
แต่นอกจากประสบการณ์จากชั่วโมงบินสูงแล้ว เราคิดว่าหลักการและศาสตร์แห่งไท้เก๊กที่เขาเชื่อมั่นก็ด้วย ที่ทำให้ทุก
เนื้องานที่เขาจับโดดเด่นชัดเจน ทั้งยังได้ผสานมุมมองอันละเอียดอ่อน ลึกซึ้ง และความไวต่ออารมณ์ ความรู้สึก ไวต่ออุปนิสัยของเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ลงไปด้วย
- วิถีแห่งจักรวาล -
เมื่อได้มองเห็นท่วงท่าไท้เก๊กใกล้ๆและด้วยดวงตาที่เปิดกว้าง ก็ให้เกิดรู้สึกเองว่าในหนึ่งจังหวะเยื้องกายเพียงเท่านั้น สัจจะแห่งจักรวาลอาจปรากฎให้เราเห็นก็เป็นได้ เรามองเขาเคลื่อนไหวด้วยท่วงท่าต่างๆ อย่างเป็นธรรมชาติ เหมือนปลาสะบัดหางในลำธาร
จากสหรัฐอเมริกาต่อเนื่องไปยังญี่ปุ่นและจีน ธีรวัฒน์ได้ศึกษาเก็บเล็กผสมน้อยมาเรื่อยๆทั้งไอคิโดและไท้เก๊ก ด้วยมุ่งหวังว่าอาจเป็นหนทางแห่งอิสระทางอารมณ์ แต่ที่เขาลงลึกด้วยจนถึงทุกวันนี้คือ ไท้เก๊กตระกูลเฉิน ซึ่งเป็น ๑ใน ๕ ตระกูลของวิทยายุทธ์นี้ (อันประกอบด้วย หยาง เฉิน อู๋ อู่ ซุน) โดยจะมี
จุดเด่นหรือท่วงทำนองต่างกันไปแต่เหมือนกันในหลักการใหญ่ๆ
หากมองจากที่ห่างไกลอย่างที่เราเคยมอง ไท้เก๊กอาจเป็นแค่การรำมวยเพื่อสุขภาพตามสวนสาธารณะยามเช้าที่เหมาะกับคนแก่ แต่ผู้ที่ผสานกว่าค่อนชีวิตเข้ากับแก่นคิดของไท้เก๊กอย่างธีรวัฒน์ มวยจีนขนานนี้เทียบเท่ากับศาสตร์หรือปรัชญาที่
เชื่อมโยงกับสรรพสิ่งรวมทั้งครรลองแห่งจักรวาล ไม่ใช่แค่การเคลื่อนไหวทางกายอีกต่อไป แต่ยังคือแนวทาง หลักคิดที่สอดผสานอยู่ในการใช้ชีวิตแต่ละวันของเขา อยู่ในท่าทีที่เขาสัมพันธ์กับครอบครัว กับเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน อยู่ในการทำงาน และส่งผลต่อดวงตาที่ใช้มองโลกทุกวันนี้
"ทุกอย่างที่ผมเอื้อมมือไปจับ มันจะต้องมีนัยเกี่ยวกับเรื่องนี้ ไม่เช่นนั้นมันไม่มีค่าควรแก่การทำ อย่างไปช่วยดูโปรเจค ไปอบรมให้อาศรมวงศ์สนิท ผมก็จะเอาเรื่องนี้เข้าไป ผมจะทำของผมอย่างนี้ ถ้าทำแต่เรื่องเทคนิค (จัดกระบวนการ) อย่างเดียวมันก็จะฝ่อ มาอยู่ตรงนี้มันต้องอ่านเกมเยอะนะ ถ้าผมเดินเกมผิดคนอื่นอาจจะเข้าใจผมผิด เป็นเรื่องละเอียดยิบย่อยทั้งนั้นเลย ทำยังไงให้เขาไว้ใจเรามากที่สุด"
ในการทำงานกับใครสักคน กับกลุ่ม หรือชุมชนสักแห่ง รวมทั้งการวางแผนงานอย่างมียุทธศาสตร์ เป้าหมาย ก็ต้องเริ่มศึกษาพวกเขา กลุ่มเป้าหมาย ด้วยจุดเริ่มต้นเรียนรู้ที่ไม่ต่างจากการผลักมือ ซึ่งในไม่กี่จังหวะหากนิ่งพอก็จะรู้ได้ว่าอีกฝ่ายมีอุปนิสัยอย่างไร ชอบเอาชนะ ระแวง ประนีประนอม ใจเย็น ฯลฯ แล้วจะเป็นเสมือนญาณนำทางว่าควรทำอย่างไรต่อไป
