เก็บตกประเด็นคุยกับ ?น้องออย? เจ้าของหนังสือ Buy Nothing Month (สนพ.โลกสีเขียว) ออยเป็นอดีตสาวอักษรฯจุฬาฯ เมื่อตอนเรียนเทอมสุดท้ายได้รับการชักชวนจากมูลนิธิโลกสีเขียวให้เข้าร่วมโครงการสั้นๆ คือการ ?งดซื้อ? หนึ่งเดือนเต็ม หนังสือนี้เลยเป็นเหมือนบันทึกประจำวันด้วยภาษาไม่เป็นทางการ (เพราะมาจากการบันทึกลงในบล็อกของออยมาก่อนจริงๆตลอดหนึ่งเดือน) เราเลยได้เห็นอารมณ์ ความคิดความรู้สึก อะไรทำได้บ้างไม่ได้บ้างของออยกันสดๆ ในงานสัปดาห์ไม่ซื้อ วันที่ 21 ธันวาคม 51 ที่สวนสันติชัยปราการที่ผ่านมา เราก็คว้าเธอคนนี้มาคุยกันเสียเลย งานนี้ชวนคุยโดย ?พี่ฝน? นักจัดรายการวิทยุสาวจากคลื่น 96.5 FM
- พี่ฝน
ก่อนจะเปิดเข้าไปอ่านหนังสือ Buy Nothing Month เจอคำโปรยปกหลังดิฉันก็ตกใจเล็กๆค่ะ เขาบอกว่า ?ออยเป็นเด็กประหลาด ทำมือถือหายไปแล้ว 14 เครื่อง? โอ้โห!! ลบสถิติพี่ถล่มทลายเลย
- น้องออย
เป็นคนขี้ลืมค่ะไม่ค่อยระวัง ทุกคนก็ไม่อยากเชื่อจนเพื่อนๆด่า อันนี้นับที่หามาตั้งแต่มัธยมด้วย
- พี่ฝน
นอกจากนี้เธอยังทำบัตรประชาชนใหม่ 5 ใบ นี่อธิบายนิดนึงออย
- น้องออย
ด้วยความที่เราไม่ระวัง ทำกระเป๋าตังค์หายบ้าง จนที่เขตบอกว่าต่อไปนี้จะปรับเงินเราแล้วนะ เลยไม่ทำหายแล้ว
- พี่ฝน
เธอก็เป็นเหมือนเด็กผู้หญิงธรรมดาทั่วๆไปค่ะ ไปกินข้าวกับเพื่อน ชอบไอพอด แล้วทำไมกลายมาเป็นเด็กหญิงไม่ซื้อได้
- น้องออย
ก็อาจจะเหมือนอีกหลายคนที่ได้ไปเข้าค่ายเห็นชีวิตหลายๆคน ได้มากได้น้อยต่างกันไป แล้วพอกลับมาเราก็ได้คิดว่าที่มีใช้อยู่สบายกว่าคนอื่นมากๆ แล้วพอดีว่าออยได้อ่านหนังสือที่เกี่ยวกับโลกร้อนของมูลนิธิโลกสีเขียว (โลกร้อน ทุกสิ่งที่เราทำเปลี่ยนแปลงโลกเสมอ) อ่านแล้วก็เอาไปเขียนบล็อก แล้วพี่เขาก็มาเจอเราอีกที
- พี่ฝน
แต่ก่อนจะเข้าเรื่องมากไปกว่านี้นะ ขอบอกหน่อยว่าออยชื่อจริง คือ ณัฐพร เลี้ยงใจ แล้วก่อนขึ้นเวทีก็แอบมากระซิบว่า พี่ๆ ออยคุยไม่เก่งนะช่วยชวนคุยด้วย แต่เห็นเมื่อกี้แล้วไม่อยากจะเชื่อว่าคุยไม่เก่ง ทีนี้พี่ที่มูลนิธิโลกสีเขียวเขาชวนออยด้วยวิธีไหน แล้วทำไมไปหลงเชื่อเค้าได้ล่ะ
- น้อยออย
