Menu
Joomla Just for Sharing - Joomla Club Templates and Extensions
คำถามยอดฮิต 3 วันไม่ซื้อ อีเมล
บทความwechange
bn3d_logo01

ทำไมต้อง ลอง ไม่ซื้อ ?

เราถูกทำให้อยากซื้อตลอดเวลาผ่านการโฆษณาที่มาในรูปแบบต่างๆ บางทีเราก็ไม่รู้ตัวว่าซื้อมากเกินจำเป็น เพราะสิ่งที่ ?ไม่? จำเป็นถูกทำให้เป็นสิ่งจำเป็นมานานแล้วจนเคยชินที่จะเลือกหยิบ เลือกซื้อ พลังของผู้บริโภคจึงสามารถส่งผลสะเทือนต่อระบบใหญ่ได้ หนึ่งซื้อเท่ากับหนึ่งคุณค่า การปฏิเสธหรือตอบรับที่จะซื้อบางอย่างเท่ากับการโหวต การซื้อจึงเชื่อมโยงส่งผลต่อตัวเรา สังคม สิ่งแวดล้อม?? ลองไม่ซื้อ เพื่อ ?เริ่มต้น? การเปลี่ยนวิถีการบริโภคที่มีสติ ได้ครุ่นคิดอย่างใส่ใจ ออกแบบการซื้อที่เป็นธรรม เกื้อกูลแบ่งปัน และไม่ได้เกิดประโยชน์แค่ที่ตัวเราเท่านั้น

ทำไมต้อง 3 วันล่ะ ?

การเปลี่ยนพฤติกรรมสัมพันธ์กับช่วงเวลา การไม่ซื้อ 3 วันคือระยะเวลาของการ ?งด?? นั่นเอง? ถ้าเป็น 1 วันง่ายเกินกว่าจะรู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลง ส่วน 7 วัน ก็ดูจะทารุณเกินไปสำหรับการ ?ไม่ซื้ออะไรเลย? ว่ามั้ยล่ะ

ไม่ซื้ออะไรเลยเหรอ ?


ใช่ นอกจากสิ่งฟุ่มเฟือยแล้ว ยังรวมทั้ง อาหาร ยารักษาโรค ค่าเดินทาง ฯลฯ อย่าลืมปฏิเสธ บัตรเครดิต บัตรเดบิตด้วย? แต่เงินที่มีในโทรศัพท์มือถือยังใช้ได้จ้ะ

คงทำไม่ได้หรอกมันยากเกินไป ?

หลายคนอาจเกิดความคิดต่อต้านว่าทำไมต้องไม่ซื้ออะไรเลยด้วยล่ะ? อาหาร ยารักษาโรค ค่าเดินทาง เป็นสิ่งจำเป็นนี่นา? ใช่...เป็นสิ่งจำเป็น แต่? มันอยู่ที่การเตรียมการของคุณด้วย แล้วระยะ 3 วันคือการทดลองและท้าทายตัวเราในช่วงสั้นๆเท่านั้น ในสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปจะทำให้เราคิดและทบทวนแล้วสร้างสิ่งใหม่ได้มากขึ้น การไม่ซื้อเลยก็เช่นกัน

ลองนึกดูสิ ส่วนมากแล้ว ?สถานการณ์? หรือ ?บริบท? ที่ทำให้เราเปลี่ยนความเคยชิน เปลี่ยนพฤติกรรม ย่อมไม่ใช่สถานการณ์ที่ ?ปกติ? ในสถานการณ์ปกติเราก็จะดำเนินชีวิตไปเหมือนเดิมและยืดหยุ่นประนีประนอมกับตัวเองสูง(มาก) จนไม่ได้เปลี่ยนอะไรในที่สุด ไม่อย่างนั้น คงไม่มีหลายคนออกเดินทางไปที่ไกลสุดหล้าหรือขี่จักรยานข้ามประเทศ เพื่อเปลี่ยนแปลงชีวิต ,? อาจารย์ประมวล เพ็งจันทร์ อดีตอาจารย์ปรัชญาผู้เดินจากเชียงใหม่ไปสุราษฎร์ธานี คงไม่เลือกที่จะไม่เอาเงินติดตัวสักบาท? , อเล็คซ์ มาร์ติน สาวนักออกแบบท่าเต้นคงไม่ทดลองใส่เสื้อผ้าชุดเดียว(ที่ตัดเอง)ทั้งปี และเก็บเอาของเก่ามาดัดแปลงเพื่อสร้างแฟชั่นที่ช้าลงหรอก เหล่านี้ล้วนไม่ใช่ในสถานการณ์ที่ปกติก็เพื่อปรับรูปแบบการใช้ชีวิตใหม่นั่นเอง?