"บางที การเชื่อมต่อต้องใช้ญาณ ผมต้องถอดให้ได้ว่า เขาต้องการอะไร อยากเห็นอะไร คนนี้เป็นอย่างไร มีทางที่เป็นเส้นด้ายเล็กๆ เชื่อมระหว่างคนมากมายเหล่านี้ตรงไหน โดยที่ผมต้องไม่เอาตัวเองเข้าไปเกี่ยวข้อง ต้องให้มันปรากฏขึ้นมาเอง" ตลอดมา กระทั่งทุกวันนี้ เขาจะเลือกการงานที่เอื้อให้ได้ใช้ ได้ทดลองนำองค์ความรู้ ความเชื่อจากศาสตร์ไท้เก๊กมาปรับใช้ให้ได้มากที่สุด แต่ไม่มีครั้งไหนที่คาดการณ์ได้ล่วงหน้าว่าจะเจออะไร แล้วเมื่อเจอแบบนี้แล้วต้องทำอย่างไร...ก็ไม่มีสูตรสำเร็จอีกเช่นกัน ไม่ต่างจากการผลักมือ เมื่อต้องเอื้อมไปสัมผัสฝ่ามือ
อีกฝ่าย ไม่อาจรู้ได้ว่าใครจะต้องรุกรับอย่างไร แล้วผลจะออกมาแบบไหน
"ผมไม่ได้วางแผนไว้ก่อน เพราะไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น แต่วิธีการที่ผมใช้คือจะให้เขาคุยกัน ผมจะเรียนด้วยการอ่านสรีระคน คนที่ไม่ได้ทำเองอาจจะไม่เข้าใจ แต่ทีนี้จะทำยังไงให้คนไม่เข้าใจพอทำแล้วจะเกิดความรู้แจ้ง เพราะมันไปท้าทายต่อสำนึกบางอย่างที่เขาคุ้นเคย ตรงนี้แหละที่ผมชอบมาก เพราะถ้าทำสำเร็จก็เท่ากับเปิดโลกของคนๆนี้ขึ้นมา แต่ถ้าผมเข้าไปหาเขาแล้วบอกว่าต้องเป็นอย่างนี้นะ คุณต้องทำอย่างนี้นะ อันนี้จะไม่เกิด ผมจะต้องเอาตัวผมไปแขวนบนเส้นด้ายไว้ก่อน โดยที่ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น แล้วก็ค่อยล้วงออกมา แล้วมันจะออกมาเป็นสิ่งที่ผมไม่รู้เลยว่าจะเกิดอะไรขึ้น"
"รู้แจ้ง" ของเขาไม่ได้หมายความถึงนิพพาน แต่เขาเรียกมันว่าการ "ปลดล็อก" อันหมายถึงภาวะตระหนักรู้ในบางสิ่งบางอย่างชั่วขณะ ซึ่งจะบังเกิดขึ้นได้ก็ด้วยการ "ละวาง" ดังที่เขาชี้ให้ชายหนุ่มเห็นว่ากำลังจดจ่อจิตอยู่ที่มือมากเกินไป... ถ้าไปจดจ่อ เพ่งเขม็งเกลียวกับอะไรบางอย่าง เราจะลืมสัมปชัญญะรอบตัว... คลายความตึงเครียด คลายความคาดหวังกันและกัน
"เวลาที่ผมประมือ ผมจะพยายามทำจิตผมให้ว่าง เพราะถ้าจิตว่างแล้วมันก็จะสะท้อนคนได้ แต่ถ้าผมคิดแต่ว่าจะทำอย่างไรดี มันก็จะตะกุกตะกุก ความเป็นธรรมชาติจะทำลาย ผมต้องล้างตัวเองหมด ต้องเปิดรับทั้งหมด จนรู้สึกถึงอารมณ์
ถึงสิ่งที่คนอื่นพูด ผมว่านี่แหละคือไท้เก๊ก"
"ในการทำสมาธิ ผมไม่มีตัวชี้วัด แต่พอเราเข้าสู่กรอบ