ออยเอาไปเขียนในบล็อก พี่เขาก็เสริชมาเจอเรา แล้วก็ส่งเมสเสจผ่านเอ็มเอสเอ็นมาชวน เล่มที่เราอ่านคือเล่มสีเขียวเล็กๆ เราก็ชอบมาก เอาไปเขียนทำนองว่า ?โครตชอบเลย เล่มนี้เกิดมาเพื่อกู? ก็ลองไปคุย พี่เขาก็ถามว่าอยากเขียนหนังสือมั้ย อยากทำอย่างนี้มั้ย เขาก็ให้กลับไปคิด เราก็ประมาณว่า...ทำก็ได้วะ อยากลองทำเหมือนกัน เพราะก่อนหน้านี้ก็เคยได้ยินเรื่อง Little Brown Dress มา ซึ่งเขาเป็นผู้หญิงที่ใส่ชุดเดียวทั้งปี เขาสามารถอยู่ได้ ไม่ต้องตามกระแสโลก แล้วเราจะทำอะไรที่ช่วยโลกได้บ้างมั้ย พอพี่เขามาผลักดันก็เลยอยากลอง แค่เดือนเดียวเอง
- พี่ฝน
แล้วแรงผลักดันตรงนั้นเกิดมาจากไหน ไปเจออะไร
- น้องออย
ก็อย่างที่บอกว่าไปค่าย เห็นเด็กหิ้วข้าวจากบ้านมากิน ใช้ชีวิตง่ายๆ อยู่ได้ แล้วก็ดูมีความสุข ออยทำค่ายมาหลายค่ายแล้ว ก็ได้เห็นหลายๆที่
- พี่ฝน
แสดงว่าความประสบการณ์จากค่ายเป็นส่วนหนึ่งที่บ่มเพาะให้เราคิดเรื่องการบริโภค
- น้องออย
ใช่ มันต่างกันมาก ต่างจังหวัดที่เราไปกับกรุงเทพฯ เหมือนฝันเลย อยู่สี่วันผมก็ไม่ได้สระ ใส่กางเกงเล เสื้อยืด หน้าไม่ต้องแต่ง อยู่ได้ยังไง แต่พอมาอยู่นี่เห็นใครใส่ก็อยากใส่ อยากได้บ้าง
- พี่ฝน
พี่ก็คิดว่าคนที่อยากลดการซื้อจะเกิดอารมณ์เดียวกับที่ออยนี่แหละ เราเคยแต่ง แล้วมาให้เราลด ของออยเองก็มีพูดถึงในหนังสือที่บอกว่าพอไม่แต่งแรกๆก็ไม่รู้สึกอะไรหรอก แต่พอสักพักเพื่อนเริ่มทัก ก็ใจแกว่งแล้ว แบบนี้ออยมีอะไรแนะนำบ้าง ถ้าใครอยากแต่งหน้า แล้วกลัวถูกทักว่าโทรม
- น้องออย
จริงๆวันนี้ก็แต่งบางๆนะเพราะไปทำงาน ไม่แต่งเลยคงไม่ได้ด้วยความที่เราอยู่ในสังคม แต่จำเป็นมั้ยที่ต้องสวยตลอดเวลา ซึ่งจริงๆมันเป็นแค่ภายนอกนะ ตอนนั้นที่พยายามจะเลิกแต่ง ก็คิดว่าไปค่ายยังไม่แต่งได้เลย แต่เพื่อนก็บอกว่าเกินไปมั้ยอ่ะ เราก็เออ... ทำอะไรที่มันไม่เกินไปดีกว่า พอดีๆ ไม่ต้องฉูดฉาดมากแต่พอให้ดูมีบุคลิกเข้าสังคม
- พี่ฝน
แล้วจริงๆนี่เป็นส่วนหนึ่งด้วยมั้ย ว่าไม่จำเป็นต้องแต่งหน้า เราก็มั่นใจได้
- น้อยออย