แล้วจะอยู่ยังไงเนี่ย ?

เมื่อกล้าเผชิญกับความกลัวจากความเคยชินแล้วเราจะได้เริ่มต้นสร้างสรรค์ ก่อนอื่น ลองตั้งปณิธานในใจ แล้วลงชื่อในใบสมัครร่วมโครงการเพื่อทำสนธิสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษรกับตัวเองและประกาศเจตนารมณ์ หลังจากนั้นก็ ?เตรียมการ? ออกแบบวิถีชีวิตที่จะไม่ซื้อ 3 วันนั้น คุณจะเดินทางอย่างไร กินอย่างไร ซื้อในสิ่งที่จำเป็นเตรียมไว้แค่ไหน จะลองชักชวนเพื่อนมาแลกเปลี่ยนของจำเป็นระหว่างช่วงเวลานั้นกันดีมั้ย ฯลฯ เชื่อว่ายังมีอีกสารพัดวิธีการที่จะช่วยให้คุณอยู่ได้โดยไม่ซื้อตลอด 3 วัน? และที่สำคัญคือการสร้าง ?ความสัมพันธ์?? เพราะเมื่อมีเงิน เราแค่ควักจ่าย และทุกอย่างดูจะเป็นสิ่งจำเป็น(ที่ซื้อได้) แต่เมื่อไม่มีเราจำเป็นต้องพูดคุยอธิบายกับคนอื่นๆ เพื่อน คนรอบข้าง น่าสนุกดีออกกับการจะได้บ่มเพาะความสัมพันธ์กับมนุษย์บ้าง จากที่เคยอยู่แบบตัวใครตัวมันหรือกับเทคโนโลยีมือถือ เครื่องปาล์ม โน้ตบุ๊ค แบลคเบอร์รี่ เฟซบุ๊ค

จะยิ่งไปสร้างภาระให้คนอื่นหรือเปล่า ?

การสร้างภาระให้คนอื่น เป็นความคิดแบบปัจเจกชนและคนในสังคมเมืองส่วนมาก ส่วนหนึ่งเราได้ซื้อของที่จำเป็นเตรียมการไว้แล้วนี่นา? แล้วหากเกิดสถานการณ์ระหว่าง 3 วันนั้นที่ต้องพึ่งพาหรือให้คนอื่นช่วยจริงๆ ก็ค่อยๆอธิบาย บอกกับเขาถึงความคิดไม่ซื้อก็ได้ ถ้าจะให้ดีระหว่างเตรียมการคุณควรจะบอกเจตนารมณ์ให้คนที่คิดว่าจะพึ่งพาได้ให้รู้ก่อน อาจเป็นเพื่อน แฟน คนในครอบครัว เพราะการสร้างความสัมพันธ์ รวมทั้งการสร้างชุมชนชั่วคราวที่จะพึ่งพากันได้ ก็คือสิ่งสำคัญหนึ่งของการไม่ซื้อ? 3? วันนี้

เป็นคนซื้อน้อยอยู่แล้วจะเหมาะกับกิจกรรมนี้หรือเปล่า ?

ทุกคนสามารถเข้าร่วมการทดลองเพื่อใคร่ครวญครั้งนี้ได้?? สำหรับคนที่บอกว่าซื้อน้อยอยู่แล้ว ยิ่งจะเป็นโอกาสให้ได้ทบทวนจริงๆแล้วว่า เราแค่ ?คิด? ว่าเราซื้อน้อยหรือเปล่า แต่เอาเข้าจริงๆเมื่อไม่สามารถซื้ออะไรได้ตลอด 3 วัน อาจเกิดอาการ ?ลงแดง? มากกว่าที่คิดก็ได้นะ

ไม่สงสารคนขายของเหรอ ?