ไท้เก๊กเราจะมีภาษาที่จะคุยกัน พิสูจน์กันได้ คุณดูได้ว่าตรงไหนคือความนิ่ง จากอากัปกริยาของเขา" นี่กระมังที่ใครบางคนว่าไว้ การสนทนาภายในมักเงียบงัน เหมือนไม่มีการสนทนา.... ไท้เก๊กบางขณะก็ทำให้เข้าสู่ภาวะนิ่ง ไร้การดำรงอยู่ การเป็นหนึ่งเดียวกัน อย่างนี้หรือไม่... นิพพานชั่วคราว
"นิพพานนี่ผมไม่ได้ให้ความสำคัญอะไรมาก เพราะมันถูกปรุงแต่งขึ้นมาจนเป็นอะไรก็ไม่รู้ แต่ผมรู้ว่าถ้าผมสัมผัสกับความ-
ลับนี้ได้ประตูอะไรบางอย่างมันจะเปิด และผมจะสามารถเข้าใจได้มากกว่าตอนนี้ เหมือนนักบัลเลย์ คนวาดรูป นักกีฬาก็สามารถเข้าสู่ภาวะหนึ่งเดียวกันกับสิ่งที่ทำ ตรงนั้นแหละเป็นภาวะที่ผมสนใจ" พื้นฐานของไท้เก๊กคือความอ่อนเบา ต่อเนื่อง สม่ำเสมอ อาศัยจิตสมาธิเคลื่อนไหวท่วงท่า และเรียนรู้อีกฝ่ายอย่างเนิบช้า ไม่ใช่การจู่โจมอย่างหมายเอาชีวิต ซึ่งคือครรลองที่ควรเป็นไปเพื่อการเรียนรู้ อยู่ร่วมกับธรรมชาติ โลก หรือมนุษย์คนอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว เพื่อนฝูง คนอีกมากมายที่ต้องพบเจอในการงานหรือตามรายทาง
บางขณะที่เราเฝ้ามองเขากำลังถ่ายทอดชี้แนะศาสตร์รำมวยแก่ชายหนุ่มสองคน บอกเล่าอธิบายในสิ่งที่เราถาม พูดถึงคนอื่นด้วยท่าทีระแวดระวังการให้ร้าย ฯลฯ แววตาและท่าทีของเขาก็คล้ายจะให้เราได้เห็น... บุคคลผู้พยายามฝึกฝนตนจนความอหังการ ความลำพอง การอยากแสดงตนเหนือผู้อื่น ดูจะสำแดงอำนาจเหนือเขาได้น้อย ซึ่งหากเทียบกับความสำเร็จในชีวิตทางโลกที่ผ่านมาแล้ว คงไม่แปลกนัก หากชายผู้อยู่เบื้องหน้าเราคนนี้จะพองโตด้วยอัตตาแบบหยาบๆ จากแววตาและอากัปกิริยาบนดวงหน้านั้น บอกเราให้รู้สึกได้ว่า เขาไม่เคยหยุดนิ่ง ยังคงตั้งคำถาม ทดลอง แล้วปฏิบัติซ้ำๆในเรื่องที่ยังข้องใจและต้องการคำอธิบาย แม้ผลลัพธ์จะออกมาเป็นศูนย์... ก็ให้เห็นว่าเป็นศูนย์
"ทุกวันนี้ผมก็ทำสิ่งที่มือเอื้อมถึง ไม่รู้ว่าถูกหรือผิด ผมพยายามทำให้รัศมีชีวิตของผมเบียดเบียนให้น้อยที่สุด และทำข้างในตัวผมให้แจ้งที่สุด จนกระทั่งคนที่มีชะตาชีวิตที่ข้องเกี่ยวกับผมจากไปแล้วเขาจะไม่ได้รับวิบากไปด้วย และเมื่อถึงเวลาสุดท้ายของชีวิตจะได้บอกตัวเองได้ว่า ได้ทำทุกสิ่งที่อยาก
ทำแล้ว" เราดับเทียน ในความมืดยังมีเสียงแมลงกลางคืนกรีดปีกให้ได้ยิน กลิ่นชื้นจากละอองฝนกลางวันหอมประหลาด เสียงชายสูงวัยกว่าคนนั้น บอกถึงที่วางถุงนอนแก่ชายอ่อนวัยกว่าสองคน แว่วมาให้ได้ยิน .........
อัญญรัตน์ อ่อนสุทธิ
ที่มา : ปาจารยสาร ปีที่ 32 ฉบับที่ 5 | พฤษภาคม - มิถุนายน 2551
|