ก็เป็นส่วนหนึ่ง แต่การทำอะไรต้องมีคนให้กำลังใจ อย่างเราก็มีแฟนที่ไม่ชอบให้แต่งหน้า ที่บ้านก็เหมือนกัน บอกว่ายิ้มเฉยๆลูกก็น่ารักแล้ว
- พี่ฝน
นี่ทำให้คิดว่า จริงๆแล้วการบริโภคของคนเรามาจากความไม่มั่นคงทางจิตใจ ใส่เสื้อตัวนี้จะดูไม่ดี ถ้าไม่แต่งหน้าจะดูไม่น่าสนใจ แต่หารู้ไม่ว่า ความมั่นคงมันอยู่ที่ใจ หากเรามั่นใจจะแสดงออกมาจากบุคลิกเราเอง ความน่าสนใจจะตามมาเอง อันนี้เป็นสิ่งหนึ่งที่พอเลิก ลด ละแล้ว ออยน่าจะได้ความมั่นใจกลับมาด้วย
- น้องออย
ใช่ เราก็เริ่มคิดว่าไม่จำเป็นต้องแต่งตัวตามเพื่อนตลอดมั้ง พอมาทำแบบนี้เราก็ได้คุยกับเพื่อน กับคนสนิทมากขึ้นว่านคนอื่นๆเขาก็ไม่ได้อยากเห็นเราสวยงามตลอดเวลาหรอก ลึกๆมันเป็นความต้องการเหมือนคนอื่นไง อิจฉาเขา เพื่อให้ได้รับการยอมรับแบบเขาก็เป็นไปได้
- พี่ฝน
อ่านหนังสือเล่มนี้แล้วรู้สึกว่าต้องช่วยลุ้นเป็นระยะๆ เพราะพอตกลงใจจะไม่ซื้อ ก็เหมือนสวรรค์มีบททดสอบเลย มีเพื่อนชวนไปกินบุฟเฟต์ด้วย
- น้องออย
เราก็อยากกินแต่ก็พยายามชวนเพื่อนว่าไปกินอะไรถูกๆก็ได้นะ มันเปลือง แต่เราไม่กล้าบอกตรงๆ ไปๆมาๆก็ตามเพื่อนอีก เป็นผลลัพธ์ที่ไม่ดีนักค่ะ
- พี่ฝน
แล้ววันนั้น ค้นพบอะไรที่ไปกินกับเพื่อนขณะที่ตัวเองตกลงจะอยู่ในโปรเจคต์ไม่ซื้อแล้ว
- น้องออย
รู้สึกผิด แล้วก็ไม่กล้าบอกพี่เขา แต่เราก็บันทึกลงไปในบล็อกแหละ
- พี่ฝน
แต่ถึงพี่ไม่อยู่ในมูลนิธิโลกสีเขียวก็ตอบแทนได้นะว่าให้อภัย เพราะมันเป็นจุดเริ่มแค่นั้นเอง หากดูจากพัฒนาการในหนังสือที่ออยเขียนก็จะเห็นชัดว่าค่อยๆลดละเลิกได้มากขึ้น แล้วก็จะมีมุมมองกับชีวิตใหม่ๆ ออยยังสร้างนวัตกรรมอีกหลายเรื่องด้วยนะ อย่างไปดูหนังกับแฟนก็ไม่กินป็อปคอร์น แต่ทำยังไงแทน บอกมาเดี๋ยวนี้เลย
- น้องออย
เอาฝรั่งหั่นใส่กล่องเข้าไปกิน ไม่รู้เขาให้หรือเปล่าแต่เอาเข้าไปแล้วแหละ
- พี่ฝน
ก็เฮฮาไปอีกแบบนะ ตอนนี้ในสายตาผู้ใหญ่ จะมองว่าเด็กๆยุคนี้ติดยี่ห้อ ใช้ชีวิตไปตามเทคโนโลยี แต่เอาเข้าจริง เด็กที่อยู่ท่ามกลางเทคโนโลยีมากมายพวกนี้เขามีสามัญสำนึกในการเลือกว่าอะไรคือสิ่งที่เหมาะ อะไรไม่จำเป็น แล้วเพื่อนๆออยล่ะ ที่เห็นออยเข้าโปรเจคต์นี้ หลังจากนั้นเขามีการเปลี่ยนแปลงยังไงบ้างมั้ย