เป็นแค่ช่วงเวลา 3 วัน เท่านั้นที่เราจะไม่ซื้อ ไม่ได้ไม่ซื้อตลอดไปเสียหน่อย

ทำไมต้องเป็นช่วงใกล้ปีใหม่ล่ะ ?

ก็ช่วงนี้ไม่ใช่หรือที่จะเกิดปรากฏการณ์ช้อปกระหน่ำ ด้วยคำอธิบายกับตัวเองและจากนักโฆษณาทั้งหลายว่า?ให้รางวัลกับชีวิต?บ้าง ซื้อของขวัญให้เพื่อนบ้าง แต่เชื่อมั้ยว่าเราสามารถให้รางวัลกับชีวิตด้วยวิธีการอื่นๆได้อีกเยอะที่ไม่ใช่ด้วยการซื้อ รวมทั้งดัดแปลงของที่มีอยู่แล้วหรือของที่ไม่ได้ใช้แล้วมาเป็นของขวัญแก่คนที่เราอยากให้ก็ได้???

ซื้อตุนไว้หรือซื้อล่วงหน้าก็คือการซื้อเหมือนกันไม่ใช่เหรอ ยิ่งจะซื้อมากกว่าเดิมอีก ?

ใช่ แต่ที่ต่างไปคือการได้ทบทวนตัวเอง ได้เห็นความกลัวบางอย่าง ถ้าซื้อมากก็ยิ่งจะได้เห็นว่าเรา ?กลัว? มาก กลัวว่าเราจะไม่มีใครให้พึ่งพิง กลัวว่าเราไม่มีเพื่อน? กลัวว่าเราจะอยู่ไม่รอดถ้าไม่ซื้อไม่บริโภค แต่มันท้าทายไม่ใช่หรือที่เราจะได้ลองดูสักตั้งว่าเรากลัวไปเองหรือมันน่ากลัวจริง ๆ แต่ถ้ายังไม่สบายใจ ลองตั้งเงื่อนไขสิว่าจะซื้อของตุนไว้ไม่เกินกี่บาท? แล้วอะไรบ้างที่จำเป็นกับชีวิต 3 วันนั้นจริงๆ ถ้ามีไม่กี่อย่าง ก็ยิ่งจะได้เห็นว่าที่ผ่านมาเราใช้และกิน ?เกิน? ไปเท่าไหร่


หลังไม่ซื้อแล้วจะซื้อเยอะขึ้นมั้ย หรือก็กลับไปเหมือนเดิมอยู่ดี? ?

คำตอบอยู่ที่ตัวคุณแล้วล่ะ?? แต่เชื่อว่าหลังการทดลองเพื่อใคร่ครวญในสถานการณ์และบริบทที่ต่างไป 3 วัน จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างใดอย่างหนึ่ง เพราะคุณได้เห็น ได้มอง ได้คิดในสิ่งที่อาจมองข้ามไปในสถานการณ์ปกติ? การกลับมาซื้อหลังจากนี้ลองวางแผนใหม่ อาจพยายามเลือกซื้อของที่เป็นแฟร์เทรด มาจากกระบวนการรักษาสิ่งแวดล้อม มีกระบวนการที่เป็นธรรมกับแรงงาน ฯลฯ หรือจัดตลาดแบ่งปันระบายของสะสมบ้าง? ไม่ก็ก่อนซื้ออะไรให้คิดสัก 2-3 รอบ?? ไม่ยากเกินไปหรอกน่า

คุณทำได้ ลองทำดู


blog comments powered by Disqus
42.gif

Comments

logo footer   We can change the world everyday.- \\(^3^)//
เรามี 20 บุคคลทั่วไป ออนไลน์
กินเปลี่ยนโลก | สถาบันต้นกล้า | เยาวชนสืบสาน | ฟิ้วส์ | มะขามป้อม | เสมสิกขาลัย | iLaw | อาศรมวงค์สนิท
มาร่วมเป็นแฟน wechange555.com
ติดตามเรา
คลิ๊ปวีดีโอต่างๆ