- น้องออย
บางคนก็ไม่รู้ ตอนนั้นรู้สึกว่าไม่อยากบอก อยากรู้ว่าตัวเองจะทำได้หรือเปล่า ไม่อย่างนั้นเพื่อนก็จะรู้เงื่อนไข แล้วเขาจะไม่ชวนเราไปอย่างที่เคยๆไปไง เพื่อนรู้อีกทีตอนจบแล้ว ไม่รู้ว่าเป็นยังไงแต่คิดว่าน่าจะได้อะไรกลับไปบ้าง แต่รุ่นน้องบางคนก็อ่านแล้วอยากลองทำแบบเราบ้างเหมือนกัน
- พี่ฝน
ภูมิใจมั้ย ที่สร้างแรงบันดาลใจให้ใครอยากทำอะไรบ้าง
- น้องออย
ภูมิใจค่ะ แต่ก็กลัวๆเหมือนกันว่าจะรู้ว่าเราไปแอบกินบุฟเฟ่ต์ (หัวเราะ)
- พี่ฝน
ไม่ต้องเอาตรงนี้ไปกดดันตัวเองหรอก ไม่เป็นไร อย่างน้อยอดีตเราบริโภคร้อย ลดมาเหลือแปดสิบ หกสิบ พี่ว่านี่คือความสำเร็จแล้วนะ
- น้องออย
ใช่ ไม่มีใครทำได้ปุ๊บปั๊บ เราอยู่ในสังคมบริโภคนิยม
- พี่ฝน
ไม่ต้องลดจากร้อยเหลือศูนย์ทันที แล้วอย่างที่ออยว่าเรายังอยู่ในสังคมที่ต้องกินต้องใช้ ก็ใช้อย่างมีสติให้มากขึ้น
- น้องออย
มันสนุกด้วยนะ การที่เราทำอะไรด้วยตัวเองมันจะสนุก ทุกวันนี้ออยยังทำขนมแจกเพื่อน แจกพี่ที่ทำงาน การที่เราบอก Happy New Year แล้วให้ขนมไป เขากลับมาบอกว่าอร่อยว่ะ เราจะดีใจมาก ใส่ใจลงไปด้วยเลยอร่อย
- พี่ฝน
งั้นสัปดาห์ไม่ซื้อปีหน้า ออยจะมาออกหนึ่งบูธจองไว้เลย
- น้องออย
เดี๋ยวจะทำบราวนี่มาแจก (หัวเราะ) ถ้ามีเวลา
- พี่ฝน
ทีนี้มีอีกสิ่งที่อ่านพบในหนังสือเล่มนี้ เป็นข้อเขียนของออยเองเลยหรือเปล่าที่บอกว่า ?กิเลส ไม่ใช่กดปุ่มdeleate แล้วจะหายได้ง่ายๆ แต่มันต้องใช้เวลา?
- น้องออย
ใช่ ก็เหมือนที่บอกเมื่อกี้ว่าไม่ใช่จะลดจากร้อยมาเป็นศูนย์ได้เลย
- พี่ฝน
แล้วในกระบวนการลดกิเลสล่ะ นอกจากที่ว่าๆกันมา พ่อ แม่ พี่ชาย เป็นกำลังใจให้มั้ย
- น้องออย
ค่ะ โดยเฉพาะแม่ ก็ปลูกฝังเรามาแต่เด็กว่าอะไรประหยัดได้ เขาก็จะคอยบอกว่าไหนว่าจะไม่ซื้อไรไงเดือนนี้ ก็จะมีสติมากขึ้นนิดหนึ่ง
- พี่ฝน
แสดงว่าคนรอบข้างก็สำคัญที่จะฉุดเราให้ไม่ซื้อหรือซื้ออะไร
- น้องออย
ใช่ ถ้าเพื่อนลากไปก็ไปเหมือนกัน แต่ถ้าเราคุยกับเขาว่าเฮ้ย...เรามีไอเดียแบบนี้นะ สนใจเปล่า มันอาจจะดีขึ้นก็ได้
- พี่ฝน
เห็นในหนังสือบอกว่าออยมีเพื่อนอยู่เอกญี่ปุ่น ก็อินกับเรื่องโลกร้อนเหมือนกัน
- น้องออย
คนนั้นเขายิ่งกว่าออยอีก ก่อนออยจะมาเข้าโปรเจคต์นี้เขาก็เอากระติกใส่น้ำมากินที่มหาลัย เพื่อนในเอกออยเองก็มีที่บอกว่าจะไม่ใช่ถุงแล้วนะ
- พี่ฝน
แล้วพอจบโครงการ หมดหนึ่งเดือนที่จะไม่ซื้อแล้ว ออยยังเป็นเด็กหญิงไม่ซื้ออยู่หรือเปล่าเนี่ย
- น้องออย
มันก็มีบ้าง ไม่ได้ซื้อปากกามาเดือนนึ่งก็อยากไปซื้อ แต่เราจะคิดก่อนซื้อมากขึ้นว่ามันจำเป็นหรือเปล่า มันก็จะดีต่อสังคมโลกด้วย แล้วก็กระเป๋าตังค์ตัวเองด้วย
- พี่ฝน
ใครที่เดินผ่านไปผ่านมาอาจสงสัยว่ายายสองคนมานั่งคุยอะไรกัน ก็บอกย้อนหลังให้นิดนึงว่า เมื่อเดือนธันวาคมปี 50 ที่ผ่านมา มีโครงการดีๆเกิดขึ้นโครงการหนึ่ง ชื่อ ?Buy Nothing Month? หนึ่งเดือนของการไม่ซื้อ แล้วบังเอิญมีเด็กหญิงคนหนึ่งที่เอาไปเขียนในบล็อกส่วนตัว ทำให้เห็นว่าเธออินกับกระแสโลกร้อน แล้วก็เริ่มรู้สึกว่าที่ผ่านมาใช้สิ้นเปลืองเกินไป มูลนิธิโลกสีเขียวเลยชวนเธอร่วมโครงการนี้ เธอก็ตกปากรับคำ เลยกลายเป็นเด็กหญิงออยที่ลดการซื้อ ซึ่งก็นำมาเป็นประสบการณ์ต่อหลายๆท่านที่กำลังเดินผ่านไปผ่านมาที่นี่ ว่าที่ผ่านมาอาจเคยใช้ทรัพยากรโลกสิ้นเปลือง น่าจะมาช่วยลดกันบ้าง อย่างออยก็ทำได้ วิธีหนึ่งที่เห็นง่ายๆคือลดการเปิดแอร์ แล้วเป็นไงบ้างหลังจากลดแล้ว
- น้องออย
แรกๆก็รู้สึกร้อนบ้าง ก็ลองดูว่าอยู่ได้หรือเปล่า ก่อนแอร์จะผลิตคนยังอยู่ได้เลยแล้วทำไมตอนนี้จะไม่ได้
- พี่ฝน
ในหนังสือออยยังบอกอีกว่า ใครว่าของฟรีไม่มีในโลก หนึ่งคือออกซิเจนในอากาศ สองคือรอยยิ้ม จุดนี้เกิดไรขึ้นถึงคิดแบบนี้
- น้องออย
ก็มันฟรีจริงๆ รอยยิ้มนี่ได้มาจากแมคโดนัลด์ ขโมยมาใช้ แค่ยิ้มก็ทำให้คนมีความสุขแล้ว
- พี่ฝน
เออ.. ใกล้ปีใหม่ตำรวจจะตั้งด่านเยอะ เปิดกระจกแล้วยิ้มให้เขานิดหนึ่งอาจจะผ่านด่านได้ง่ายขึ้น (หัวเราะ) แล้วอีกส่วน คือ น้องออยเขียนว่า ?สีขาวของเราไม่เท่ากัน? อยากให้อธิบายตรงนี้นิดหนึ่ง
- น้องออย
อันนี้บอกตรงๆว่าเห็นมาจากหนังสือเล่มหนึ่ง ยังไม่ได้อ่านหรอก แต่เห็นประโยคสั้นๆแล้วเราก็มานั่งคิดต่อ สีขาวของเราไม่เท่ากันจริงด้วย เหมือนโฆษณาโอโม่ไง คนนี้ว่าขาวอีกคนว่าไม่ขาว เหมือนอีกคนบอกว่าถูกอีกคนบอกว่าไม่ถูก เราก็พยายามจะเข้าใจคน
- พี่ฝน
แล้วที่ออยมาเข้าโครงการ มีคนมองเชิงลบ ไม่เห็นด้วยมั้ย
- น้องออย
คงไม่มีนะ แต่จะประมาณ ทำได้เหรอ ? มากกว่า
- พี่ฝน
หลังจากหนังสือเผยแพร่แล้ว มีฟีดแบคมาถึงออยมั้ย
- น้องออย
มีๆ ทันทีที่วางขายก็มีคนเมสเสจมาว่า ?อ่านหนังสือคุณแล้วนะ เดี๋ยวฉันจะเอาไปให้คนอื่นต่อ? เพื่อนที่รู้จักก็ส่งเมลมาว่าตอนนี้ทำยังงี้ๆอยู่นะ จากที่เขาไม่เคยคิดไรเรื่องนี้เลย แต่ไม่ได้คาดหวังจะเป็นแรงเปลี่ยนอะไรที่รุนแรง แค่นิดหน่อยก็โอเคแล้ว
- พี่ฝน
เห็นด้วยนะ อย่างงานนี้เป้าหมายคงไม่ได้คิดว่าต้องเปลี่ยนทุกคนจากบริโภคเยอะก็ลดได้เลย มันต้องค่อยๆเปลี่ยน แล้วตอนที่เข้าโครงการยังเป็นนิสิตอยู่ ตอนนี้...
- น้องออย
เป็นพนักงานบริษัท เป็นผู้หญิงธรรมดา
- น้องออย
ก็ใส่ใจบ้าง อย่างกระดาษหน้าเดียวในออฟฟิส บางคนใช้ครั้งเดียวก็เอาไปทิ้งแล้ว แต่เราพยายามเอากลับมาใช้ เรื่องแบบนี้ทุกคนทำได้ในโลกของตัวเอง
- พี่ฝน
ออยเป็นวัยที่เปลี่ยนจากวัยนักศึกษามาสู่วัยทำงาน เปรียบเทียบหน่อยว่า การบริโภคของเด็กมหาลัยกับวัยทำงาน ต่างกันยังไง
- น้องออย
ยังไงดีล่ะ อาจเป็นเรื่องรายได้ นักศึกษายังต้องของเงินจากพ่อแม่ เหมือนได้มาฟรีๆ ใช่ไปเรื่อยๆ แต่พอทำงานเรามีรายได้แล้ว จะเอาไปทำอะไร มันเริ่มใช้คนละแบบ แต่ทุกคนยังบริโภคสูง
- พี่ฝน
เหมือนว่าคนทำงานแล้วมี่จิตสำนึกการบริโภคมากกว่า
- น้องออย
ก็น่าจะเป็นอย่างนั้น
- พี่ฝน
แล้วทำไมคนทำงานหลายคนเป็นหนี้เยอะ ทั้งที่ทำงานหาเงินมาเอง มองคนกลุ่มนี้ในมุมมองบริโภคนิยมยังไง
- น้องออย
ออยไม่โทษเขาอย่างเดียวนะ หลายส่วนที่รุมเร้า การโฆษณา การอยู่ในสังคมคนรวยก็อยากรวยบ้าง มันเป็นธรรมดา ไม่ได้ผิดแต่หากมีโอกาสก็น่าจะกลับมาคิดว่าจำเป็นต้องทำบัตรเครดิตมั้ย ออยเองก็ไม่ทำบัตรเครดิตเลย
- พี่ฝน
คือไม่มีเงินก็ไม่ต้องซื้อ เท่านั้น จริงๆมันก็เหมือนสีสันกระตุ้นหัวใจเหมือนกันนะ อะไรที่ได้มาง่ายๆ ก็ไม่อยากเก็บนานหรอก แต่อะไรที่ต้องเก็บวันละนิดถึงไปซื้อมาได้ มันน่าจะมีคุณค่ามากขึ้น
แล้วทีนี้กับการอยู่ท่ามกลางโฆษณษาอย่างที่ออยว่า ซึ่งไม่ใช่เขาคิดจะทำก็ทำนะ เขาทำวิจัยอย่างเต็มที่ ออนแอร์แล้วทำให้คนแทบจะหยุดความอยากไม่ได้เลย แล้วออยเคยเป็นเหยื่อโฆษณามั้ย
- น้องออย
น่าจะเป็นเรื่องกินค่ะ พวกมือถือก็เป็น แต่จะพยายามบอกตัวเองว่าใช้ได้อยู่นะ ไม่เอา แล้วก็อยากได้พวกเทคโนโลยี ไอพอด กล้อง แต่ว่าหลังจากผ่านโครงการนี้ เราก็คิดว่าเราอยู่ได้ ไม่มีก็ได้
- พี่ฝน
ให้สรุปหน่อยว่า ออยได้อะไรกลับมาบ้างกับการเข้าร่วมโครงการหนึ่งเดือน
- น้องออย
ได้คิดมากขึ้น แต่ก่อนเราคิดแบบเด็กๆ อยากทำแต่ไม่ทำซักที แต่พอทำแล้ว ก็คิดว่าเคยทำมาแล้วทำไมทำต่อไม่ได้ แล้วเห็นว่าชีวิตประจำวันเรามีอะไรเล็กๆน้อยๆที่น่าสนใจ จะลดอะไรได้บ้าง
- พี่ฝน
แล้วลดไปได้เยอะมั้ย
- น้องออย
มีบ้าง พวกเครื่องประดับ เสื้อผ้าแฟชั่นจะไม่ซื้อ แต่ถ้าจำเป็นก็จะซื้อที่ใช้ๆได้นานๆ เลย
- พี่ฝน
แล้วถึงคิดจะทำแบบสาวชุดเดียวสีน้ำตาลบ้างรึเปล่า
- น้องออย
ถ้าอันนั้นต้องสร้างความมั่นใจให้ตัวเองอีกนิด คงไม่กล้าค่ะ
- พี่ฝน
แต่ก็ถือว่าเป็นตัวอย่างทีดี ถ้าเราทำไม่ได้ก็ให้รู้ขอบเขตตัวเรา ไม่เดือดร้อนเราและคนอื่น
- น้องออย
ใช่ คิดก่อนว่าจำเป็นหรือเปล่า หรืออยากเอาไปให้ใครให้คิดว่าทำเองได้มั้ย ทบทวนรอบๆด้าน คนต่างจังหวัดยังไม่ใช้กันเลย
- พี่ฝน
ไหนๆก็พูดถึงคนต่างจังหวัดขึ้นมา อยากให้ปิดท้ายหน่อยอย่างที่ออยบอกว่าเคยไปออกค่ายบ่อย แต่ไม่ใช่ว่าคนต่างจังหวัดจะไม่รู้อะไร เขาก็ดูทีวีเหมือนกัน แล้วออยรู้สึกว่าการออกค่ายมีผลกับเขามั้ย
- น้องออย
มีผลมาก ที่มหาลัยออยจะให้ห้ามใช้โทรศัพท์ กล้องก็มีแค่ตัวสองตัวพอ เพราะน้องๆแค่ดูโฆษณาก็อยากได้แล้ว โดยเฉพาะพี่ที่มาสอนเค้า แล้วเค้าจะชอบพี่ๆอยู่แล้ว พอพี่ใช้มือถือก็ยิ่งอยากมีบ้าง เรื่องโฆษณาก็ห้ามยากนะ แต่เราทำอะไรได้บ้างให้เขาคิดว่ามันไม่ใช่สิ่งจำเป็น อาจไม่ใช่แค่คนที่ไปออกค่ายเท่านั้น แต่ทุกคนที่คุยกับคนอื่นๆ หรือบอกต่อได้ มันเป็นการส่งต่อทางความคิดแบบหนึ่ง
** โปรดติดตามเนื้อหาดีๆจากวงเสวนา ?ใส่ใจ เป็นธรรม และแบ่งปัน? ต่อไปนะจ้ะ
|